ข้อมูลรายได้ต่อหัวขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และรายได้จังหวัดต่อประชากร (GPP per capita) แสดงให้เห็นว่า จังหวัดยิ่งรวย อปท.ยิ่งมีรายได้พัฒนาจังหวัดมาก เนื่องจากราว 60% ของรายได้อปท. มาจากการเก็บภาษีในพื้นที่จังหวัดตนเองทั้งที่จัดเก็บเองและส่วนกลางจัดเก็บแล้วแบ่งให้
แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องไปกับภาระหน้าที่ของอปท. ในพื้นที่ที่เก็บภาษีได้มาก มักเป็นพื้นที่เมืองซึ่งมีประชากรหนาแน่น จึงต้องลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้นตามไปด้วย โดยจังหวัดที่รายได้ต่อหัวของอปท.สูงที่สุดในปี 2024 ได้แก่ กรุงเทพฯ (21,454 บาท/คน) ระยอง (16,361 บาท/คน) ภูเก็ต (16,173 บาท/คน) ชลบุรี (14,432 บาท/คน) และ สมุทรปราการ (14,028 บาท/คน) ขณะที่ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศอยู่ที่ 10,498 บาท/คน
แน่นอนว่ารายได้ที่สูงของอปท.ในเมืองใหญ่นั้นสมเหตุสมผล แต่หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้เรื่อยไป ผลคือคุณภาพชีวิตของประชากรในจังหวัดร่ำรวยและยากจนจะยิ่งถ่างกว้างออกไปเรื่อยๆ เมื่อนำข้อมูลในปี 2012 และ 2024 มาเปรียบเทียบกันจะเห็นว่าแนวโน้มของกราฟมีความชันเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แสดงให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำที่เพิ่มขึ้นในห้วง 12 ปีที่ผ่านมา
กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่อปท.มีรายได้ต่อหัวสูงที่สุดตลอดกาล รายได้เติบโต 52.8% จาก 14,045 บาท/คน ในปี 2012 ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ย (50.7%) เล็กน้อย ส่วนจังหวัดที่อปท.มีรายได้เติบโตมากที่สุดได้แก่ยโสธร เพิ่มขึ้นจาก 4,720 บาท/คน เป็น 9,989 บาท/คน เพิ่มขึ้น 111.6% และจังหวัดที่เติบโตน้อยที่สุดคือ นครปฐม มีรายได้เพิ่มขึ้นเพียง 19.9% เพิ่มจาก 8,802 บาท/คน เป็น 10,554 บาท/คน
การเติบโตของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด อาจไม่ได้สอดคล้องกับการเติบโตของรายได้อปท.เสมอไป และในขณะเดียวกัน รายได้อปท.ในปัจจุบันก็ยังคิดเป็นสัดส่วนเพียง 28% เมื่อเทียบกับรายได้รัฐบาลกลาง ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าเป้าที่กฎหมายตั้งเอาไว้ที่ 35% การลดความเหลื่อมล้ำของคุณภาพชีวิตประชาชนในแต่ละพื้นที่ รัฐจึงต้องทำทั้งการเติมรายได้ให้อปท. และเกลี่ยงบประมาณให้ท้องถิ่นในจังหวัดยากจนมีโอกาสได้เจริญขึ้นบ้าง