ขณะที่ทุกสายตากำลังจับจ้องไปยังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในวันอาทิตย์หน้า (8 ก.พ.) ประชามติว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ที่จัดขึ้นวันเดียวกันนั้นก็นับว่าน่าจับตาไม่แพ้กัน
การปฏิรูปรัฐธรรมนูญถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการปฏิรูประบบการเมืองให้สามารถคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ดำเนินนโยบายตอบสนองและรับผิดชอบต่อประชาชน ตลอดจนป้องกันการใช้อำนาจโดยทุจริต-ละเมิดผลประโยชน์สาธารณะ ซึ่งจะเอื้อให้รัฐบาลทำงานแก้ปัญหาปากท้องและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพยิ่งกว่าเดิม
จากผลสำรวจผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบเจ็ดพันคนทั่วประเทศของ 101 PUB การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่อาจผ่านประชามติได้ ‘ไม่ง่ายนัก’ แม้ทั้งกลุ่มที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จะล้วนเล็งเห็นถึงความสำคัญของการปฏิรูประบบการเมือง และมีประเด็นปฏิรูปที่เป็นฉันทมติร่วมกัน
คนไทยเห็นพ้องว่ารัฐธรรมนูญมีปัญหา แต่เห็นต่างใน ‘เงื่อนไข-วิธีการ’ แก้ไข
101 PUB ได้สำรวจแนวคิดและความต้องการนโยบายสาธารณะของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ปีขึ้นไป ผ่านการสำรวจกลุ่มตัวอย่างภาคสนาม 6,146 คนใน 19 จังหวัดในทุกภูมิภาค และการสำรวจออนไลน์ 744 คน ระหว่างวันที่ 8-18 ม.ค. ที่ผ่านมา โดยครอบคลุมความเห็นต่อคำถามว่า ‘ควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับหรือไม่?’[1]โดย วรดร เลิศรัตน์, สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์, ฉัตร คำแสง, และ ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์; 101 PUB จะเผยแพร่ชุดข้อมูลฉบับเต็มต่อไป

ผลสำรวจพบว่า 12.2% เห็นควรจัดทำใหม่ทั้งฉบับ เพราะมีที่มาจากรัฐบาลเผด็จการ, 27.3% เห็นควร เพราะการเมืองในปัจจุบันไม่เป็นประชาธิปไตยและไม่ตอบสนองประชาชน, 7.4% เห็นควร ถ้าไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาเรื่องพระมหากษัตริย์, และ 4.7% เห็นควร โดยมิได้ระบุคำอธิบายเพิ่มเติม
ขณะที่ 23.2% ไม่เห็นควรจัดทำใหม่ทั้งฉบับ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่องไม่มาก ควรแก้ไขเป็นเรื่องๆ, 7.7% ไม่เห็นควร เพราะมีเรื่องอื่นสำคัญกว่าและสิ้นเปลืองงบประมาณ, 14.8% ไม่เห็นควร เพราะรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมาะสมอยู่แล้ว, และ 2.0% ไม่เห็นควร โดยมิได้ระบุคำอธิบายเพิ่มเติม อีก 0.7% รายงานความเห็นอื่นๆ
แม้สัดส่วนรวมของกลุ่มเห็นควรทุกกลุ่มจะเป็น ‘เสียงข้างมากปริ่มน้ำ’ ที่ 51.6% แต่มิได้หมายความว่ากลุ่มนี้ทั้งหมดจะลงคะแนนเห็นชอบประชามติ โดยเฉพาะกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับเงื่อนไขในการไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาเรื่องพระมหากษัตริย์ ในทางกลับกัน กลุ่มไม่เห็นควรบางส่วนอาจให้ความเห็นชอบก็ได้ ภาพผลประชามติจากผลสำรวจนี้จึง ‘ไม่ชัดเจน’ แต่พอสะท้อนได้ว่าคงผ่าน ‘ไม่ง่ายนัก’
ถึงกระนั้น ข้อค้นพบสำคัญคือ คนไทยเกือบทั้งหมดเห็นพ้องว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ‘มีปัญหาและควรปรับปรุง’ เพียงแต่เห็นต่างในเงื่อนไขและวิธีการ โดยมีแค่ 14.8% เท่านั้นที่แสดงจุดยืนชัดเจนว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมาะสมอยู่แล้ว กลุ่มไม่เห็นควรที่ใหญ่ที่สุด (23.2%) ก็มองว่ารัฐธรรมนูญนี้มีปัญหา แค่คิดว่าควรแก้ไขเป็นรายมาตรา เช่นเดียวกับกลุ่มไม่เห็นควรที่ระบุว่าเรื่องอื่นสำคัญกว่า (7.7%) ซึ่งอาจเล็งเห็นปัญหาเหมือนกัน เพียงแต่ให้ความสำคัญต่ำและกังวลถึงต้นทุนที่ตามมา
‘คนรุ่นใหม่-ชนชั้นกลาง’ มีแนวโน้มเห็นควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่สูง
หากแยกกลุ่มประชากร กลุ่มอายุมากกว่ามีแนวโน้มเห็นควรให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเป็นสัดส่วนน้อยกว่า โดยกลุ่มอายุ 18-29 ปีมีสัดส่วนผู้เห็นควรทุกเหตุผลรวมกันสูงถึง 62.5% ขณะที่กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปมีเพียง 39.4% ในกลุ่มเห็นควรนี้ กลุ่มอายุมากกว่ายังมีแนวโน้มตั้งเงื่อนไขในการไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาเรื่องพระมหากษัตริย์มากกว่าด้วย
ขณะเดียวกัน กลุ่มรายได้ครัวเรือนสูงจะมีแนวโน้มเห็นควรเป็นสัดส่วนมากกว่า โดยกลุ่มรายได้ต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน และ 20,000-50,000 บาท/เดือน มีสัดส่วนผู้เห็นควรใกล้เคียงกันที่ 51.0% และ 49.9% ตามลำดับ ส่วนกลุ่มรายได้สูงกว่า 50,000 บาท/เดือน มีสัดส่วนอยู่ที่ 59.7% ทั้งนี้ กลุ่มรายได้ต่ำให้ความสำคัญกับเหตุผลเรื่องที่มาจากเผด็จการมากกว่ากลุ่มรายได้สูง ตรงกันข้าม กลุ่มรายได้สูงให้ความสำคัญกับเหตุผลเรื่องปัญหาของระบบการเมืองที่เป็นอยู่มากกว่ากลุ่มรายได้ต่ำ
ถ้าเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคการเมืองหลักแต่ละพรรคในระบบบัญชีรายชื่อ กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเห็นควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับมากที่สุดที่ 76.0% รองลงมาคือพรรคเพื่อไทยที่ 50.9% ต่ำสุดคือพรรคภูมิใจไทยที่ 35.9% โดยผู้สนับสนุนพรรคนี้ถึง 33.0% เห็นว่าควรแก้ไขเป็นเรื่องๆ มากกว่า อีก 18.9% มองว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเหมาะสมดีแล้ว
อุบลราชธานีเห็นควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่สูงสุด สุพรรณบุรี-กาญจนบุรี-ชลบุรีต่ำสุด

ในเชิงพื้นที่ กรุงเทพฯ และปริมณฑล อำเภอเมืองในต่างจังหวัด และอำเภออื่นในต่างจังหวัด มีสัดส่วนผู้เห็นควรที่ 53.2%, 48.7%, และ 52.5% ตามลำดับ โดยกลุ่มเห็นควรในกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีแนวโน้มตั้งเงื่อนไขในการไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาเรื่องพระมหากษัตริย์มากกว่าสองพื้นที่หลังตามลำดับ
ในรายจังหวัดที่มีการสำรวจภาคสนาม อุบลราชธานี ขอนแก่น และนราธิวาส เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้เห็นควรสูงสุดสามอันดับแรก ขณะที่สุพรรณบุรี กาญจนบุรี และชลบุรี เป็นจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้เห็นควรต่ำสุดสามอันดับแรก ในสุพรรณบุรี กลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไปเห็นควรเพียง 6.2% และกลุ่มรายได้ครัวเรือนต่ำกว่า 20,000 บาท/เดือน เห็นควรเพียง 13.8% เท่านั้น
คนไทยมอง ‘ปฏิรูปการเมือง’ เป็นนโยบายสำคัญ ไม่ว่าจะเห็นควรให้ทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่

นอกจากคนไทยจะเห็นตรงกันในวงกว้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหา ผลสำรวจยังชี้ว่าคนไทยมองการปฏิรูปการเมืองเป็นโจทย์นโยบายที่สำคัญมาก โดยสัดส่วนผู้รายงานว่านโยบายด้านสิทธิ ความเท่าเทียม และระบบการเมืองเป็นประเด็นนโยบายที่สำคัญที่สุดสำหรับตนเอง สูงสุดเป็นอันดับที่สองที่ 19.3% เป็นรองเพียงอันดับหนึ่งคือนโยบายด้านงานและรายได้ที่มีสัดส่วนผู้ตอบราว 29.3% และเหนือกว่านโยบายด้านอื่นทั้งหมด เช่น การศึกษา (11.9%) สวัสดิการ-สุขภาพ (9.5%) และหนี้สิน (8.7%)
หากเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มเห็นควรกับกลุ่มไม่เห็นควรให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ จะพบว่าต่างล้วนให้ความสำคัญกับนโยบายระบบการเมือง โดยสัดส่วนผู้เห็นว่านโยบายด้านนี้สำคัญที่สุดอยู่ที่ 23.0% และ 15.3% ตามลำดับ รั้งอันดับความสำคัญอันดับสองสำหรับทั้งสองกลุ่ม
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองกลุ่มยังมีฉันทมติต่อประเด็นปฏิรูปการเมืองร่วมกัน โดยประเด็นปฏิรูปที่กลุ่มเห็นควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ให้ความสำคัญสูงสุดสามอันดับแรก ได้แก่ คุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน (26.1%), ให้ประชาชนมีอำนาจสูงสุดในการกำหนดนโยบายและเลือกรัฐบาล (23.5%), และปราบทุจริต (21.1%) ตามลำดับ ใกล้เคียงกับกลุ่มไม่เห็นควรจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ อันได้แก่ ปราบทุจริต (28.1%), คุ้มครองสิทธิ (26.2%), และให้ประชาชนมีอำนาจสูงสุด (14.9%) ตามลำดับ
พื้นที่แห่งโอกาสในสนามประชามติที่ท้าทาย
การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่และการปฏิรูปการเมืองกำลังเดินหน้าสู่ทางแยกสำคัญในวันประชามติอาทิตย์หน้า แม้การสำรวจ 101 PUB จะไม่ใช่การหยั่งเสียงประชามติ แต่ผลสำรวจในประเด็นเทียบเคียงกันว่ากลุ่มเห็นควรให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับเป็นเพียงเสียงข้างมากปริ่มน้ำ ก็พอจะสะท้อนว่า ประชามตินี้อาจผ่านได้ไม่ง่ายนัก ถือเป็นสัญญาณเตือนถึงคนไทยทุกคนที่มุ่งหวังการปฏิรูป ให้ต้องช่วยกันสื่อสารถึงความสำคัญจำเป็นของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อสร้างความเข้าใจและระดมแรงสนับสนุนในวงกว้างยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจก็ฉายให้เห็นโอกาสและพื้นที่ปฏิรูปที่มีศักยภาพ เพราะไม่ว่าจะเห็นด้วยกับการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ แต่คนไทยก็เห็นพ้องตรงกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีปัญหาที่ควรปรับปรุง เล็งเห็นความจำเป็นในการปฏิรูปการเมือง รวมถึงมุ่งหวังวาระการปฏิรูปที่ใกล้เคียงกัน ฉะนั้น โจทย์สำคัญในเวลานี้คือจะแปรความเห็นพ้องดังกล่าวไปสู่เสียงเห็นชอบประชามติ และขบวนการมวลชนที่ร่วมผลักดันการปฏิรูปรัฐธรรมนูญและการเมืองอย่างมีพลังในระยะยาวได้อย่างไร?
คำตอบที่พอเห็นได้จากผลสำรวจคือการสร้างบทสนทนาว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก่อให้เกิดปัญหา และการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่จะเปิดความเป็นไปได้ใหม่ ในประเด็นปฏิรูปการเมืองและประเด็นนโยบายที่ทุกคนให้ความสำคัญได้อย่างไร? อะไรเป็นจุดแข็งของการจัดทำใหม่เมื่อเปรียบเทียบกับการแก้ไขเพิ่มเติมด้วยวิธีการอื่น? และกระบวนการจัดทำใหม่ในอนาคตจะสามารถถูกออกแบบเพื่อรับมือและจัดการกับข้อห่วงกังวลต่างๆ (เช่น การจัดลำดับความสำคัญ ต้นทุน และค่าเสียโอกาส) ได้อย่างไร?
สัดส่วนความเห็นผู้มีสิทธิเลือกตั้ง: ควรจัดทำรัฐธรรมนูญ ‘ใหม่ทั้งฉบับ’ หรือไม่? (%)

| ↑1 | โดย วรดร เลิศรัตน์, สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์, ฉัตร คำแสง, และ ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์; 101 PUB จะเผยแพร่ชุดข้อมูลฉบับเต็มต่อไป |
|---|