ประเมินนโยบายเลือกตั้ง 69 จะพาคนไทย ‘หก’ หรือ ‘ก้าว’ รัฐไทยจะถูกอัพเกรด?

101 PUB

16 January 2026

ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเทศไทยกลับขยับตัวได้ช้าราวกับถูกแช่แข็งเอาไว้

เศรษฐกิจถูกแช่แข็งให้อยู่ในโครงสร้างแบบเดิม ตอบโจทย์คนจำนวนน้อย สร้างภาระให้คนจำนวนมาก เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นในประเทศไม่ได้

สังคมไทยถูกแช่แข็งไว้ให้อยู่ในแนวคิดและวิถีชีวิตแบบเก่า ไม่สามารถเปิดรับสิ่งใหม่และโอบรับความหลากหลาย

ระบบการเมืองถูกแช่แข็งไว้ให้อยู่ในวังวนของปัญหา และไม่สามารถทำงานให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

รัฐไทยถูกแช่แข็งไว้ให้ทำงานตามกฎระเบียบ ที่เต็มไปด้วยงานที่ไม่จำเป็น ขยับตัวได้ช้า ทำงานแยกส่วน

สิทธิของประชาชนถูกแช่แข็งไว้ ไม่ให้สามารถเดินในเส้นทางที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มศักยภาพ

การเลือกตั้งปี 69 นี้ยังเป็น ‘การเลือกตั้งท่ามกลางกระแสชาตินิยม’ ที่พาคนไทยย้อนยุคกลับไปอีก และลดความสำคัญของการแข่งขันด้วยนโยบายเหมือนกับการเลือกตั้งปี 62 และ 66 ที่ผ่านมา

แต่นโยบายสาธารณะก็เป็นเรื่องที่กระทบกับชีวิตของพวกเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นจนนอน ตั้งแต่เกิดจนตาย

การปล่อยให้นโยบายเดินไปโดยที่ไม่จับตามองหรือไม่เรียกร้องอะไรเลย จึงเป็นการเอาชีวิตของพวกเราไปฝากไว้กับนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังจากการเลือกตั้ง โดยไม่ได้บริหารจัดการความเสี่ยงอะไรเลย 101 PUB จึงขอชวนทุกท่านกลับมาพิจารณานโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ ได้พูดไว้ว่าหากจะเป็นรัฐบาลแล้วจะทำอะไรบ้าง แล้วจะช่วยให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นได้มากเพียงใด (แม้บางเรื่องอาจเป็นเพียงเทคนิคการหาเสียงก็ตาม)

ในบทความตอนที่ 1 ของซีรีส์นี้ ว่าด้วยการบริหารจัดการภาครัฐ ที่ไม่ว่าใครเป็นผู้บริหารประเทศก็ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการแก้กฎกติกาใหญ่ของประเทศอย่างระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญ การจัดการความมั่นคงและชายแดน ตลอดจนการจัดการเรื่องในประเทศที่สามารถเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ เพื่อสร้างฐานในการขับเคลื่อนเรื่องอื่นๆ พรรคการเมืองตีโจทย์ปัญหาอย่างไร? มีแนวนโยบายอย่างไร? สะท้อนวิธีคิดแบบไหน? และเพียงพอให้ชีวิตของพวกเราทุกคนดีขึ้นได้แล้วหรือยัง?

ปฏิรูปการเมือง-ทำรัฐธรรมนูญใหม่
เสียงแผ่วเบา-วิสัยทัศน์แผ่วเบา ในวันที่เสียงชาตินิยมดังหนวกหู

หลายคนคงจำวลี ‘ถ้าการเมืองดี’ กันได้ – วลีสั้นๆ ซึ่งเคยถูกใช้เรียกร้องการปฏิรูปการเมืองในฐานะ ‘เงื่อนไขพื้นฐาน’ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ผ่านมาหกปีจากวันนั้น วลีนี้ยังคงล่องลอยในอากาศ การปฏิรูปสำคัญๆ แทบไม่เกิดขึ้น ส่งผลให้การพัฒนาติดล็อคการเมืองอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนคือเสียงเรียกร้องปฏิรูปจากพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ดูจะ ‘แผ่วลง’ อย่างเห็นได้ชัด

ข้อเสนอนโยบายด้านการเมืองของพรรคหลักเน้นหนักที่จุดยืนต่อการจัดทำ ‘รัฐธรรมนูญใหม่’ ท่ามกลางการเดินหน้าสู่การทำประชามติเรื่องนี้ในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยมีนโยบายสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ‘ใหม่ทั้งฉบับ’ อย่างเป็นทางการ และออกหน้ารณรงค์ให้ประชาชนให้ความเห็นชอบประชามติ

นโยบายทางการของพรรคประชาธิปัตย์มุ่งสนับสนุน ‘การแก้ไขในประเด็นเฉพาะ’ ส่วนภูมิใจไทยและกล้าธรรมไม่มีนโยบายทางการในเรื่องนี้ แม้แกนนำประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยจะออกมาแสดงจุดยืนเห็นชอบประชามติในบางโอกาส แต่ก็มิได้นำมาใช้หาเสียงเลือกตั้งและรณรงค์อย่างชัดเจนแข็งขัน เรียกได้ว่าเป็นขั้ว ‘เกียร์ว่าง’ ตรงข้ามกับขั้ว ‘เหยียบคันเร่ง’ สู่รัฐธรรมนูญใหม่อย่างประชาชน-เพื่อไทย

อย่างไรก็ดี พรรคส่วนใหญ่ทั้งสองขั้วยัง ‘แผ่ว’ ในการแสดง ‘วิสัยทัศน์ต่อเนื้อหา’ ที่มุ่งผลักดันหรือรักษาไว้ในรัฐธรรมนูญ วิสัยทัศน์นี้สำคัญมาก เพราะหากผลประชามติเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ สส. จากการเลือกตั้งครั้งนี้ ‘น่าจะมีอำนาจ’ เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่แทนประชาชน[1]ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เสนอรัฐสภาพิจารณาวาระสอง เมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2025 เราทุกคนจึงควรได้ทราบมุมมองและข้อเสนอของผู้สมัครแต่ละคน/พรรค ก่อนตัดสินใจออกเสียงและมอบอำนาจให้ไป

เท่าที่พอปรากฏข้อเสนอ[2]อ้างอิงข้อมูลตามเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมืองเท่านั้น พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์มีฉันทมติร่วมกันในการปรับที่มาของ ‘องค์กรอิสระ’ ให้ยึดโยงกับประชาชน เป็นอิสระสมชื่อ-ไม่ถูกครอบงำโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม ประชาชนและเพื่อไทยยังเสนอให้ปฏิรูป ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ขณะที่ประชาชนและประชาธิปัตย์เสนอให้ปฏิรูป ‘วุฒิสภา’ ในแนวทางเดียวกัน

ทั้งสามพรรคยังล้วนเสนอหลักการให้คืนสิทธิประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพิ่ม ‘ความโปร่งใส’ ตลอดจน ‘กระจายอำนาจ’ ให้ท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดนโยบาย-จัดบริการสาธารณะกว้างขวางขึ้น และมีช่องทางหารายได้-งบประมาณมากขึ้น รวมถึงพรรคประชาชนยังเสนอให้เลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดของทุกจังหวัด ขณะที่เพื่อไทยเสนอให้ทำเฉพาะในจังหวัดที่พร้อม ส่วนประชาธิปัตย์เน้นให้เลือกตั้งและกำหนดวาระดำรงตำแหน่งของผู้นำท้องที่

น่าเสียดายที่แทบทุกพรรคเสนอวิสัยทัศน์เรื่องอื่นนอกเหนือจากฉันทมติข้างต้นไว้น้อยมาก มีเพียงพรรคประชาชนที่เสนอวิสัยทัศน์ไว้ค่อนข้าง ‘เป็นรูปธรรม’ ที่สุด ครอบคลุมถึงการขยายการรับรองและคุ้มครองสิทธิประชาชน เช่น สิทธิให้ความเห็นต่อโครงการที่กระทบสิ่งแวดล้อม สิทธิประกันตัว สิทธิเข้าถึงทนายความ สิทธิเข้าถึงการศึกษา-บริการสุขภาพ และความเสมอภาคระหว่างเพศสภาพ

พรรคประชาชนยังเสนอให้ออกแบบสถาบันการเมืองใหม่ทั้งระบบให้ยึดโยงกับประชาชนและประชาชนมีอำนาจมากขึ้น เช่น กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส., พิจารณายุบเลิกวุฒิสภา, ลดอำนาจของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง, ยกเลิกยุทธศาสตร์ คสช. ที่ตีกรอบนโยบายของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง, ขยายช่องทางการมีส่วนร่วมใหม่ๆ สำหรับคนกลุ่มต่างๆ, และจัดตั้งกลไกป้องกันรัฐประหาร[3]นโยบายพรรค: ประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่,” พรรคประชาชน, (เข้าถึงเมื่อ 16 มกราคม 2026).

แต่เช่นเดียวกับพรรคอื่น พรรคประชาชนขาด ‘วิสัยทัศน์ต่อวิธีการ’ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือแก้ไขฉบับเดิมให้สำเร็จได้จริง

อย่าลืมว่าสาเหตุเฉพาะหน้าที่นำมาสู่การเลือกตั้งครั้งนี้คือ ‘ความล้มเหลว’ ของยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคประชาชนในการผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านความร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย (และ สว.) ถ้าใช้วิธีการแบบเดิม ก็อาจลงท้ายด้วยผลลัพธ์แบบเดิม – ‘พัง!’

ไม่เพียงแค่ในเชิงการเมือง ทุกพรรคยังเสียงแผ่วในเรื่องวิธีการเชิง ‘กระบวนการจัดทำ’ เสียงเรียกร้องสภาร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งอันตรธานไปด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถออกแบบกระบวนการให้รับฟัง-นับรวมเสียงของคนทุกกลุ่ม และบรรลุเป้าหมายจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ถึงแม้รัฐสภาจะเคยตกลงกระบวนการไว้และพร้อมจะถูกนำขึ้นมาปัดฝุ่นผลักดันใหม่[4]หมายถึง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เสนอรัฐสภาพิจารณาวาระสอง เมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2025 แต่ละพรรคก็ควรแสดงจุดยืนต่อกระบวนการดังกล่าว และถ้าเห็นควรก็เสนอปรับปรุงแก้ไข

ข้อเสนอนโยบายด้านการเมืองเรื่องอื่นดูจะยิ่ง ‘แผ่วลง-ถอยหลังลงคลอง’ เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2023 ภายใต้บริบทการล้มล้างระบอบ คสช. ข้อเสนออย่างการเอาทหารออกจากการเมือง-อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน การปฏิรูปกองทัพ การยุติกดปราบการมีส่วนร่วม การนิรโทษกรรม-สร้างความยุติธรรมในคดีการเมือง หรือการสร้างกลไกรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ละเมิดประชาชน แทบไม่ผ่านตาให้ได้เห็นเลย

ตามแหล่งข้อมูลทางการ[5]อ้างอิงข้อมูลตามเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมืองเท่านั้น พรรคเพื่อไทย ‘ถอด’ นโยบายในประเด็นเหล่านี้ที่เคยเสนอในการเลือกตั้งครั้งก่อนออกไปเกือบทั้งหมด ขณะที่พรรคประชาชนยังคงข้อเสนอไว้ใกล้เคียงกับเมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อน แต่ก็ไม่ได้ฉายสปอตไลท์ให้ จน ‘จมหาย’ ไปในทะเลนโยบายหลายร้อยข้อของพรรค

พรรคประชาชนยังนำเสนอนโยบายด้วย ‘ภาษาและเรื่องเล่า’ ที่ก้าวหน้า-แหลมคมลดลง เช่น ยังเสนอให้ปฏิรูปกองทัพ แต่ชูเป้าหมายนำทหารมาอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลพลเรือน-เสริมสร้างประชาธิปไตยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ภาษาและเรื่องเล่าที่เข้ามาแทนก็หนีไม่พ้น ‘การสร้างกองทัพเข้มแข็ง-รักษาความมั่นคงแบบเก่า-ปราบเทา’ สะท้อนการ ‘ก้มหัว’ ให้แนวคิดและขบวนการ ‘ชาตินิยมขวา-ทหารนิยม’

ที่จริง การชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิรูปการเมืองกับปัญหาที่คนสนใจนับว่ามีส่วนดี แต่ต้องระวังมิให้ไปเสริมพลังแนวคิดที่ขัดขวางประชาธิปไตย รวมถึงตระหนักว่า ‘การเมืองดี’ อาจเสก ‘ความเปลี่ยนแปลงที่ดี’ ไม่ได้ในพริบตา เพียงแต่สร้าง ‘เส้นทาง’ ที่คาดหมายได้ว่าจะค่อยๆ นำเราไปสู่จุดนั้น ถ้าผูกติด ‘การเมืองดี’ กับผลลัพธ์บางเรื่องมากไป แล้วผลลัพธ์นั้นไม่เกิดขึ้นทันใจ ก็อาจบั่นทอนแรงสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาว – คงไม่ใช่วิธีขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองที่ยั่งยืนนัก

นโยบายชายแดน: จมชาตินิยม จน (เกือบ) ลืมคลายปมพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา?

แทบไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนที่ ‘ความมั่นคงพื้นที่ชายแดน’ จะกลายเป็นประเด็นเท่ากับสนามการเลือกตั้งปี 2569 โดยเฉพาะปัญหาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เหมือนเป็น ‘ระเบิดเวลา’ พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ อย่างข้อพิพาทเขตแดนที่ลุกลามกลายเป็นการใช้กำลังทางทหารสู้รบกัน 2 ระลอกในเดือนกรกฎาคมและธันวาคมปี 2568

โจทย์ที่พรรคการเมืองย่อมต้องตอบประชาชนคือ จะรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินประชาชนได้อย่างไร?

ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูง นโยบายที่พรรคการเมืองเข็นออกมาขาย – แม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่พรรคที่กระโดดลงมาเล่นในสนามนี้อย่างจับต้องได้ คือ ‘การจัดการความมั่นคงชายแดน’ มากกว่าการแก้ที่ต้นตอปัญหา

นโยบายสายแข็งอย่างการสร้าง ‘รั้วหรือกำแพงกั้นชายแดน’ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ[6]https://themomentum.co/report-united-thai-nation-party-candidates-policies-election2026/และภูมิใจไทย วาดฝันว่าจะสามารถรักษาชายแดนไทยให้พ้นจากการสู้รบและรุกล้ำอธิปไตย (รวมไทยสร้างชาติ, ภูมิใจไทย) ไปจนถึงภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ เช่น เครือข่ายสแกมเมอร์ แรงงานลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ยาเสพติด และสินค้าลักลอบ[7]https://election.bhumjaithai.com/posts/c05f8db8-e460-4da0-8816-1409e7ea1608 (ภูมิใจไทย) ราวกับว่าเป็น ‘ยาวิเศษ’

ทว่า รั้วและกำแพงไม่ใช่มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคามได้ทุกประเภทและไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอ

ในทางการทหาร การขวางกั้นพื้นที่เชิงกายภาพอาจชะลอการเคลื่อนกำลังพลภาคพื้นดินได้ แต่ก็อาจไม่สามารถป้องกันการโจมตีบางประเภทได้ เช่น การใช้โดรน FPV (First-person view) มาดัดแปลงติดระเบิดเป็นโดรนพลีชีพร่อนข้ามแดนมาโจมตี หรือการยิงจรวดโดยใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง

ในทางกลับกัน การสร้างกำแพงอาจต้องแลกมาด้วยผลกระทบเชิงลบต่อการค้าผ่านแดนแบบถูกกฎหมาย เนื่องจากการตรวจตราและรักษาความปลอดภัยชายแดนอย่างเข้มข้นที่มักเป็นมาตรการควบคู่ไปกับการสร้างกำแพง ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายของสินค้าถูกกฎหมายลดลง[8]https://source.washu.edu/2020/01/border-walls-obstruct-legal-trade-by-one-third-divert-illegal-trade/ และเพียงเปลี่ยนเส้นทางผ่านของสินค้าผิดกฎหมายไปยังจุดผ่านแดนอื่นๆ ที่ไม่มีกำแพงเท่านั้น

ยิ่งพิจารณาถึงภัยสแกมเมอร์ด้วย ที่แม้จะมีฐานที่มั่นบริเวณชายแดน แต่ก็เป็นอาชญากรรมออนไลน์ที่ปฏิบัติการแบบ ‘ไร้พรมแดน’ ที่เครื่องกีดขวางไม่อาจป้องกันการหลอกลวงประชาชนได้ ซึ่งต้องอาศัยมาตรการประเภทอื่นๆ ในการจัดการ

โดยสรุปแล้ว สิ่งกีดขวางทางกายภาพ ‘รับจบทุกอย่าง’ ไม่ได้

ในอุดมคติ การแก้ปัญหาใดๆ ก็ควรมุ่งไปที่รากหรือต้นเหตุของปัญหาให้ได้มากที่สุด ในกรณีการบริหารจัดการชายแดนให้ปราศจากความรุนแรงจากการใช้กำลังทางการทหารอย่างยั่งยืน สิ่งที่ควรทำคือการขจัดเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดความตึงเครียดบริเวณพื้นที่ชายแดนและสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการทหาร

ต้องไม่ลืมว่าต้นตอสำคัญประการหนึ่งคือ การ ‘ปักปัน’ เส้นเขตแดนที่ยังไม่เสร็จลุล่วงดี ตามที่กำหนดเส้นอธิปไตยไว้ในทางกฎหมายผ่านอนุสัญญาปี 1904 และสนธิสัญญาปี 1907 ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส เพื่อให้เกิดความชัดเจนในพื้นที่กายภาพระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชา ลดโอกาสการเกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งแบบวนลูป

อย่างไรก็ตาม การคลี่คลายข้อพิพาทเขตแดนผ่านการปักปันเขตแดนให้แล้วเสร็จกลับไม่ถูกเสนอเป็นวาระสำคัญหรือเป็นที่กล่าวถึงอย่างตรงไปตรงมาในฐานะรากของปัญหาเทาใด

พรรคประชาชนนับว่าเสนอนโยบายจัดการปัญหาความมั่นคงไทย-กัมพูชาอย่างเป็นระบบมากกว่าพรรคอื่นที่เสนอแค่แนวทางในการป้องกันแบบเฉพาะหน้า (แบบไม่ตอบโจทย์) โดยพรรคประชาชนตีโจทย์และให้น้ำหนักว่าต้นตอของปัญหาจะมาจากอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กัมพูชาจัดซื้ออาวุธ[9]https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-6/ และต้องแก้โจทย์ผ่านสารพัดมาตรการปราบสแกมเมอร์เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยง ขณะที่ต้องรักษาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ เสริมการป้องกันชายแดนโดยเน้นใช้เทคโนโลยีอย่าง Smart Tower ตรวจจับโดรนและการล้ำแดน[10]https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-1/

อย่างไรก็ตาม การคลี่คลายข้อพิพาทชายแดนโดยการปักปันเขตแดนก็ควรได้รับการให้น้ำหนักและเสนออย่างชัดเจนมากกว่าการระบุอย่างผ่านๆ ว่าจะใช้ ‘คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม’ (Joint Boundary Commission: JBC) เป็นกลไกหลักแก้ปัญหาเขตแดน เพราะถึงจะเป็นกลไกที่ตอบโจทย์ปัญหา แต่ก็ไม่ได้สามารถให้ทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนและเห็นได้ว่าแตกต่างจากที่มีอยู่แล้วอย่างไร

ส่วนนโยบายกเลิก MOU43 (และ MOU44) ที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เพียงแค่ไม่ตอบโจทย์การลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะทางทหารจากข้อพิพาทเขตแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายแนวทางหรือเครื่องมืออย่างที่มีอยู่แล้วและเป็นประโยชน์อย่าง JBC ในการจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา

ท้ายที่สุด คำถามยากที่ไม่มีพรรคใดตอบคือ หากปัญหาคลี่คลายลงแล้ว แม้ความสัมพันธ์จะบาดหมางและเปราะบาง แต่ไทยจะวางความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันกับกัมพูชาในระยะยาวอย่างไร เพราะต่างไม่มีประเทศใดย้ายพรมแดนหนีจากกันได้

‘ทหารอาสา’ จูงใจด้วยเงินและสวัสดิการยังอาจไม่พอเปลี่ยนผ่านสู่กองทัพสมัครใจ 100%

สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปะทุขึ้นในปี 2568 ยังจุดกระแสให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายปรับเปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารอย่างคึกคัก มุ่งเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการพลทหาร รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพกองทัพด้วยการเกณฑ์กำลังพลแบบสมัครใจ

‘ทหารอาสา’ ซึ่งแต่เดิมใช้เรียกตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวของกองทัพ มีการเปิดรับสมัครและคัดเลือกเข้าประจำการทั่วประเทศราวปีละ 600 ตำแหน่ง ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นโมเดลของกองกำลังประจำการในอนาคต

พรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอกลไกผลักดันนโยบายนี้ต่างกันออกไป ซึ่งย่อมส่งผลต่อผลลัพธ์ปลายทางและโอกาสที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้มาก-น้อยแตกต่างกันด้วย

นโยบายประชาชนภูมิใจไทยเพื่อไทยรวมไทยสร้างชาติประชาธิปัตย์
ยกเลิกบังคับเกณฑ์100%–  100%บางส่วน
ปรับค่าตอบแทน11,000 บาท เพิ่มปีละ 3% และเงินเพิ่มเมื่อประจำการครบ 4 ปี12,000 บาททหารเกณฑ์ 15,000 บาท, สมัครใจ 30,000 บาท
ปรับขนาดกองทัพลดเฉพาะงานธุรการ คงกำลังรบ 30,000 คนเพิ่มขนาดเป็น 100,000 คนตามสถานการณ์, ลดจำนวนนายพล
ฝึกทักษะ/ให้โอกาสอาชีพฝึกอาชีพ, เพิ่มโอกาสสอบนายสิบรด. ฝึกทักษะช่าง โดรน cyber warfareเรียนอนุปริญญาควบคู่, ปลดประจำการมีโอกาสรับราชการ  
เพิ่มสมรรถนะ/ความทันสมัยoffset policy, ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ, ปรับวิธีซื้อยุทธภัณฑ์ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ
เพิ่มความโปร่งใสปฏิรูปศาลทหาร, งบประมาณ
ให้ทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือนแก้ พ.ร.บ.กลาโหม

ข้อเสนอที่เกือบทุกพรรคมีร่วมกันคือ การเพิ่มเงินเดือนทหารเกณฑ์สมัครใจ จากเดิมที่ได้รับรวม 11,000 บาท ซึ่งจะถูกหักค่าอาหารจนทำให้ได้เงินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พรรคประชาชนเสนอปรับเพิ่มให้ได้รับเงินเดือน (หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว) ได้เต็ม 11,000 บาท (ประชาชน)[11]พรรคประชาชนเสนอสูตรเงินเดือนเพิ่มปีละ 3% และให้เงินเพิ่มเมื่อประจำการครบกำหนดอีกราว 1.2 แสนบาท … Continue reading พรรคภูมิใจไทยปรับเพิ่มเงินเดือนเป็น 12,000 บาท ไปจนถึงพรรครวมไทยสร้างชาติที่เสนอเงินเดือน 30,000 บาท

พรรคการเมืองต่างๆ ยังเสนอปรับขนาดของกองกำลังประจำการด้วย พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่เสนอให้ลดขนาดจากราว 8 หมื่นนายในปัจจุบัน ให้เหลือ 3 หมื่นนาย แต่เพิ่มสวัสดิการและเงินเพิ่มตามระยะเวลาประจำการ พรรคภูมิใจไทยเสนอให้เพิ่มเป็น 1 แสนนายและเพิ่มสวัสดิการ ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เสนอให้เปลี่ยนแปลงขนาด[12]รวมไทยสร้างชาติเสนอให้คงการบังคับเกณฑ์ และเพิ่มค่าตอบแทนให้เป็น 15,000 บาทต่อเดือน หากอิงตามข้อเสนอในการเลือกตั้งปี ’66 … Continue reading

เมื่อรวมผลของการปรับเงินเดือนและขนาดของกองกำลังประจำการแล้ว งบประมาณที่จะต้องใช้เฉพาะในส่วนค่าตอบแทนของพรรคประชาชนจะอยู่ที่ราว 5 พันล้านบาท/ปี (ใช้งบลดลง 55%) ภูมิใจไทยราว 1.4 หมื่นล้านบาท/ปี (ใช้งบเพิ่มขึ้น 28%) และรวมไทยสร้างชาติราว 2 หมื่นล้านบาท/ปี[13]ไม่รวมค่าตอบแทนกรณีออกรบ 200,000 บาท (ใช้งบเพิ่มขึ้น 118%)

พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่ระบุอย่างชัดเจนว่าจะยกระดับสถานะของทหารเกณฑ์ให้เป็น ‘ทหารอาสา’ ตามความหมายของประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) ที่มีสวัสดิการเช่นเดียวกับลูกจ้างเหมาบริการของหน่วยงานรัฐทั่วไป ส่วนพรรคอื่นๆ เช่น ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ แม้จะเลือกใช้คำว่า ‘ทหารอาสา’ เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้ระบุชัดในรายละเอียด ดังนั้นงบประมาณสวัสดิการบุคลากรอาจแตกต่างกันออกไป แต่ต่างก็ต้องการงบประมาณเพิ่มในส่วนนี้ด้วย

แม้หลายแนวทางจะทำให้ผู้ที่เกณฑ์ทหารได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น และมีอัดอัดฉีดงบประมาณของรัฐเพิ่ม แต่จะต้องไม่ลืมว่า พลทหารคือกำลังแรงงานที่ถูกดึงออกมาจากตลาดแรงงาน

101 PUB ประเมินว่า การดึงคนออกไปทำงานที่ไม่ถนัดและไม่ต้องการทำนี้ คิดเป็นค่าเสียโอกาสเฉลี่ยราว 3.4 แสนบาทต่อ ‘ใบแดง’ หนึ่งใบ ซึ่งอาจคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวม 5-7 หมื่นล้านบาทต่อการเกณฑ์ทหารหนึ่งครั้ง หากคำนึงถึงต้นทุนนี้จะพบว่ากองกำลังแบบสมัครใจมีราคาถูกกว่าและย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย

นับตั้งแต่ปี 2021 กองทัพเริ่มเปิดรับสมัครทหารเกณฑ์แบบสมัครใจผ่านช่องทางออนไลน์ จูงใจด้วยการเปิดโอกาสให้เลือกหน่วยสังกัดใกล้บ้านได้ ทหารเกณฑ์ส่วนนี้เพิ่มขึ้นจาก 3.3% ในปีแรกเป็นราว 18.6% ในปีล่าสุด[14]กองบัญชาการกองทัพไทย (2021-2025) คำนวนโดย 101 PUB แต่ยังคงห่างไกลจากเป้า 100% ที่กองทัพอ้างว่าจะบรรลุในปี 2028[15]Thai PBS. 2025. “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร บนเส้นทางที่ยาวไกล”. https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-153. เนื่องจากในแต่ละปีมีผู้สมัครออนไลน์ผ่านการคัดเลือกเพียงราวกึ่งหนึ่ง เช่น ในปี 2025 จากผู้สมัครราวสามหมื่นคน ได้รับเลือกเพียง 15,266 คน แม้จะนับรวมการสมัครหน้างาน (ซึ่งอาจไม่ได้สมัครใจจริง) ก็ยังคงคิดเป็นสัดส่วนรวมเพียง 50.5% ของความต้องการทหารใหม่

กลไกจูงใจที่หลายพรรคเสนอ คือการเพิ่มโอกาสฝึกอาชีพและรับราชการต่อให้ทหารเกณฑ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่กองทัพดำเนินอยู่บ้างแล้ว ข้อนี้อาจได้ผลดีกับพื้นที่ที่งานหายาก เช่น ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ซึ่งมักมียอดสมัครหน้างานเต็มความต้องการ จนไม่ต้องมีการจับใบดำ-ใบแดงอยู่เสมอ[16]สรวิศ มา. 2024. “เศรษฐกิจต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ กว่าจะเป็นกองทัพ ‘สมัครใจ’”. 101 PUB, มีนาคม 29. https://101pub.org/cost-of-conscription-2024/. แต่สำหรับแรงงานที่มีเส้นทางอาชีพอยู่แล้ว การเข้ารับราชการเพื่อฝึกอาชีพที่มีทางเลือกจำกัดย่อมไม่ตอบโจทย์นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ตลาดงานผันผวน

ในการบรรลุเป้าหมายกองกำลังสมัครใจ 100% รัฐอาจต้องพิจารณาผลักดันกลไกเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ประการแรก คือการปรับลดความต้องการพลทหาร เข้าสู่จำนวนผู้ที่ต้องการอาสาในแต่ละปี พร้อมกับปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อาทิ การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศผู้ค้าอาวุธ (ประชาชน) ลดจำนวนนายพล (เพื่อไทย) การส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (ประชาชน, เพื่อไทย, รวมไทยสร้างชาติ) ประการถัดมาต้องมีการปฏิรูปความโปร่งใสภายในกองทัพ โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการยุติธรรมต่อทหารชั้นผู้น้อย ซึ่งถูกสังคมตั้งคำถามมาโดยตลอด

ท้ายที่สุด การปรับเปลี่ยนกองทัพที่ว่ามาจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการจัดความสัมพันธ์ให้กองทัพอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพลเรือน พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนเรื่องนี้ชัดเจนในการเลือกตั้ง’66 แต่มีท่าทีอ่อนลงมากหลังจากเป็นรัฐบาลได้ราวสองปี และไม่ระบุเรื่องนี้ในนโยบายความมั่นคงปี 69 แล้ว ส่วนพรรคประชาชน แม้จะยังคงระบุไว้ชัดเจน แต่เป็นข้อที่ถูกให้ความสำคัญน้อยลงมากเช่นกัน ภายใต้กระแสชาตินิยมและแรงสนับสนุนกองทัพที่ถูกปลุกขึ้นจากความขัดแย้งชายแดน

เพิ่มกรรมสิทธิ์ที่ดิน: เปลี่ยนแนวทางของรัฐแล้วจะช่วยยกระดับชีวิตและเศรษฐกิจ?

ในอีกทางหนึ่ง การบริหารจัดการภาครัฐก็เป็นส่วนสำคัญต่อชีวิตของประชาชนในประเทศด้วย แนวทางของรัฐในการจัดการที่ดินมีปัญหามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ที่ไม่ชัดเจน ความไม่สอดคล้องของแผนที่หลายฉบับที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ การบริหารจัดการป่า ตลอดจนการจัดเก็บภาษีที่ดิน จนกระทบต่อสิทธิและเศรษฐกิจปากท้องของคนจำนวนมากในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่กว่าคนอื่น แต่ปัญหาดังกล่าวถูกปล่อยให้คาราคาซัง

ผลิตภาพภาคการเกษตรขึ้นกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน[17]สรุปจากบททบทวนวรรณกรรมในข้อเสนอบทความวิจัย Land Reforms and Farm Productivity in Thailand โดย Techasunthornwat, C. and Zhang, B. (2025)

ปัญหาสำคัญเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีลักษณะคล้ายกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กล่าวคือ มีแรงงานกว่า 30% ในภาคเกษตร แต่กลับมีผลผลิตรวมใน GDP เพียง 9%[18]World Bank. (n.d.). Employment in agriculture (% of total employment) (modeled ILO estimate) – Thailand. World Bank Data. Retrieved January 14, 2026 ประกอบกับผลิตภาพรวมของภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ทศวรรษ 1990[19]Suphannachart, W. and Boonkaew, T. (2019). Economic Transformation and Productivity in Thailand: Why Small Is Beautiful for the Size Of Agriculture? Review of Integrative Business and Economics Research, 8(2):52–69.

ข้อมูลสำมะโนการเกษตรระหว่างปี 2003–2023 แสดงให้เห็นว่า จำนวนครัวเรือนเกษตรและจำนวนแปลงเพาะปลูกเพิ่มขึ้น แต่ขนาดแปลงเฉลี่ยกลับลดลง[20]สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). สำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ทั่วราชอาณาจักร [Agricultural census 2023: Whole Kingdom]. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. สะท้อนการแตกย่อยของที่ดินและการเบี่ยงเบนจากกระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึงประสงค์ ซึ่งควรเห็นการรวมขนาดแปลงและการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตรแนวโน้มดังกล่าวสร้างความกังวลต่อทั้งความยั่งยืนของการเติบโตในภาคการเกษตรเองและเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว รวมถึงความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางเศรษฐกิจ

งานวิจัยในประเทศไทยแจกแจงปัจจัยกำหนดผลิตภาพในภาคการเกษตรว่ามักเกิดจากโครงสร้างประชากรสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปรับใช้เทคโนโลยีที่ล่าช้า[21]Boonarsa, N. and Attavanich, W. (2023). The Impacts of Aging Society on the Agricultural Total Factor Productivity of Thailand. Journal of Agricultural Research and Extension, 40:236–253.

แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อผลิตภาพทางการเกษตร คือการมีสิทธิในที่ดินที่มั่นคงและใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งเป็นเรื่องแนวทางของรัฐต่อการบริหารจัดการที่ดินโดยตรง

การยกระดับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความสามารถในการลงทุนของเกษตรกร เกษตรกรที่มั่นใจว่าจะไม่ถูกเพิกถอนสิทธิ มีแนวโน้มลงทุนมากขึ้นทั้งในปัจจัยการผลิตระยะสั้น เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ น้ำ และการลงทุนระยะยาว เช่น การปรับปรุงดิน ระบบชลประทาน หรือรวมถึงลดกระบวนการเพาะปลูกที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ มากไปกว่านั้น ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิชัดเจนจะสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ให้เกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ และเพิ่มโอกาสการพัฒนากระบวนการเพาะปลูก[22]Besley, T. (1995). Property Rights and Investment Incentives: Theory and Evidence from Ghana. Journal of Political Economy, 103(5):903–937.
Deininger, K. and Feder, G. (2001). Land Institutions and Land Markets. In Gardner, B. L. and Rausser, G. C., editors, Handbook of Agricultural Economics, Volume 1A, pages 287–331. Elsevier, Amsterdam.

นอกจากนี้ สิทธิในที่ดินที่สมบูรณ์จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดสรรทรัพยากร เมื่อที่ดินสามารถถูกเช่า โอน หรือปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกกฎหมาย กรรมสิทธิ์ที่ดินมีแนวโน้มจะเคลื่อนย้ายไปสู่เกษตรกรที่มีศักยภาพและผลิตภาพสูงกว่า ลดการถือครองที่ดินโดยผู้ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ลดปัญหาการถูกกดราคาหรือค่าเช่าในตลาดซื้อขาย หรือเช่าที่ดินที่กฎหมายไม่อนุญาต กลไกเหล่านี้เพิ่มผลิตภาพโดยรวมให้กับภาคการเกษตร[23]Chen, C. (2017). Untitled Land, Occupational Choice, and Agricultural Productivity. American Economic Journal: Macroeconomics, 9(4):91–121.
Hsieh, C.-T. and Klenow, P. J. (2009). Misallocation and Manufacturing TFP in China and India. Quarterly Journal of Economics, 124(4):1403–1448.

ผลลัพธ์ของการยกระดับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่เฉพาะแปลงปลูก เพราะเกษตรกรและครัวเรือนที่มีสิทธิในที่ดินมั่นคงสามารถใช้ที่ดินเป็น ‘ฐานความมั่นคง’ ให้ลูกหลานขยับออกไปทำกิจกรรมเศรษฐกิจอื่น ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมได้ประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาว

เมนูนโยบายที่ดินปี 69: จานเดียว ซื้อคู่ หรือชุดสุดคุ้ม

รัฐบาลก่อนการยุบสภา ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จากพรรคกล้าธรรม ได้เริ่มขับเคลื่อนนโยบายที่ดินทางการเกษตรผ่านการปรับเปลี่ยนสถานะของเอกสารสิทธิในที่ดินปฏิรูป

นโยบายเปิดให้ผู้ถือครอง ส.ป.ก. 4-01 ที่ใช้ประโยชน์ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถยื่นขอแปลงสิทธิเป็น “โฉนดเพื่อการเกษตร” (โฉนดครุฑเขียว) ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิรูปแบบใหม่ที่ยังคงเงื่อนไขการใช้เพื่อเกษตรกรรม แต่เพิ่มความสามารถในการใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินในระบบ

นอกจากนี้ นโยบายยังเปิดช่องให้เกษตรกรสามารถโอนคืนที่ดินให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อรับค่าชดเชย หากไม่ประสงค์ประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อ ถือเป็นความพยายามแก้ปัญหาหนี้สินและสภาพคล่องของเกษตรกรในระยะสั้น พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดสรรที่ดิน

ภาพรวมการเลือกตั้งปี 69 ทิศทางนโยบายด้านที่ดินทางการเกษตรของพรรคการเมืองหลัก มีความสอดคล้องกันในประเด็นสำคัญ คือ การเร่งขยายและทำให้สิทธิในที่ดินที่ยังไม่สมบูรณ์มีความชัดเจนและใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างพรรคปรากฏชัดในระดับของ ‘ความลึก’ และ ‘ความครอบคลุม’ ของเครื่องมือนโยบายที่นำเสนอ

  • กล้าธรรม ยกระดับที่ดินทางการเกษตรเป็นโฉนดครุฑแดง

หัวหน้าพรรคพรรคกล้าธรรมประกาศในเวทีเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่าจะเร่งขยายสิทธิผู้ถือเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร และแปลงโฉนดที่ดินทางการเกษตรให้เป็นโฉนดที่ดินครุฑแดงโดยกรมที่ดินอีกทอด โดยถือเป็นการลดข้อจำกัดของโฉนดที่ดินทางการเกษตรในปัจจุบันที่จำกัดเงื่อนไขให้ใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมทางการเกษตรเท่านั้น[24]ไทยรัฐออนไลน์. (25 ธ.ค. 2568). นโยบาย พรรคกล้าธรรม เปลี่ยน สปก. เป็นโฉนดทำกินเกษตร แก้หนี้ครู ปรับเบี้ยกลุ่มเปราะบาง.

  • เพื่อไทย แปลงโฉนด ส.ป.ก. แบบมี ‘เงื่อนไข’ และยุติการฟ้องร้องที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวบ้าน

แม้นโยบายหลักอย่างกรรมสิทธิ์ในที่ดินของพรรคเพื่อไทยที่นำเสนอ อาจจะไม่ถึงขั้นให้สิทธิโฉนดครุฑแดง แต่เป็นการแปลงที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดอย่างมีเงื่อนไข (ยังไม่ระบุรายละเอียด) แต่ชุดข้อเสนอนโยบายที่ดิน ก็มาพร้อมกับการส่งเสริมกระบวนการพิสูจน์สิทธิชุมชน ระบบดิจิทัลที่ดินแห่งชาติ (One Map) และการจัดทำแนวเขตใหม่ที่เป็นธรรม พร้อมยุติการฟ้องร้องที่ไม่เป็นธรรม ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเพื่อคืนสิทธิและศักดิ์ศรีแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศป่าทับภายหลังและนโยบายทวงคืนผืนป่ายุค คสช.[25]พรรคเพื่อไทย. (n.d.). คืนที่ดินให้ประชาชน.

  • พรรคประชาชน ถาดชุดนโยบาย (แถมผลไม้)

พรรคประชาชนนำเสนอนโยบายที่ดินในลักษณะ ‘แพ็กเกจเชิงโครงสร้าง’ ที่ครอบคลุมและมีรายละเอียดการดำเนินการมากที่สุด เพราะนอกจากจะเสนอการออกโฉนดมาตรฐานเดียวจาก ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดที่ดินโดยตรงผ่านการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 3 และเพิ่มมาตรา 39/1 ใน พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ยังกล่าวถึงการยกระดับที่ดินนิคมสร้างตนเองและนิคมสหกรณ์ จัดทำฐานข้อมูลแนวเขต One Map และเร่งบังคับใช้ รับรองป่าชุมชนที่ค้างอยู่ 760,000 ไร่ และโฉนดชุมชนให้ท้องถิ่นจัดสรรให้ชาวบ้านอีกที ตลอดจนยุติการจับกุมและดำเนินคดีเกี่ยวกับป่าไม้กับประชาชนที่อยู่เดิมคล้ายคลึงกับนโยบายพรรคเพื่อไทย และเน้นกระบวนการที่กระจายอำนาจไปยังส่วนจังหวัดและท้องถิ่นในการจัดการข้อมูลและสร้างข้อตกลงร่วมกันกับชาวบ้านและชุมชน[26]พรรคประชาชน. (n.d.). นโยบายด้านที่ดิน.

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังกล่าวถึงการจัดระเบียบและนำที่ดินรัฐขนาดใหญ่ ทั้งที่ดินราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์ มาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และยังพูดถึงการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อลดการกักตุนที่ดินผ่านการเก็บภาษีที่ดินแบบแปลงรวม[27]พรรคประชาชน. (n.d.). ปฏิรูปภาษีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม.

นโยบายส่วนเพิ่มเหล่านี้สะท้อนความพยายามของชุดนโยบายพรรคส้มที่ต้องการเชื่อมการแก้ปัญหาที่ดินเข้ากับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ การคลัง และการบริหารทรัพยากรของรัฐในระยะยาว

แม้นโยบายที่ดินของพรรคการเมืองที่กล่าวมาจะมีจุดร่วมกันที่การขยายสิทธิในที่ดินทำกิน โดยเฉพาะสิทธิ ส.ป.ก. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ระดับความครอบคลุมของนโยบาย แนวทางการปฏิบัติ และการเชื่อมโยงนโยบายที่ดินกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอื่นๆ อย่างการจัดเก็บภาษี การใช้ทรัพยากรภาครัฐ และการลดความเหลื่อมล้ำ

ขณะเดียวกัน ข้อควรระวังและเป็นเงื่อนไขสำคัญให้นโยบายด้านที่ดินบรรลุผลที่ตั้งไว้จากบทเรียนในอดีตคือกระบวนการและขั้นตอนการดำเนินนโยบายที่โปร่งใส จะช่วยป้องกันการฉกฉวยผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและนายทุนที่ดิน[28]Matichon TV. (2568). จุดเปลี่ยนรัฐบาล(ชวน) โดนอภิปราย ที่ดิน ส.ป.ก. จนอยู่ไม่ได้ I Explainer EP.25.

ท้ายที่สุด การปฏิรูปที่ดินที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมาพร้อมกับการปรับกระบวนทัศน์ในการบริหารจัดการทรัพยากร จากการมองชาวบ้านเป็น ‘ผู้บุกรุก’ ไปสู่การยอมรับบทบาทของประชาชนในฐานะ ‘เจ้าของทรัพยากรร่วม’ ให้มีส่วนร่วมในการดูแลและใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรอย่างยั่งยืน

เครือข่ายภาคประชาสังคมอย่าง Land Watch Thai และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ชี้ว่าการปฏิรูปที่ดินจะไม่ยั่งยืน หากไม่คำนึงถึง สิทธิชุมชน สิทธิทางการเมือง และโครงสร้างอำนาจของรัฐ โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขกฎหมายป่าไม้ที่ใช้จำกัดสิทธิประชาชน การทบทวนเป้าหมายพื้นที่ป่า การสานต่อมติ ครม. ที่รับรองคนอยู่กับป่า และการนิรโทษกรรมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าในอดีต[29]สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน. (2569). https://www.facebook.com/share/p/185i6bbqpn/
Land Watch Thai. (2568). https://www.facebook.com/share/p/1C2aUhrgG2/

นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากภาคประชาสังคมที่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยประชาชน มีบทบาทสำคัญต่อการลดความไม่เท่าเทียมเชิงอำนาจ และการสร้างกลไกที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายที่ดินและทรัพยากรในระยะยาว[30]ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move . (2569). https://www.facebook.com/share/p/1BjKwwN6t6/

พัฒนาแอปฯ-ลดกฎหมาย ยังไม่พอให้รัฐตอบสนองประชาชน

ในด้านการบริหารจัดการภาครัฐในประเทศ ที่ผ่านมารัฐไทยถูกมองว่า ‘ทำโทษผู้ที่ทำถูก’ มาโดยตลอด กล่าวคือ กฎระเบียบภาครัฐสร้าง ‘ภาระ’ ให้กับผู้ที่ขอทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่ภาครัฐกำหนดไว้ เช่น ธุรกิจต้องขอใบอนุญาตเป็นจำนวนมากกว่าจะเปิดกิจการได้ ประชาชนจะขอป้ายทะเบียนรถต้องเสียเวลาอย่างน้อยครึ่งวัน ฯลฯ

โครงสร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ผลักดันให้คนไทยจำนวนมากเลือกที่จะใช้ชีวิตทำมาหากินอยู่นอกระบบ ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เทาๆ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ก็ไม่ถูกกฎหมาย ยากที่รัฐจะไปกำกับให้เกิดการพัฒนาได้

ในการเลือกตั้งรอบนี้ หลายพรรคการเมืองจึงเลือกหยิบนโยบายปฏิรูปรัฐมาหาเสียง โดยเน้นไปที่การขาย ‘รัฐดิจิทัล’ และ ‘การปรับลดกฎกติกาภาครัฐ’ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถติดต่อ พึ่งพา และทำงานกับภาครัฐได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น และคาดหวังว่านโยบายเหล่านี้จะเป็นก้าวแรกที่ปลดล็อคให้รัฐช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาไปได้ไกล

หลายพรรคผลักดันให้แอปภาครัฐเป็นมิตรกับประชาชน

‘รัฐดิจิทัล’ ไม่ใช่นโยบายใหม่ที่เพิ่งผลักดันในช่วงการเลือกตั้งรอบนี้ การทำแอปพลิเคชันภาครัฐให้ประชาชนสามารถสามารถติดต่อยื่นเอกสารขอใบอนุญาตเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาแอปพลิเคชันภาครัฐมักไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน เนื่องจากออกแบบไม่ดี ใช้ยาก ซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย มีหลายแอปฯ แต่ไม่เชื่อมโยงกัน [31]ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์. 2023. รัฐบาลไทยดิจิทัล ทำแล้ว-ทำอยู่-อย่าทำ(แบบเดิม)ต่อ. 101 PUB.

โจทย์สำคัญของการทำ ‘รัฐดิจิทัล’ คือการสร้างแอปพลิเคชันเดียวที่ข้อมูลเชื่อมต่อกัน ให้ประชาชนใช้ได้อย่างสะดวก พรรคการเมืองแต่ละพรรคเองก็พยายามขายนโยบายด้วยวาระเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอทำนโยบาย ‘ราชการในมือถือ’[32] https://www.democrat.or.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad/ ที่ลงทะเบียนครั้งเดียวเข้าถึงทุกบริการรัฐด้วยแอปกลางของภาครัฐ พรรคเพื่อไทยทำนโยบาย ‘บริการภาครัฐแพลตฟอร์มเดียว’[33] https://election.ptp.or.th/policy/126 ดึงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐมารวมกันบนแพลตฟอร์ม one-stop-service ที่สามารถออกใบอนุญาตได้ภายใน 1 วัน และปรับให้ทุกบริการต้องติดตามผ่านช่องทางดิจิทัลได้ 100%  และพรรคประชาชนที่เสนอนโยบาย ‘รัฐแพลตฟอร์ม’[34] https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/A-1-2 จะทำให้บริการภาครัฐ 90% อยู่ในแอป ‘ทางรัฐ’ และสร้างมาตรฐานบริการดิจิทัลจากทุกหน่วยงานให้เป็นแบบเดียวกัน

ถึงแม้ว่าเกือบทุกพรรคจะขายนโยบายแอปเดียวที่เชื่อมต่อข้อมูลเหมือนกัน แต่มักจะไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักว่าจะทำให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร มีเพียงพรรคประชาชนที่ออกแบบกระบวนการในภาคปฏิบัติไว้บ้าง เช่น กำหนด TOR หน่วยราชการที่จะจัดทำแอปฯ หรือเว็บไซต์ ให้ต้องใช้สถาปัตยกรรมแอปฯหรือเว็บไซต์แบบเดียวกัน เพื่อให้เชื่อมต่อกันได้จริง และจัดฝึกอบรมผู้พัฒนาเว็บไซต์ให้มีมาตรฐานกลางในการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งานเว็บไซต์ (UX design workshop) เป็นต้น

หลายพรรคพยายามลดกฎกติกาที่เป็นอุปสรรค

นอกจากทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการรัฐได้ง่ายแล้ว อีกโจทย์สำคัญคือ การลดความยุ่งยากซับซ้อนในการขอใบอนุญาตจากภาครัฐ หลายพรรคก็ดันวาระ ‘ตัดตอนกฎหมาย’ เป็นหนึ่งในชุดนโยบายที่ขาย เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ผลักดัน Super Act[35] https://www.democrat.or.th/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2/ ให้อำนาจทบทวนยกเลิกกฎหมายล้าหลัง พรรคเพื่อไทยผลักดันนโยบายยุบรวมขั้นตอนและยกเลิกใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน[36] https://election.ptp.or.th/policy/126 กำหนดให้บางรายการที่เคยต้องอนุญาต เปลี่ยนเป็นเพียงแค่จดแจ้ง (ไม่ต้องรอการอนุมัติโดยรัฐ)

พรรคประชาชนก็ผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ[37] https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/A-1-3 โดยลงรายละเอียดที่มากกว่าพรรคอื่นเล็กน้อย เช่น การกำหนดให้กระทรวงที่เป็นเจ้าภาพลดใบอนุญาตให้ได้ตามเป้าหมายในกรอบเวลาที่กำหนด กำหนดให้ประเมินกฎหมายในทุกกรอบระยะเวลา (เช่น 5 ปี) รวมถึงกำหนดให้ระบบขอใบอนุญาตยืดหยุ่นตามความเสี่ยง[38]แบ่งเป็น 3 ระดับความเสี่ยง 1. เสี่ยงต่ำแจ้งแล้วทำได้เลย 2. เสี่ยงปานกลางใช้ระบบอนุญาตแบบอัตโนมัติ … Continue reading

 ประชาธิปัตย์เพื่อไทยประชาชน
รัฐดิจิทัลOne-ID ยืนยันตัวตนครั้งเดียวไม่ต้องกรอกซ้ำ Single PlatformSuper-App ใบอนุญาตออนไลน์ 1 วัน Digital by Default เชื่อมฐานข้อมูลไม่ต้องกรอกซ้ำรวมบริการในแอปเดียวสร้างมาตรฐานบริการดิจิทัลเปิดเผยโค้ดเป็นสาธารณะ ให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปพัฒนาต่อได้ Digital by default
ตัดตอนกฎหมายSuper Act ให้อำนาจทบทวนยกเลิกกฎหมายล้าหลังปรับโครงสร้างกฎหมายให้รัฐขับเคลื่อนตามภารกิจ (Mission-Based)ยกเลิกใบอนุญาตที่ซ้ำ ยุบรวมขั้นต้องที่ซ้อนให้กระทรวงเป็นเจ้าภาพสังคายนากฎหมาย โดยมีมาตรฐานเป้าหมายประเมินกฎหมาย และกฎหมายมีวันหมดอายุอนุมัติใบอนุญาตตามความเสี่ยง

ปรับแค่แอปและตัดตอนกฎหมายไม่พอ ต้องจัดระเบียบหลังบ้านภาครัฐด้วย

ในภาพรวม วาระการปฏิรูปภาครัฐของแต่ละพรรคการเมืองผลักดันมาได้อย่างถูกทางแล้ว แต่การทำให้ ‘ประชาชนติดต่อภาครัฐได้ง่าย’ ผ่านหน้าด่านอย่างศูนย์บริการครบวงจร เว็บไซต์ และแอปฯ อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ หากจะทำให้รัฐมีประสิทธิภาพช่วยส่งเสริมการพัฒนา ‘ภาครัฐต้องคล่องแคล่วในการทำภารกิจเชิงรุก’ ด้วย ภาครัฐต้องเก่งกาจในการริเริ่ม ส่งเสริมทักษะและนวัตกรรมของคนไทย ประสานงานชักชวนชาวต่างชาติมาลงทุน จับธุรกิจผิดกฎหมาย ฯลฯ

การจะปรับให้รัฐเก่งกาจในการทำภารกิจเชิงรุกได้ ต้องอาศัยการผ่าตัดโครงสร้างจัดระเบียบหน่วยงานราชการที่มีมากมายและซ้ำซ้อน ให้ยืดหยุ่นเหมาะสมในการทำหน้าที่ แต่มีพรรคประชาชนพรรคเดียวที่เสนอแนวทางการผ่าตัดระบบราชการอย่างชัดเจน เช่น 1. แบ่งบทบาทหน่วยงานให้ชัดเจน ว่าหน่วยงานไหนจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานกำหนดนโยบาย หน่วยงานส่งเสริม หรือหน่วยงานบริการ 2. ปรับให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ร่วมกันให้ใช้ตัวชี้วัดเดียวกันที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตประชาชน เป็นต้น

References
1 ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เสนอรัฐสภาพิจารณาวาระสอง เมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2025
2, 5 อ้างอิงข้อมูลตามเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมืองเท่านั้น
3 นโยบายพรรค: ประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่,” พรรคประชาชน, (เข้าถึงเมื่อ 16 มกราคม 2026).
4 หมายถึง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เสนอรัฐสภาพิจารณาวาระสอง เมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2025
6 https://themomentum.co/report-united-thai-nation-party-candidates-policies-election2026/
7 https://election.bhumjaithai.com/posts/c05f8db8-e460-4da0-8816-1409e7ea1608
8 https://source.washu.edu/2020/01/border-walls-obstruct-legal-trade-by-one-third-divert-illegal-trade/
9 https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-6/
10 https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-1/
11 พรรคประชาชนเสนอสูตรเงินเดือนเพิ่มปีละ 3% และให้เงินเพิ่มเมื่อประจำการครบกำหนดอีกราว 1.2 แสนบาท โดยคำนวนจากระยะเวลาประจำการและเงินเดือนสุดท้าย หากเฉลี่ยเงินส่วนนี้เข้าไปด้วย พลทหารหนึ่งนายจะได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยเดือนละประมาณ 14,000 บาท ตลอดระยะเวลาประจำการ 4 ปี ตามกรอบสัญญาจ้าง
12 รวมไทยสร้างชาติเสนอให้คงการบังคับเกณฑ์ และเพิ่มค่าตอบแทนให้เป็น 15,000 บาทต่อเดือน หากอิงตามข้อเสนอในการเลือกตั้งปี ’66 ที่พรรคเสนอให้ปรับสัดส่วนสมัครใจ/บังคับ เป็น 70/30 และแนวโน้มความต้องการกำลังพลในปัจจุบัน อาจประมาณได้ว่าจะมีทหารเกณฑ์แบบสมัครใจราว 5.6 หมื่นนาย และบังคับเกณฑ์ราว 2.4 หมื่นนาย
13 ไม่รวมค่าตอบแทนกรณีออกรบ 200,000 บาท
14 กองบัญชาการกองทัพไทย (2021-2025) คำนวนโดย 101 PUB
15 Thai PBS. 2025. “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร บนเส้นทางที่ยาวไกล”. https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-153.
16 สรวิศ มา. 2024. “เศรษฐกิจต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ กว่าจะเป็นกองทัพ ‘สมัครใจ’”. 101 PUB, มีนาคม 29. https://101pub.org/cost-of-conscription-2024/.
17 สรุปจากบททบทวนวรรณกรรมในข้อเสนอบทความวิจัย Land Reforms and Farm Productivity in Thailand โดย Techasunthornwat, C. and Zhang, B. (2025)
18 World Bank. (n.d.). Employment in agriculture (% of total employment) (modeled ILO estimate) – Thailand. World Bank Data. Retrieved January 14, 2026
19 Suphannachart, W. and Boonkaew, T. (2019). Economic Transformation and Productivity in Thailand: Why Small Is Beautiful for the Size Of Agriculture? Review of Integrative Business and Economics Research, 8(2):52–69.
20 สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). สำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ทั่วราชอาณาจักร [Agricultural census 2023: Whole Kingdom]. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม.
21 Boonarsa, N. and Attavanich, W. (2023). The Impacts of Aging Society on the Agricultural Total Factor Productivity of Thailand. Journal of Agricultural Research and Extension, 40:236–253.
22 Besley, T. (1995). Property Rights and Investment Incentives: Theory and Evidence from Ghana. Journal of Political Economy, 103(5):903–937.
Deininger, K. and Feder, G. (2001). Land Institutions and Land Markets. In Gardner, B. L. and Rausser, G. C., editors, Handbook of Agricultural Economics, Volume 1A, pages 287–331. Elsevier, Amsterdam.
23 Chen, C. (2017). Untitled Land, Occupational Choice, and Agricultural Productivity. American Economic Journal: Macroeconomics, 9(4):91–121.
Hsieh, C.-T. and Klenow, P. J. (2009). Misallocation and Manufacturing TFP in China and India. Quarterly Journal of Economics, 124(4):1403–1448.
24 ไทยรัฐออนไลน์. (25 ธ.ค. 2568). นโยบาย พรรคกล้าธรรม เปลี่ยน สปก. เป็นโฉนดทำกินเกษตร แก้หนี้ครู ปรับเบี้ยกลุ่มเปราะบาง.
25 พรรคเพื่อไทย. (n.d.). คืนที่ดินให้ประชาชน.
26 พรรคประชาชน. (n.d.). นโยบายด้านที่ดิน.
27 พรรคประชาชน. (n.d.). ปฏิรูปภาษีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม.
28 Matichon TV. (2568). จุดเปลี่ยนรัฐบาล(ชวน) โดนอภิปราย ที่ดิน ส.ป.ก. จนอยู่ไม่ได้ I Explainer EP.25.
29 สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน. (2569). https://www.facebook.com/share/p/185i6bbqpn/
Land Watch Thai. (2568). https://www.facebook.com/share/p/1C2aUhrgG2/
30 ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move . (2569). https://www.facebook.com/share/p/1BjKwwN6t6/
31 ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์. 2023. รัฐบาลไทยดิจิทัล ทำแล้ว-ทำอยู่-อย่าทำ(แบบเดิม)ต่อ. 101 PUB.
32 https://www.democrat.or.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad/
33, 36 https://election.ptp.or.th/policy/126
34 https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/A-1-2
35 https://www.democrat.or.th/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2/
37 https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/A-1-3
38 แบ่งเป็น 3 ระดับความเสี่ยง 1. เสี่ยงต่ำแจ้งแล้วทำได้เลย 2. เสี่ยงปานกลางใช้ระบบอนุญาตแบบอัตโนมัติ ถ้าคำขอและเอกสารอนุมัติครบถ้วนตรงตามเงื่อนไขก็ผ่านได้เลย 3. เสี่ยงมากประเมินด้วยระบบเดิม

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำรัฐธรรมนูญใหม่ เกี่ยวกับเราอย่างไร?: Explainer 101

ทำรัฐธรรมนูญใหม่ เกี่ยวกับเราอย่างไร?: Explainer 101

101 PUB ชวนสำรวจความสำคัญและความข้องเกี่ยวของรัฐธรรมนูญกับประชาชนอย่างเราๆ ค้นหาคำตอบว่า การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจเอื้อให้ชีวิตเราดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง?

เดิมพันครั้งใหม่ของกัมพูชา ในราคาที่ต้องจ่ายน้อยลง

เหตุใดท่าทีของกัมพูชาในความขัดแย้งระลอกใหม่จึงดูขึงขังและแตกต่างจากสถานการณ์เมื่อปี 2554? 101 PUB ชวนสำรวจผ่านมุมมองเศรษฐศาสตร์การเมือง

รัฐบาลไทยดิจิทัล ทำแล้ว-ทำอยู่-อย่าทำ(แบบเดิม)ต่อ

101 PUB ทบทวนการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่ทำแล้ว-ทำอยู่ตลอด 8 ปีที่ผ่านมาว่าได้ผลดีหรือไม่ อย่างไร หรือทำให้ดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

101 Public Policy Think Tank
ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะไทยในบริบทโลกใหม่ สร้างสรรค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มพลังให้ประชาชนสามารถตัดสินใจอย่างดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในเรื่องสำคัญที่มีความหมายต่อชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และสังคม

Copyright © 2026 101pub.org | All rights reserved.