ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเทศไทยกลับขยับตัวได้ช้าราวกับถูกแช่แข็งเอาไว้
เศรษฐกิจถูกแช่แข็งให้อยู่ในโครงสร้างแบบเดิม ตอบโจทย์คนจำนวนน้อย สร้างภาระให้คนจำนวนมาก เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นในประเทศไม่ได้
สังคมไทยถูกแช่แข็งไว้ให้อยู่ในแนวคิดและวิถีชีวิตแบบเก่า ไม่สามารถเปิดรับสิ่งใหม่และโอบรับความหลากหลาย
ระบบการเมืองถูกแช่แข็งไว้ให้อยู่ในวังวนของปัญหา และไม่สามารถทำงานให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน
รัฐไทยถูกแช่แข็งไว้ให้ทำงานตามกฎระเบียบ ที่เต็มไปด้วยงานที่ไม่จำเป็น ขยับตัวได้ช้า ทำงานแยกส่วน
สิทธิของประชาชนถูกแช่แข็งไว้ ไม่ให้สามารถเดินในเส้นทางที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มศักยภาพ
การเลือกตั้งปี 69 นี้ยังเป็น ‘การเลือกตั้งท่ามกลางกระแสชาตินิยม’ ที่พาคนไทยย้อนยุคกลับไปอีก และลดความสำคัญของการแข่งขันด้วยนโยบายเหมือนกับการเลือกตั้งปี 62 และ 66 ที่ผ่านมา
แต่นโยบายสาธารณะก็เป็นเรื่องที่กระทบกับชีวิตของพวกเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นจนนอน ตั้งแต่เกิดจนตาย
การปล่อยให้นโยบายเดินไปโดยที่ไม่จับตามองหรือไม่เรียกร้องอะไรเลย จึงเป็นการเอาชีวิตของพวกเราไปฝากไว้กับนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังจากการเลือกตั้ง โดยไม่ได้บริหารจัดการความเสี่ยงอะไรเลย 101 PUB จึงขอชวนทุกท่านกลับมาพิจารณานโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ ได้พูดไว้ว่าหากจะเป็นรัฐบาลแล้วจะทำอะไรบ้าง แล้วจะช่วยให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นได้มากเพียงใด (แม้บางเรื่องอาจเป็นเพียงเทคนิคการหาเสียงก็ตาม)
ในบทความตอนที่ 1 ของซีรีส์นี้ ว่าด้วยการบริหารจัดการภาครัฐ ที่ไม่ว่าใครเป็นผู้บริหารประเทศก็ต้องทำ ไม่ว่าจะเป็นการแก้กฎกติกาใหญ่ของประเทศอย่างระบบการเมืองและรัฐธรรมนูญ การจัดการความมั่นคงและชายแดน ตลอดจนการจัดการเรื่องในประเทศที่สามารถเป็น ‘ตัวเปลี่ยนเกม’ เพื่อสร้างฐานในการขับเคลื่อนเรื่องอื่นๆ พรรคการเมืองตีโจทย์ปัญหาอย่างไร? มีแนวนโยบายอย่างไร? สะท้อนวิธีคิดแบบไหน? และเพียงพอให้ชีวิตของพวกเราทุกคนดีขึ้นได้แล้วหรือยัง?
ปฏิรูปการเมือง-ทำรัฐธรรมนูญใหม่
เสียงแผ่วเบา-วิสัยทัศน์แผ่วเบา ในวันที่เสียงชาตินิยมดังหนวกหู
หลายคนคงจำวลี ‘ถ้าการเมืองดี’ กันได้ – วลีสั้นๆ ซึ่งเคยถูกใช้เรียกร้องการปฏิรูปการเมืองในฐานะ ‘เงื่อนไขพื้นฐาน’ ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน ผ่านมาหกปีจากวันนั้น วลีนี้ยังคงล่องลอยในอากาศ การปฏิรูปสำคัญๆ แทบไม่เกิดขึ้น ส่งผลให้การพัฒนาติดล็อคการเมืองอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง สิ่งที่เปลี่ยนคือเสียงเรียกร้องปฏิรูปจากพรรคการเมืองในการเลือกตั้งครั้งนี้ ที่ดูจะ ‘แผ่วลง’ อย่างเห็นได้ชัด
ข้อเสนอนโยบายด้านการเมืองของพรรคหลักเน้นหนักที่จุดยืนต่อการจัดทำ ‘รัฐธรรมนูญใหม่’ ท่ามกลางการเดินหน้าสู่การทำประชามติเรื่องนี้ในวันเดียวกันกับการเลือกตั้ง พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยมีนโยบายสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ‘ใหม่ทั้งฉบับ’ อย่างเป็นทางการ และออกหน้ารณรงค์ให้ประชาชนให้ความเห็นชอบประชามติ
นโยบายทางการของพรรคประชาธิปัตย์มุ่งสนับสนุน ‘การแก้ไขในประเด็นเฉพาะ’ ส่วนภูมิใจไทยและกล้าธรรมไม่มีนโยบายทางการในเรื่องนี้ แม้แกนนำประชาธิปัตย์และภูมิใจไทยจะออกมาแสดงจุดยืนเห็นชอบประชามติในบางโอกาส แต่ก็มิได้นำมาใช้หาเสียงเลือกตั้งและรณรงค์อย่างชัดเจนแข็งขัน เรียกได้ว่าเป็นขั้ว ‘เกียร์ว่าง’ ตรงข้ามกับขั้ว ‘เหยียบคันเร่ง’ สู่รัฐธรรมนูญใหม่อย่างประชาชน-เพื่อไทย
อย่างไรก็ดี พรรคส่วนใหญ่ทั้งสองขั้วยัง ‘แผ่ว’ ในการแสดง ‘วิสัยทัศน์ต่อเนื้อหา’ ที่มุ่งผลักดันหรือรักษาไว้ในรัฐธรรมนูญ วิสัยทัศน์นี้สำคัญมาก เพราะหากผลประชามติเห็นชอบให้จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ สส. จากการเลือกตั้งครั้งนี้ ‘น่าจะมีอำนาจ’ เลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่แทนประชาชน[1]ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เสนอรัฐสภาพิจารณาวาระสอง เมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2025 เราทุกคนจึงควรได้ทราบมุมมองและข้อเสนอของผู้สมัครแต่ละคน/พรรค ก่อนตัดสินใจออกเสียงและมอบอำนาจให้ไป
เท่าที่พอปรากฏข้อเสนอ[2]อ้างอิงข้อมูลตามเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมืองเท่านั้น พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาธิปัตย์มีฉันทมติร่วมกันในการปรับที่มาของ ‘องค์กรอิสระ’ ให้ยึดโยงกับประชาชน เป็นอิสระสมชื่อ-ไม่ถูกครอบงำโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และมีกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอย่างเหมาะสม ประชาชนและเพื่อไทยยังเสนอให้ปฏิรูป ‘ศาลรัฐธรรมนูญ’ ขณะที่ประชาชนและประชาธิปัตย์เสนอให้ปฏิรูป ‘วุฒิสภา’ ในแนวทางเดียวกัน
ทั้งสามพรรคยังล้วนเสนอหลักการให้คืนสิทธิประชาชนในการเข้าชื่อถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เปิดเผยข้อมูลภาครัฐและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพิ่ม ‘ความโปร่งใส’ ตลอดจน ‘กระจายอำนาจ’ ให้ท้องถิ่นมีอำนาจกำหนดนโยบาย-จัดบริการสาธารณะกว้างขวางขึ้น และมีช่องทางหารายได้-งบประมาณมากขึ้น รวมถึงพรรคประชาชนยังเสนอให้เลือกตั้งผู้บริหารสูงสุดของทุกจังหวัด ขณะที่เพื่อไทยเสนอให้ทำเฉพาะในจังหวัดที่พร้อม ส่วนประชาธิปัตย์เน้นให้เลือกตั้งและกำหนดวาระดำรงตำแหน่งของผู้นำท้องที่
น่าเสียดายที่แทบทุกพรรคเสนอวิสัยทัศน์เรื่องอื่นนอกเหนือจากฉันทมติข้างต้นไว้น้อยมาก มีเพียงพรรคประชาชนที่เสนอวิสัยทัศน์ไว้ค่อนข้าง ‘เป็นรูปธรรม’ ที่สุด ครอบคลุมถึงการขยายการรับรองและคุ้มครองสิทธิประชาชน เช่น สิทธิให้ความเห็นต่อโครงการที่กระทบสิ่งแวดล้อม สิทธิประกันตัว สิทธิเข้าถึงทนายความ สิทธิเข้าถึงการศึกษา-บริการสุขภาพ และความเสมอภาคระหว่างเพศสภาพ
พรรคประชาชนยังเสนอให้ออกแบบสถาบันการเมืองใหม่ทั้งระบบให้ยึดโยงกับประชาชนและประชาชนมีอำนาจมากขึ้น เช่น กำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส., พิจารณายุบเลิกวุฒิสภา, ลดอำนาจของสถาบันที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง, ยกเลิกยุทธศาสตร์ คสช. ที่ตีกรอบนโยบายของรัฐบาลจากการเลือกตั้ง, ขยายช่องทางการมีส่วนร่วมใหม่ๆ สำหรับคนกลุ่มต่างๆ, และจัดตั้งกลไกป้องกันรัฐประหาร[3]“นโยบายพรรค: ประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่,” พรรคประชาชน, (เข้าถึงเมื่อ 16 มกราคม 2026).
แต่เช่นเดียวกับพรรคอื่น พรรคประชาชนขาด ‘วิสัยทัศน์ต่อวิธีการ’ จัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือแก้ไขฉบับเดิมให้สำเร็จได้จริง
อย่าลืมว่าสาเหตุเฉพาะหน้าที่นำมาสู่การเลือกตั้งครั้งนี้คือ ‘ความล้มเหลว’ ของยุทธศาสตร์การเมืองของพรรคประชาชนในการผลักดันรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านความร่วมมือกับพรรคภูมิใจไทย (และ สว.) ถ้าใช้วิธีการแบบเดิม ก็อาจลงท้ายด้วยผลลัพธ์แบบเดิม – ‘พัง!’
ไม่เพียงแค่ในเชิงการเมือง ทุกพรรคยังเสียงแผ่วในเรื่องวิธีการเชิง ‘กระบวนการจัดทำ’ เสียงเรียกร้องสภาร่างรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งอันตรธานไปด้วยคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถออกแบบกระบวนการให้รับฟัง-นับรวมเสียงของคนทุกกลุ่ม และบรรลุเป้าหมายจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ได้ ถึงแม้รัฐสภาจะเคยตกลงกระบวนการไว้และพร้อมจะถูกนำขึ้นมาปัดฝุ่นผลักดันใหม่[4]หมายถึง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เสนอรัฐสภาพิจารณาวาระสอง เมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2025 แต่ละพรรคก็ควรแสดงจุดยืนต่อกระบวนการดังกล่าว และถ้าเห็นควรก็เสนอปรับปรุงแก้ไข
ข้อเสนอนโยบายด้านการเมืองเรื่องอื่นดูจะยิ่ง ‘แผ่วลง-ถอยหลังลงคลอง’ เมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2023 ภายใต้บริบทการล้มล้างระบอบ คสช. ข้อเสนออย่างการเอาทหารออกจากการเมือง-อยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน การปฏิรูปกองทัพ การยุติกดปราบการมีส่วนร่วม การนิรโทษกรรม-สร้างความยุติธรรมในคดีการเมือง หรือการสร้างกลไกรับผิดของเจ้าหน้าที่รัฐผู้ละเมิดประชาชน แทบไม่ผ่านตาให้ได้เห็นเลย
ตามแหล่งข้อมูลทางการ[5]อ้างอิงข้อมูลตามเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมืองเท่านั้น พรรคเพื่อไทย ‘ถอด’ นโยบายในประเด็นเหล่านี้ที่เคยเสนอในการเลือกตั้งครั้งก่อนออกไปเกือบทั้งหมด ขณะที่พรรคประชาชนยังคงข้อเสนอไว้ใกล้เคียงกับเมื่อการเลือกตั้งครั้งก่อน แต่ก็ไม่ได้ฉายสปอตไลท์ให้ จน ‘จมหาย’ ไปในทะเลนโยบายหลายร้อยข้อของพรรค
พรรคประชาชนยังนำเสนอนโยบายด้วย ‘ภาษาและเรื่องเล่า’ ที่ก้าวหน้า-แหลมคมลดลง เช่น ยังเสนอให้ปฏิรูปกองทัพ แต่ชูเป้าหมายนำทหารมาอยู่ใต้อำนาจรัฐบาลพลเรือน-เสริมสร้างประชาธิปไตยน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ภาษาและเรื่องเล่าที่เข้ามาแทนก็หนีไม่พ้น ‘การสร้างกองทัพเข้มแข็ง-รักษาความมั่นคงแบบเก่า-ปราบเทา’ สะท้อนการ ‘ก้มหัว’ ให้แนวคิดและขบวนการ ‘ชาตินิยมขวา-ทหารนิยม’
ที่จริง การชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการปฏิรูปการเมืองกับปัญหาที่คนสนใจนับว่ามีส่วนดี แต่ต้องระวังมิให้ไปเสริมพลังแนวคิดที่ขัดขวางประชาธิปไตย รวมถึงตระหนักว่า ‘การเมืองดี’ อาจเสก ‘ความเปลี่ยนแปลงที่ดี’ ไม่ได้ในพริบตา เพียงแต่สร้าง ‘เส้นทาง’ ที่คาดหมายได้ว่าจะค่อยๆ นำเราไปสู่จุดนั้น ถ้าผูกติด ‘การเมืองดี’ กับผลลัพธ์บางเรื่องมากไป แล้วผลลัพธ์นั้นไม่เกิดขึ้นทันใจ ก็อาจบั่นทอนแรงสนับสนุนการพัฒนาประชาธิปไตยในระยะยาว – คงไม่ใช่วิธีขับเคลื่อนการปฏิรูปการเมืองที่ยั่งยืนนัก
นโยบายชายแดน: จมชาตินิยม จน (เกือบ) ลืมคลายปมพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชา?
แทบไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนที่ ‘ความมั่นคงพื้นที่ชายแดน’ จะกลายเป็นประเด็นเท่ากับสนามการเลือกตั้งปี 2569 โดยเฉพาะปัญหาบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ที่เหมือนเป็น ‘ระเบิดเวลา’ พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ อย่างข้อพิพาทเขตแดนที่ลุกลามกลายเป็นการใช้กำลังทางทหารสู้รบกัน 2 ระลอกในเดือนกรกฎาคมและธันวาคมปี 2568
โจทย์ที่พรรคการเมืองย่อมต้องตอบประชาชนคือ จะรักษาอธิปไตยและความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินประชาชนได้อย่างไร?
ท่ามกลางกระแสชาตินิยมที่พุ่งสูง นโยบายที่พรรคการเมืองเข็นออกมาขาย – แม้ว่าจะมีเพียงไม่กี่พรรคที่กระโดดลงมาเล่นในสนามนี้อย่างจับต้องได้ คือ ‘การจัดการความมั่นคงชายแดน’ มากกว่าการแก้ที่ต้นตอปัญหา
นโยบายสายแข็งอย่างการสร้าง ‘รั้วหรือกำแพงกั้นชายแดน’ ของพรรครวมไทยสร้างชาติ[6]https://themomentum.co/report-united-thai-nation-party-candidates-policies-election2026/และภูมิใจไทย วาดฝันว่าจะสามารถรักษาชายแดนไทยให้พ้นจากการสู้รบและรุกล้ำอธิปไตย (รวมไทยสร้างชาติ, ภูมิใจไทย) ไปจนถึงภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ เช่น เครือข่ายสแกมเมอร์ แรงงานลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ยาเสพติด และสินค้าลักลอบ[7]https://election.bhumjaithai.com/posts/c05f8db8-e460-4da0-8816-1409e7ea1608 (ภูมิใจไทย) ราวกับว่าเป็น ‘ยาวิเศษ’
ทว่า รั้วและกำแพงไม่ใช่มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคามได้ทุกประเภทและไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ต้นตอ
ในทางการทหาร การขวางกั้นพื้นที่เชิงกายภาพอาจชะลอการเคลื่อนกำลังพลภาคพื้นดินได้ แต่ก็อาจไม่สามารถป้องกันการโจมตีบางประเภทได้ เช่น การใช้โดรน FPV (First-person view) มาดัดแปลงติดระเบิดเป็นโดรนพลีชีพร่อนข้ามแดนมาโจมตี หรือการยิงจรวดโดยใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง
ในทางกลับกัน การสร้างกำแพงอาจต้องแลกมาด้วยผลกระทบเชิงลบต่อการค้าผ่านแดนแบบถูกกฎหมาย เนื่องจากการตรวจตราและรักษาความปลอดภัยชายแดนอย่างเข้มข้นที่มักเป็นมาตรการควบคู่ไปกับการสร้างกำแพง ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายของสินค้าถูกกฎหมายลดลง[8]https://source.washu.edu/2020/01/border-walls-obstruct-legal-trade-by-one-third-divert-illegal-trade/ และเพียงเปลี่ยนเส้นทางผ่านของสินค้าผิดกฎหมายไปยังจุดผ่านแดนอื่นๆ ที่ไม่มีกำแพงเท่านั้น
ยิ่งพิจารณาถึงภัยสแกมเมอร์ด้วย ที่แม้จะมีฐานที่มั่นบริเวณชายแดน แต่ก็เป็นอาชญากรรมออนไลน์ที่ปฏิบัติการแบบ ‘ไร้พรมแดน’ ที่เครื่องกีดขวางไม่อาจป้องกันการหลอกลวงประชาชนได้ ซึ่งต้องอาศัยมาตรการประเภทอื่นๆ ในการจัดการ
โดยสรุปแล้ว สิ่งกีดขวางทางกายภาพ ‘รับจบทุกอย่าง’ ไม่ได้
ในอุดมคติ การแก้ปัญหาใดๆ ก็ควรมุ่งไปที่รากหรือต้นเหตุของปัญหาให้ได้มากที่สุด ในกรณีการบริหารจัดการชายแดนให้ปราศจากความรุนแรงจากการใช้กำลังทางการทหารอย่างยั่งยืน สิ่งที่ควรทำคือการขจัดเงื่อนไขที่เอื้อให้เกิดความตึงเครียดบริเวณพื้นที่ชายแดนและสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการทหาร
ต้องไม่ลืมว่าต้นตอสำคัญประการหนึ่งคือ การ ‘ปักปัน’ เส้นเขตแดนที่ยังไม่เสร็จลุล่วงดี ตามที่กำหนดเส้นอธิปไตยไว้ในทางกฎหมายผ่านอนุสัญญาปี 1904 และสนธิสัญญาปี 1907 ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส เพื่อให้เกิดความชัดเจนในพื้นที่กายภาพระหว่างชายแดนไทยและกัมพูชา ลดโอกาสการเกิดข้อพิพาทและความขัดแย้งแบบวนลูป
อย่างไรก็ตาม การคลี่คลายข้อพิพาทเขตแดนผ่านการปักปันเขตแดนให้แล้วเสร็จกลับไม่ถูกเสนอเป็นวาระสำคัญหรือเป็นที่กล่าวถึงอย่างตรงไปตรงมาในฐานะรากของปัญหาเทาใด
พรรคประชาชนนับว่าเสนอนโยบายจัดการปัญหาความมั่นคงไทย-กัมพูชาอย่างเป็นระบบมากกว่าพรรคอื่นที่เสนอแค่แนวทางในการป้องกันแบบเฉพาะหน้า (แบบไม่ตอบโจทย์) โดยพรรคประชาชนตีโจทย์และให้น้ำหนักว่าต้นตอของปัญหาจะมาจากอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กัมพูชาจัดซื้ออาวุธ[9]https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-6/ และต้องแก้โจทย์ผ่านสารพัดมาตรการปราบสแกมเมอร์เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยง ขณะที่ต้องรักษาขีดความสามารถในการป้องกันประเทศ เสริมการป้องกันชายแดนโดยเน้นใช้เทคโนโลยีอย่าง Smart Tower ตรวจจับโดรนและการล้ำแดน[10]https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-1/
อย่างไรก็ตาม การคลี่คลายข้อพิพาทชายแดนโดยการปักปันเขตแดนก็ควรได้รับการให้น้ำหนักและเสนออย่างชัดเจนมากกว่าการระบุอย่างผ่านๆ ว่าจะใช้ ‘คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม’ (Joint Boundary Commission: JBC) เป็นกลไกหลักแก้ปัญหาเขตแดน เพราะถึงจะเป็นกลไกที่ตอบโจทย์ปัญหา แต่ก็ไม่ได้สามารถให้ทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจนและเห็นได้ว่าแตกต่างจากที่มีอยู่แล้วอย่างไร
ส่วนนโยบายกเลิก MOU43 (และ MOU44) ที่เสนอโดยพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่เพียงแค่ไม่ตอบโจทย์การลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะทางทหารจากข้อพิพาทเขตแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายแนวทางหรือเครื่องมืออย่างที่มีอยู่แล้วและเป็นประโยชน์อย่าง JBC ในการจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา
ท้ายที่สุด คำถามยากที่ไม่มีพรรคใดตอบคือ หากปัญหาคลี่คลายลงแล้ว แม้ความสัมพันธ์จะบาดหมางและเปราะบาง แต่ไทยจะวางความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันกับกัมพูชาในระยะยาวอย่างไร เพราะต่างไม่มีประเทศใดย้ายพรมแดนหนีจากกันได้
‘ทหารอาสา’ จูงใจด้วยเงินและสวัสดิการยังอาจไม่พอเปลี่ยนผ่านสู่กองทัพสมัครใจ 100%
สถานการณ์ความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งปะทุขึ้นในปี 2568 ยังจุดกระแสให้พรรคการเมืองเสนอนโยบายปรับเปลี่ยนระบบเกณฑ์ทหารอย่างคึกคัก มุ่งเพิ่มค่าตอบแทนและสวัสดิการพลทหาร รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพกองทัพด้วยการเกณฑ์กำลังพลแบบสมัครใจ
‘ทหารอาสา’ ซึ่งแต่เดิมใช้เรียกตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวของกองทัพ มีการเปิดรับสมัครและคัดเลือกเข้าประจำการทั่วประเทศราวปีละ 600 ตำแหน่ง ถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นโมเดลของกองกำลังประจำการในอนาคต
พรรคการเมืองแต่ละพรรคเสนอกลไกผลักดันนโยบายนี้ต่างกันออกไป ซึ่งย่อมส่งผลต่อผลลัพธ์ปลายทางและโอกาสที่จะทำให้เกิดขึ้นจริงได้มาก-น้อยแตกต่างกันด้วย
| นโยบาย | ประชาชน | ภูมิใจไทย | เพื่อไทย | รวมไทยสร้างชาติ | ประชาธิปัตย์ |
| ยกเลิกบังคับเกณฑ์ | 100% | – | 100% | บางส่วน | – |
| ปรับค่าตอบแทน | 11,000 บาท เพิ่มปีละ 3% และเงินเพิ่มเมื่อประจำการครบ 4 ปี | 12,000 บาท | – | ทหารเกณฑ์ 15,000 บาท, สมัครใจ 30,000 บาท | – |
| ปรับขนาดกองทัพ | ลดเฉพาะงานธุรการ คงกำลังรบ 30,000 คน | เพิ่มขนาดเป็น 100,000 คน | ตามสถานการณ์, ลดจำนวนนายพล | – | – |
| ฝึกทักษะ/ให้โอกาสอาชีพ | – | ฝึกอาชีพ, เพิ่มโอกาสสอบนายสิบ | รด. ฝึกทักษะช่าง โดรน cyber warfare | – | เรียนอนุปริญญาควบคู่, ปลดประจำการมีโอกาสรับราชการ |
| เพิ่มสมรรถนะ/ความทันสมัย | offset policy, ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ, ปรับวิธีซื้อยุทธภัณฑ์ | – | ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ | ส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศ | – |
| เพิ่มความโปร่งใส | ปฏิรูปศาลทหาร, งบประมาณ | – | – | – | – |
| ให้ทหารอยู่ใต้รัฐบาลพลเรือน | แก้ พ.ร.บ.กลาโหม | – | – | – | – |
ข้อเสนอที่เกือบทุกพรรคมีร่วมกันคือ การเพิ่มเงินเดือนทหารเกณฑ์สมัครใจ จากเดิมที่ได้รับรวม 11,000 บาท ซึ่งจะถูกหักค่าอาหารจนทำให้ได้เงินไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย พรรคประชาชนเสนอปรับเพิ่มให้ได้รับเงินเดือน (หลังหักค่าใช้จ่ายแล้ว) ได้เต็ม 11,000 บาท (ประชาชน)[11]พรรคประชาชนเสนอสูตรเงินเดือนเพิ่มปีละ 3% และให้เงินเพิ่มเมื่อประจำการครบกำหนดอีกราว 1.2 แสนบาท … Continue reading พรรคภูมิใจไทยปรับเพิ่มเงินเดือนเป็น 12,000 บาท ไปจนถึงพรรครวมไทยสร้างชาติที่เสนอเงินเดือน 30,000 บาท
พรรคการเมืองต่างๆ ยังเสนอปรับขนาดของกองกำลังประจำการด้วย พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่เสนอให้ลดขนาดจากราว 8 หมื่นนายในปัจจุบัน ให้เหลือ 3 หมื่นนาย แต่เพิ่มสวัสดิการและเงินเพิ่มตามระยะเวลาประจำการ พรรคภูมิใจไทยเสนอให้เพิ่มเป็น 1 แสนนายและเพิ่มสวัสดิการ ส่วนพรรครวมไทยสร้างชาติไม่ได้เสนอให้เปลี่ยนแปลงขนาด[12]รวมไทยสร้างชาติเสนอให้คงการบังคับเกณฑ์ และเพิ่มค่าตอบแทนให้เป็น 15,000 บาทต่อเดือน หากอิงตามข้อเสนอในการเลือกตั้งปี ’66 … Continue reading
เมื่อรวมผลของการปรับเงินเดือนและขนาดของกองกำลังประจำการแล้ว งบประมาณที่จะต้องใช้เฉพาะในส่วนค่าตอบแทนของพรรคประชาชนจะอยู่ที่ราว 5 พันล้านบาท/ปี (ใช้งบลดลง 55%) ภูมิใจไทยราว 1.4 หมื่นล้านบาท/ปี (ใช้งบเพิ่มขึ้น 28%) และรวมไทยสร้างชาติราว 2 หมื่นล้านบาท/ปี[13]ไม่รวมค่าตอบแทนกรณีออกรบ 200,000 บาท (ใช้งบเพิ่มขึ้น 118%)
พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวที่ระบุอย่างชัดเจนว่าจะยกระดับสถานะของทหารเกณฑ์ให้เป็น ‘ทหารอาสา’ ตามความหมายของประกาศกระทรวงกลาโหม เรื่อง การรับบุคคลเข้าทำหน้าที่ทหารเป็นการชั่วคราว (ทหารอาสา) ที่มีสวัสดิการเช่นเดียวกับลูกจ้างเหมาบริการของหน่วยงานรัฐทั่วไป ส่วนพรรคอื่นๆ เช่น ภูมิใจไทย ประชาธิปัตย์ แม้จะเลือกใช้คำว่า ‘ทหารอาสา’ เช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้ระบุชัดในรายละเอียด ดังนั้นงบประมาณสวัสดิการบุคลากรอาจแตกต่างกันออกไป แต่ต่างก็ต้องการงบประมาณเพิ่มในส่วนนี้ด้วย
แม้หลายแนวทางจะทำให้ผู้ที่เกณฑ์ทหารได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น และมีอัดอัดฉีดงบประมาณของรัฐเพิ่ม แต่จะต้องไม่ลืมว่า พลทหารคือกำลังแรงงานที่ถูกดึงออกมาจากตลาดแรงงาน
101 PUB ประเมินว่า การดึงคนออกไปทำงานที่ไม่ถนัดและไม่ต้องการทำนี้ คิดเป็นค่าเสียโอกาสเฉลี่ยราว 3.4 แสนบาทต่อ ‘ใบแดง’ หนึ่งใบ ซึ่งอาจคิดเป็นความสูญเสียทางเศรษฐกิจรวม 5-7 หมื่นล้านบาทต่อการเกณฑ์ทหารหนึ่งครั้ง หากคำนึงถึงต้นทุนนี้จะพบว่ากองกำลังแบบสมัครใจมีราคาถูกกว่าและย่อมมีประสิทธิภาพมากกว่าด้วย
นับตั้งแต่ปี 2021 กองทัพเริ่มเปิดรับสมัครทหารเกณฑ์แบบสมัครใจผ่านช่องทางออนไลน์ จูงใจด้วยการเปิดโอกาสให้เลือกหน่วยสังกัดใกล้บ้านได้ ทหารเกณฑ์ส่วนนี้เพิ่มขึ้นจาก 3.3% ในปีแรกเป็นราว 18.6% ในปีล่าสุด[14]กองบัญชาการกองทัพไทย (2021-2025) คำนวนโดย 101 PUB แต่ยังคงห่างไกลจากเป้า 100% ที่กองทัพอ้างว่าจะบรรลุในปี 2028[15]Thai PBS. 2025. “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร บนเส้นทางที่ยาวไกล”. https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-153. เนื่องจากในแต่ละปีมีผู้สมัครออนไลน์ผ่านการคัดเลือกเพียงราวกึ่งหนึ่ง เช่น ในปี 2025 จากผู้สมัครราวสามหมื่นคน ได้รับเลือกเพียง 15,266 คน แม้จะนับรวมการสมัครหน้างาน (ซึ่งอาจไม่ได้สมัครใจจริง) ก็ยังคงคิดเป็นสัดส่วนรวมเพียง 50.5% ของความต้องการทหารใหม่
กลไกจูงใจที่หลายพรรคเสนอ คือการเพิ่มโอกาสฝึกอาชีพและรับราชการต่อให้ทหารเกณฑ์ ซึ่งเป็นแนวทางที่กองทัพดำเนินอยู่บ้างแล้ว ข้อนี้อาจได้ผลดีกับพื้นที่ที่งานหายาก เช่น ในพื้นที่จังหวัดชายแดน ซึ่งมักมียอดสมัครหน้างานเต็มความต้องการ จนไม่ต้องมีการจับใบดำ-ใบแดงอยู่เสมอ[16]สรวิศ มา. 2024. “เศรษฐกิจต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ กว่าจะเป็นกองทัพ ‘สมัครใจ’”. 101 PUB, มีนาคม 29. https://101pub.org/cost-of-conscription-2024/. แต่สำหรับแรงงานที่มีเส้นทางอาชีพอยู่แล้ว การเข้ารับราชการเพื่อฝึกอาชีพที่มีทางเลือกจำกัดย่อมไม่ตอบโจทย์นัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกที่ตลาดงานผันผวน
ในการบรรลุเป้าหมายกองกำลังสมัครใจ 100% รัฐอาจต้องพิจารณาผลักดันกลไกเหล่านี้ควบคู่ไปด้วย ประการแรก คือการปรับลดความต้องการพลทหาร เข้าสู่จำนวนผู้ที่ต้องการอาสาในแต่ละปี พร้อมกับปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อาทิ การรับถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศผู้ค้าอาวุธ (ประชาชน) ลดจำนวนนายพล (เพื่อไทย) การส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ (ประชาชน, เพื่อไทย, รวมไทยสร้างชาติ) ประการถัดมาต้องมีการปฏิรูปความโปร่งใสภายในกองทัพ โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการยุติธรรมต่อทหารชั้นผู้น้อย ซึ่งถูกสังคมตั้งคำถามมาโดยตลอด
ท้ายที่สุด การปรับเปลี่ยนกองทัพที่ว่ามาจะเกิดขึ้นได้ ต้องอาศัยการจัดความสัมพันธ์ให้กองทัพอยู่ภายใต้การบริหารของรัฐบาลพลเรือน พรรคเพื่อไทยมีจุดยืนเรื่องนี้ชัดเจนในการเลือกตั้ง’66 แต่มีท่าทีอ่อนลงมากหลังจากเป็นรัฐบาลได้ราวสองปี และไม่ระบุเรื่องนี้ในนโยบายความมั่นคงปี 69 แล้ว ส่วนพรรคประชาชน แม้จะยังคงระบุไว้ชัดเจน แต่เป็นข้อที่ถูกให้ความสำคัญน้อยลงมากเช่นกัน ภายใต้กระแสชาตินิยมและแรงสนับสนุนกองทัพที่ถูกปลุกขึ้นจากความขัดแย้งชายแดน
เพิ่มกรรมสิทธิ์ที่ดิน: เปลี่ยนแนวทางของรัฐแล้วจะช่วยยกระดับชีวิตและเศรษฐกิจ?
ในอีกทางหนึ่ง การบริหารจัดการภาครัฐก็เป็นส่วนสำคัญต่อชีวิตของประชาชนในประเทศด้วย แนวทางของรัฐในการจัดการที่ดินมีปัญหามาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นกรรมสิทธิ์ที่ไม่ชัดเจน ความไม่สอดคล้องของแผนที่หลายฉบับที่กระจายอยู่ตามหน่วยงานต่างๆ การบริหารจัดการป่า ตลอดจนการจัดเก็บภาษีที่ดิน จนกระทบต่อสิทธิและเศรษฐกิจปากท้องของคนจำนวนมากในประเทศไทย โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกรที่มีรายได้และคุณภาพชีวิตที่ย่ำแย่กว่าคนอื่น แต่ปัญหาดังกล่าวถูกปล่อยให้คาราคาซัง
ผลิตภาพภาคการเกษตรขึ้นกับกรรมสิทธิ์ที่ดิน[17]สรุปจากบททบทวนวรรณกรรมในข้อเสนอบทความวิจัย Land Reforms and Farm Productivity in Thailand โดย Techasunthornwat, C. and Zhang, B. (2025)
ปัญหาสำคัญเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจของประเทศไทยมีลักษณะคล้ายกับประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ กล่าวคือ มีแรงงานกว่า 30% ในภาคเกษตร แต่กลับมีผลผลิตรวมใน GDP เพียง 9%[18]World Bank. (n.d.). Employment in agriculture (% of total employment) (modeled ILO estimate) – Thailand. World Bank Data. Retrieved January 14, 2026 ประกอบกับผลิตภาพรวมของภาคเกษตรมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ทศวรรษ 1990[19]Suphannachart, W. and Boonkaew, T. (2019). Economic Transformation and Productivity in Thailand: Why Small Is Beautiful for the Size Of Agriculture? Review of Integrative Business and Economics Research, 8(2):52–69.
ข้อมูลสำมะโนการเกษตรระหว่างปี 2003–2023 แสดงให้เห็นว่า จำนวนครัวเรือนเกษตรและจำนวนแปลงเพาะปลูกเพิ่มขึ้น แต่ขนาดแปลงเฉลี่ยกลับลดลง[20]สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). สำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ทั่วราชอาณาจักร [Agricultural census 2023: Whole Kingdom]. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. สะท้อนการแตกย่อยของที่ดินและการเบี่ยงเบนจากกระบวนการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่พึงประสงค์ ซึ่งควรเห็นการรวมขนาดแปลงและการเคลื่อนย้ายแรงงานออกจากภาคเกษตรแนวโน้มดังกล่าวสร้างความกังวลต่อทั้งความยั่งยืนของการเติบโตในภาคการเกษตรเองและเศรษฐกิจโดยรวมในระยะยาว รวมถึงความเหลื่อมล้ำของโอกาสทางเศรษฐกิจ
งานวิจัยในประเทศไทยแจกแจงปัจจัยกำหนดผลิตภาพในภาคการเกษตรว่ามักเกิดจากโครงสร้างประชากรสูงวัย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการปรับใช้เทคโนโลยีที่ล่าช้า[21]Boonarsa, N. and Attavanich, W. (2023). The Impacts of Aging Society on the Agricultural Total Factor Productivity of Thailand. Journal of Agricultural Research and Extension, 40:236–253.
แต่อีกปัจจัยหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญต่อผลิตภาพทางการเกษตร คือการมีสิทธิในที่ดินที่มั่นคงและใช้ประโยชน์ได้จริง ซึ่งเป็นเรื่องแนวทางของรัฐต่อการบริหารจัดการที่ดินโดยตรง
การยกระดับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจะช่วยเพิ่มแรงจูงใจและความสามารถในการลงทุนของเกษตรกร เกษตรกรที่มั่นใจว่าจะไม่ถูกเพิกถอนสิทธิ มีแนวโน้มลงทุนมากขึ้นทั้งในปัจจัยการผลิตระยะสั้น เช่น ปุ๋ย เมล็ดพันธุ์ น้ำ และการลงทุนระยะยาว เช่น การปรับปรุงดิน ระบบชลประทาน หรือรวมถึงลดกระบวนการเพาะปลูกที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ มากไปกว่านั้น ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิชัดเจนจะสามารถใช้เป็นหลักทรัพย์ให้เกษตรกรเข้าถึงสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาแหล่งเงินกู้นอกระบบ และเพิ่มโอกาสการพัฒนากระบวนการเพาะปลูก[22]Besley, T. (1995). Property Rights and Investment Incentives: Theory and Evidence from Ghana. Journal of Political Economy, 103(5):903–937.
Deininger, K. and Feder, G. (2001). Land Institutions and Land Markets. In Gardner, B. L. and Rausser, G. C., editors, Handbook of Agricultural Economics, Volume 1A, pages 287–331. Elsevier, Amsterdam.
นอกจากนี้ สิทธิในที่ดินที่สมบูรณ์จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการจัดสรรทรัพยากร เมื่อที่ดินสามารถถูกเช่า โอน หรือปรับเปลี่ยนการใช้ประโยชน์ได้อย่างถูกกฎหมาย กรรมสิทธิ์ที่ดินมีแนวโน้มจะเคลื่อนย้ายไปสู่เกษตรกรที่มีศักยภาพและผลิตภาพสูงกว่า ลดการถือครองที่ดินโดยผู้ที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ลดปัญหาการถูกกดราคาหรือค่าเช่าในตลาดซื้อขาย หรือเช่าที่ดินที่กฎหมายไม่อนุญาต กลไกเหล่านี้เพิ่มผลิตภาพโดยรวมให้กับภาคการเกษตร[23]Chen, C. (2017). Untitled Land, Occupational Choice, and Agricultural Productivity. American Economic Journal: Macroeconomics, 9(4):91–121.
Hsieh, C.-T. and Klenow, P. J. (2009). Misallocation and Manufacturing TFP in China and India. Quarterly Journal of Economics, 124(4):1403–1448.
ผลลัพธ์ของการยกระดับกรรมสิทธิ์ในที่ดินจึงไม่ได้จำกัดอยู่ที่เฉพาะแปลงปลูก เพราะเกษตรกรและครัวเรือนที่มีสิทธิในที่ดินมั่นคงสามารถใช้ที่ดินเป็น ‘ฐานความมั่นคง’ ให้ลูกหลานขยับออกไปทำกิจกรรมเศรษฐกิจอื่น ขณะที่เศรษฐกิจโดยรวมได้ประโยชน์จากการจัดสรรทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น และการลดความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างในระยะยาว
เมนูนโยบายที่ดินปี 69: จานเดียว ซื้อคู่ หรือชุดสุดคุ้ม
รัฐบาลก่อนการยุบสภา ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จากพรรคกล้าธรรม ได้เริ่มขับเคลื่อนนโยบายที่ดินทางการเกษตรผ่านการปรับเปลี่ยนสถานะของเอกสารสิทธิในที่ดินปฏิรูป
นโยบายเปิดให้ผู้ถือครอง ส.ป.ก. 4-01 ที่ใช้ประโยชน์ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 5 ปี สามารถยื่นขอแปลงสิทธิเป็น “โฉนดเพื่อการเกษตร” (โฉนดครุฑเขียว) ซึ่งเป็นเอกสารสิทธิรูปแบบใหม่ที่ยังคงเงื่อนไขการใช้เพื่อเกษตรกรรม แต่เพิ่มความสามารถในการใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเงินกู้กับสถาบันการเงินในระบบ
นอกจากนี้ นโยบายยังเปิดช่องให้เกษตรกรสามารถโอนคืนที่ดินให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เพื่อรับค่าชดเชย หากไม่ประสงค์ประกอบอาชีพเกษตรกรรมต่อ ถือเป็นความพยายามแก้ปัญหาหนี้สินและสภาพคล่องของเกษตรกรในระยะสั้น พร้อมเพิ่มความยืดหยุ่นในการจัดสรรที่ดิน
ภาพรวมการเลือกตั้งปี 69 ทิศทางนโยบายด้านที่ดินทางการเกษตรของพรรคการเมืองหลัก มีความสอดคล้องกันในประเด็นสำคัญ คือ การเร่งขยายและทำให้สิทธิในที่ดินที่ยังไม่สมบูรณ์มีความชัดเจนและใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างระหว่างพรรคปรากฏชัดในระดับของ ‘ความลึก’ และ ‘ความครอบคลุม’ ของเครื่องมือนโยบายที่นำเสนอ
- กล้าธรรม ยกระดับที่ดินทางการเกษตรเป็นโฉนดครุฑแดง
หัวหน้าพรรคพรรคกล้าธรรมประกาศในเวทีเปิดตัวแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่าจะเร่งขยายสิทธิผู้ถือเอกสาร ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดที่ดินเพื่อการเกษตร และแปลงโฉนดที่ดินทางการเกษตรให้เป็นโฉนดที่ดินครุฑแดงโดยกรมที่ดินอีกทอด โดยถือเป็นการลดข้อจำกัดของโฉนดที่ดินทางการเกษตรในปัจจุบันที่จำกัดเงื่อนไขให้ใช้ประโยชน์เพื่อกิจกรรมทางการเกษตรเท่านั้น[24]ไทยรัฐออนไลน์. (25 ธ.ค. 2568). นโยบาย พรรคกล้าธรรม เปลี่ยน สปก. เป็นโฉนดทำกินเกษตร แก้หนี้ครู ปรับเบี้ยกลุ่มเปราะบาง.
- เพื่อไทย แปลงโฉนด ส.ป.ก. แบบมี ‘เงื่อนไข’ และยุติการฟ้องร้องที่ไม่เป็นธรรมต่อชาวบ้าน
แม้นโยบายหลักอย่างกรรมสิทธิ์ในที่ดินของพรรคเพื่อไทยที่นำเสนอ อาจจะไม่ถึงขั้นให้สิทธิโฉนดครุฑแดง แต่เป็นการแปลงที่ดิน ส.ป.ก. 4-01 ให้เป็นโฉนดอย่างมีเงื่อนไข (ยังไม่ระบุรายละเอียด) แต่ชุดข้อเสนอนโยบายที่ดิน ก็มาพร้อมกับการส่งเสริมกระบวนการพิสูจน์สิทธิชุมชน ระบบดิจิทัลที่ดินแห่งชาติ (One Map) และการจัดทำแนวเขตใหม่ที่เป็นธรรม พร้อมยุติการฟ้องร้องที่ไม่เป็นธรรม ออก พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเพื่อคืนสิทธิและศักดิ์ศรีแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศป่าทับภายหลังและนโยบายทวงคืนผืนป่ายุค คสช.[25]พรรคเพื่อไทย. (n.d.). คืนที่ดินให้ประชาชน.
- พรรคประชาชน ถาดชุดนโยบาย (แถมผลไม้)
พรรคประชาชนนำเสนอนโยบายที่ดินในลักษณะ ‘แพ็กเกจเชิงโครงสร้าง’ ที่ครอบคลุมและมีรายละเอียดการดำเนินการมากที่สุด เพราะนอกจากจะเสนอการออกโฉนดมาตรฐานเดียวจาก ส.ป.ก. ให้เป็นโฉนดที่ดินโดยตรงผ่านการแก้ไขประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 3 และเพิ่มมาตรา 39/1 ใน พ.ร.บ. การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมแล้ว ยังกล่าวถึงการยกระดับที่ดินนิคมสร้างตนเองและนิคมสหกรณ์ จัดทำฐานข้อมูลแนวเขต One Map และเร่งบังคับใช้ รับรองป่าชุมชนที่ค้างอยู่ 760,000 ไร่ และโฉนดชุมชนให้ท้องถิ่นจัดสรรให้ชาวบ้านอีกที ตลอดจนยุติการจับกุมและดำเนินคดีเกี่ยวกับป่าไม้กับประชาชนที่อยู่เดิมคล้ายคลึงกับนโยบายพรรคเพื่อไทย และเน้นกระบวนการที่กระจายอำนาจไปยังส่วนจังหวัดและท้องถิ่นในการจัดการข้อมูลและสร้างข้อตกลงร่วมกันกับชาวบ้านและชุมชน[26]พรรคประชาชน. (n.d.). นโยบายด้านที่ดิน.
นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังกล่าวถึงการจัดระเบียบและนำที่ดินรัฐขนาดใหญ่ ทั้งที่ดินราชพัสดุและที่สาธารณประโยชน์ มาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ และยังพูดถึงการปฏิรูปการจัดเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเพื่อลดการกักตุนที่ดินผ่านการเก็บภาษีที่ดินแบบแปลงรวม[27]พรรคประชาชน. (n.d.). ปฏิรูปภาษีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม.
นโยบายส่วนเพิ่มเหล่านี้สะท้อนความพยายามของชุดนโยบายพรรคส้มที่ต้องการเชื่อมการแก้ปัญหาที่ดินเข้ากับประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ การคลัง และการบริหารทรัพยากรของรัฐในระยะยาว
แม้นโยบายที่ดินของพรรคการเมืองที่กล่าวมาจะมีจุดร่วมกันที่การขยายสิทธิในที่ดินทำกิน โดยเฉพาะสิทธิ ส.ป.ก. ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ความแตกต่างสำคัญอยู่ที่ระดับความครอบคลุมของนโยบาย แนวทางการปฏิบัติ และการเชื่อมโยงนโยบายที่ดินกับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอื่นๆ อย่างการจัดเก็บภาษี การใช้ทรัพยากรภาครัฐ และการลดความเหลื่อมล้ำ
ขณะเดียวกัน ข้อควรระวังและเป็นเงื่อนไขสำคัญให้นโยบายด้านที่ดินบรรลุผลที่ตั้งไว้จากบทเรียนในอดีตคือกระบวนการและขั้นตอนการดำเนินนโยบายที่โปร่งใส จะช่วยป้องกันการฉกฉวยผลประโยชน์ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและนายทุนที่ดิน[28]Matichon TV. (2568). จุดเปลี่ยนรัฐบาล(ชวน) โดนอภิปราย ที่ดิน ส.ป.ก. จนอยู่ไม่ได้ I Explainer EP.25.
ท้ายที่สุด การปฏิรูปที่ดินที่ยั่งยืนจำเป็นต้องมาพร้อมกับการปรับกระบวนทัศน์ในการบริหารจัดการทรัพยากร จากการมองชาวบ้านเป็น ‘ผู้บุกรุก’ ไปสู่การยอมรับบทบาทของประชาชนในฐานะ ‘เจ้าของทรัพยากรร่วม’ ให้มีส่วนร่วมในการดูแลและใช้ประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากรอย่างยั่งยืน
เครือข่ายภาคประชาสังคมอย่าง Land Watch Thai และเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน ชี้ว่าการปฏิรูปที่ดินจะไม่ยั่งยืน หากไม่คำนึงถึง สิทธิชุมชน สิทธิทางการเมือง และโครงสร้างอำนาจของรัฐ โดยมีข้อเรียกร้องสำคัญ ได้แก่ การแก้ไขกฎหมายป่าไม้ที่ใช้จำกัดสิทธิประชาชน การทบทวนเป้าหมายพื้นที่ป่า การสานต่อมติ ครม. ที่รับรองคนอยู่กับป่า และการนิรโทษกรรมชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายทวงคืนผืนป่าในอดีต[29]สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน. (2569). https://www.facebook.com/share/p/185i6bbqpn/
Land Watch Thai. (2568). https://www.facebook.com/share/p/1C2aUhrgG2/
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอจากภาคประชาสังคมที่เห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับโดยประชาชน มีบทบาทสำคัญต่อการลดความไม่เท่าเทียมเชิงอำนาจ และการสร้างกลไกที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายที่ดินและทรัพยากรในระยะยาว[30]ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move . (2569). https://www.facebook.com/share/p/1BjKwwN6t6/
พัฒนาแอปฯ-ลดกฎหมาย ยังไม่พอให้รัฐตอบสนองประชาชน
ในด้านการบริหารจัดการภาครัฐในประเทศ ที่ผ่านมารัฐไทยถูกมองว่า ‘ทำโทษผู้ที่ทำถูก’ มาโดยตลอด กล่าวคือ กฎระเบียบภาครัฐสร้าง ‘ภาระ’ ให้กับผู้ที่ขอทำกิจกรรมต่างๆ ตามที่ภาครัฐกำหนดไว้ เช่น ธุรกิจต้องขอใบอนุญาตเป็นจำนวนมากกว่าจะเปิดกิจการได้ ประชาชนจะขอป้ายทะเบียนรถต้องเสียเวลาอย่างน้อยครึ่งวัน ฯลฯ
โครงสร้างแรงจูงใจที่บิดเบี้ยวเช่นนี้ผลักดันให้คนไทยจำนวนมากเลือกที่จะใช้ชีวิตทำมาหากินอยู่นอกระบบ ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่เทาๆ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้ใคร แต่ก็ไม่ถูกกฎหมาย ยากที่รัฐจะไปกำกับให้เกิดการพัฒนาได้
ในการเลือกตั้งรอบนี้ หลายพรรคการเมืองจึงเลือกหยิบนโยบายปฏิรูปรัฐมาหาเสียง โดยเน้นไปที่การขาย ‘รัฐดิจิทัล’ และ ‘การปรับลดกฎกติกาภาครัฐ’ เพื่อให้ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถติดต่อ พึ่งพา และทำงานกับภาครัฐได้อย่างสะดวกสบายมากขึ้น และคาดหวังว่านโยบายเหล่านี้จะเป็นก้าวแรกที่ปลดล็อคให้รัฐช่วยส่งเสริมให้ประเทศไทยพัฒนาไปได้ไกล
หลายพรรคผลักดันให้แอปภาครัฐเป็นมิตรกับประชาชน
‘รัฐดิจิทัล’ ไม่ใช่นโยบายใหม่ที่เพิ่งผลักดันในช่วงการเลือกตั้งรอบนี้ การทำแอปพลิเคชันภาครัฐให้ประชาชนสามารถสามารถติดต่อยื่นเอกสารขอใบอนุญาตเกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ที่ผ่านมาแอปพลิเคชันภาครัฐมักไม่ได้รับความนิยมจากประชาชน เนื่องจากออกแบบไม่ดี ใช้ยาก ซ้ำซ้อน กระจัดกระจาย มีหลายแอปฯ แต่ไม่เชื่อมโยงกัน [31]ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์. 2023. รัฐบาลไทยดิจิทัล ทำแล้ว-ทำอยู่-อย่าทำ(แบบเดิม)ต่อ. 101 PUB.
โจทย์สำคัญของการทำ ‘รัฐดิจิทัล’ คือการสร้างแอปพลิเคชันเดียวที่ข้อมูลเชื่อมต่อกัน ให้ประชาชนใช้ได้อย่างสะดวก พรรคการเมืองแต่ละพรรคเองก็พยายามขายนโยบายด้วยวาระเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็น พรรคประชาธิปัตย์ที่เสนอทำนโยบาย ‘ราชการในมือถือ’[32] https://www.democrat.or.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad/ ที่ลงทะเบียนครั้งเดียวเข้าถึงทุกบริการรัฐด้วยแอปกลางของภาครัฐ พรรคเพื่อไทยทำนโยบาย ‘บริการภาครัฐแพลตฟอร์มเดียว’[33] https://election.ptp.or.th/policy/126 ดึงข้อมูลหน่วยงานภาครัฐมารวมกันบนแพลตฟอร์ม one-stop-service ที่สามารถออกใบอนุญาตได้ภายใน 1 วัน และปรับให้ทุกบริการต้องติดตามผ่านช่องทางดิจิทัลได้ 100% และพรรคประชาชนที่เสนอนโยบาย ‘รัฐแพลตฟอร์ม’[34] https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/A-1-2 จะทำให้บริการภาครัฐ 90% อยู่ในแอป ‘ทางรัฐ’ และสร้างมาตรฐานบริการดิจิทัลจากทุกหน่วยงานให้เป็นแบบเดียวกัน
ถึงแม้ว่าเกือบทุกพรรคจะขายนโยบายแอปเดียวที่เชื่อมต่อข้อมูลเหมือนกัน แต่มักจะไม่ได้ลงรายละเอียดมากนักว่าจะทำให้นโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นจริงได้อย่างไร มีเพียงพรรคประชาชนที่ออกแบบกระบวนการในภาคปฏิบัติไว้บ้าง เช่น กำหนด TOR หน่วยราชการที่จะจัดทำแอปฯ หรือเว็บไซต์ ให้ต้องใช้สถาปัตยกรรมแอปฯหรือเว็บไซต์แบบเดียวกัน เพื่อให้เชื่อมต่อกันได้จริง และจัดฝึกอบรมผู้พัฒนาเว็บไซต์ให้มีมาตรฐานกลางในการออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้งานเว็บไซต์ (UX design workshop) เป็นต้น
หลายพรรคพยายามลดกฎกติกาที่เป็นอุปสรรค
นอกจากทำให้ประชาชนเข้าถึงบริการรัฐได้ง่ายแล้ว อีกโจทย์สำคัญคือ การลดความยุ่งยากซับซ้อนในการขอใบอนุญาตจากภาครัฐ หลายพรรคก็ดันวาระ ‘ตัดตอนกฎหมาย’ เป็นหนึ่งในชุดนโยบายที่ขาย เช่น พรรคประชาธิปัตย์ ผลักดัน Super Act[35] https://www.democrat.or.th/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2/ ให้อำนาจทบทวนยกเลิกกฎหมายล้าหลัง พรรคเพื่อไทยผลักดันนโยบายยุบรวมขั้นตอนและยกเลิกใบอนุญาตที่ซ้ำซ้อน[36] https://election.ptp.or.th/policy/126 กำหนดให้บางรายการที่เคยต้องอนุญาต เปลี่ยนเป็นเพียงแค่จดแจ้ง (ไม่ต้องรอการอนุมัติโดยรัฐ)
พรรคประชาชนก็ผลักดันการปฏิรูปกฎระเบียบภาครัฐ[37] https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/A-1-3 โดยลงรายละเอียดที่มากกว่าพรรคอื่นเล็กน้อย เช่น การกำหนดให้กระทรวงที่เป็นเจ้าภาพลดใบอนุญาตให้ได้ตามเป้าหมายในกรอบเวลาที่กำหนด กำหนดให้ประเมินกฎหมายในทุกกรอบระยะเวลา (เช่น 5 ปี) รวมถึงกำหนดให้ระบบขอใบอนุญาตยืดหยุ่นตามความเสี่ยง[38]แบ่งเป็น 3 ระดับความเสี่ยง 1. เสี่ยงต่ำแจ้งแล้วทำได้เลย 2. เสี่ยงปานกลางใช้ระบบอนุญาตแบบอัตโนมัติ … Continue reading
| ประชาธิปัตย์ | เพื่อไทย | ประชาชน | |
| รัฐดิจิทัล | One-ID ยืนยันตัวตนครั้งเดียวไม่ต้องกรอกซ้ำ Single Platform | Super-App ใบอนุญาตออนไลน์ 1 วัน Digital by Default เชื่อมฐานข้อมูลไม่ต้องกรอกซ้ำ | รวมบริการในแอปเดียวสร้างมาตรฐานบริการดิจิทัลเปิดเผยโค้ดเป็นสาธารณะ ให้ผู้เกี่ยวข้องนำไปพัฒนาต่อได้ Digital by default |
| ตัดตอนกฎหมาย | Super Act ให้อำนาจทบทวนยกเลิกกฎหมายล้าหลังปรับโครงสร้างกฎหมายให้รัฐขับเคลื่อนตามภารกิจ (Mission-Based) | ยกเลิกใบอนุญาตที่ซ้ำ ยุบรวมขั้นต้องที่ซ้อน | ให้กระทรวงเป็นเจ้าภาพสังคายนากฎหมาย โดยมีมาตรฐานเป้าหมายประเมินกฎหมาย และกฎหมายมีวันหมดอายุอนุมัติใบอนุญาตตามความเสี่ยง |
ปรับแค่แอปและตัดตอนกฎหมายไม่พอ ต้องจัดระเบียบหลังบ้านภาครัฐด้วย
ในภาพรวม วาระการปฏิรูปภาครัฐของแต่ละพรรคการเมืองผลักดันมาได้อย่างถูกทางแล้ว แต่การทำให้ ‘ประชาชนติดต่อภาครัฐได้ง่าย’ ผ่านหน้าด่านอย่างศูนย์บริการครบวงจร เว็บไซต์ และแอปฯ อย่างเดียวนั้นไม่เพียงพอ หากจะทำให้รัฐมีประสิทธิภาพช่วยส่งเสริมการพัฒนา ‘ภาครัฐต้องคล่องแคล่วในการทำภารกิจเชิงรุก’ ด้วย ภาครัฐต้องเก่งกาจในการริเริ่ม ส่งเสริมทักษะและนวัตกรรมของคนไทย ประสานงานชักชวนชาวต่างชาติมาลงทุน จับธุรกิจผิดกฎหมาย ฯลฯ
การจะปรับให้รัฐเก่งกาจในการทำภารกิจเชิงรุกได้ ต้องอาศัยการผ่าตัดโครงสร้างจัดระเบียบหน่วยงานราชการที่มีมากมายและซ้ำซ้อน ให้ยืดหยุ่นเหมาะสมในการทำหน้าที่ แต่มีพรรคประชาชนพรรคเดียวที่เสนอแนวทางการผ่าตัดระบบราชการอย่างชัดเจน เช่น 1. แบ่งบทบาทหน่วยงานให้ชัดเจน ว่าหน่วยงานไหนจะเป็นหน่วยงานกำกับดูแล หน่วยงานกำหนดนโยบาย หน่วยงานส่งเสริม หรือหน่วยงานบริการ 2. ปรับให้หน่วยงานที่ทำหน้าที่ร่วมกันให้ใช้ตัวชี้วัดเดียวกันที่สะท้อนถึงคุณภาพชีวิตประชาชน เป็นต้น
| ↑1 | ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เสนอรัฐสภาพิจารณาวาระสอง เมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2025 |
|---|---|
| ↑2, ↑5 | อ้างอิงข้อมูลตามเว็บไซต์ทางการของพรรคการเมืองเท่านั้น |
| ↑3 | “นโยบายพรรค: ประชาธิปไตยและความมั่นคงใหม่,” พรรคประชาชน, (เข้าถึงเมื่อ 16 มกราคม 2026). |
| ↑4 | หมายถึง ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 ที่เสนอรัฐสภาพิจารณาวาระสอง เมื่อวันที่ 10-11 ธันวาคม 2025 |
| ↑6 | https://themomentum.co/report-united-thai-nation-party-candidates-policies-election2026/ |
| ↑7 | https://election.bhumjaithai.com/posts/c05f8db8-e460-4da0-8816-1409e7ea1608 |
| ↑8 | https://source.washu.edu/2020/01/border-walls-obstruct-legal-trade-by-one-third-divert-illegal-trade/ |
| ↑9 | https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-6/ |
| ↑10 | https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-1/ |
| ↑11 | พรรคประชาชนเสนอสูตรเงินเดือนเพิ่มปีละ 3% และให้เงินเพิ่มเมื่อประจำการครบกำหนดอีกราว 1.2 แสนบาท โดยคำนวนจากระยะเวลาประจำการและเงินเดือนสุดท้าย หากเฉลี่ยเงินส่วนนี้เข้าไปด้วย พลทหารหนึ่งนายจะได้รับค่าตอบแทนเฉลี่ยเดือนละประมาณ 14,000 บาท ตลอดระยะเวลาประจำการ 4 ปี ตามกรอบสัญญาจ้าง |
| ↑12 | รวมไทยสร้างชาติเสนอให้คงการบังคับเกณฑ์ และเพิ่มค่าตอบแทนให้เป็น 15,000 บาทต่อเดือน หากอิงตามข้อเสนอในการเลือกตั้งปี ’66 ที่พรรคเสนอให้ปรับสัดส่วนสมัครใจ/บังคับ เป็น 70/30 และแนวโน้มความต้องการกำลังพลในปัจจุบัน อาจประมาณได้ว่าจะมีทหารเกณฑ์แบบสมัครใจราว 5.6 หมื่นนาย และบังคับเกณฑ์ราว 2.4 หมื่นนาย |
| ↑13 | ไม่รวมค่าตอบแทนกรณีออกรบ 200,000 บาท |
| ↑14 | กองบัญชาการกองทัพไทย (2021-2025) คำนวนโดย 101 PUB |
| ↑15 | Thai PBS. 2025. “ยกเลิกเกณฑ์ทหาร บนเส้นทางที่ยาวไกล”. https://policywatch.thaipbs.or.th/article/government-153. |
| ↑16 | สรวิศ มา. 2024. “เศรษฐกิจต้องสูญเสียอีกเท่าไหร่ กว่าจะเป็นกองทัพ ‘สมัครใจ’”. 101 PUB, มีนาคม 29. https://101pub.org/cost-of-conscription-2024/. |
| ↑17 | สรุปจากบททบทวนวรรณกรรมในข้อเสนอบทความวิจัย Land Reforms and Farm Productivity in Thailand โดย Techasunthornwat, C. and Zhang, B. (2025) |
| ↑18 | World Bank. (n.d.). Employment in agriculture (% of total employment) (modeled ILO estimate) – Thailand. World Bank Data. Retrieved January 14, 2026 |
| ↑19 | Suphannachart, W. and Boonkaew, T. (2019). Economic Transformation and Productivity in Thailand: Why Small Is Beautiful for the Size Of Agriculture? Review of Integrative Business and Economics Research, 8(2):52–69. |
| ↑20 | สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2567). สำมะโนการเกษตร พ.ศ. 2566 ทั่วราชอาณาจักร [Agricultural census 2023: Whole Kingdom]. กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม. |
| ↑21 | Boonarsa, N. and Attavanich, W. (2023). The Impacts of Aging Society on the Agricultural Total Factor Productivity of Thailand. Journal of Agricultural Research and Extension, 40:236–253. |
| ↑22 | Besley, T. (1995). Property Rights and Investment Incentives: Theory and Evidence from Ghana. Journal of Political Economy, 103(5):903–937. Deininger, K. and Feder, G. (2001). Land Institutions and Land Markets. In Gardner, B. L. and Rausser, G. C., editors, Handbook of Agricultural Economics, Volume 1A, pages 287–331. Elsevier, Amsterdam. |
| ↑23 | Chen, C. (2017). Untitled Land, Occupational Choice, and Agricultural Productivity. American Economic Journal: Macroeconomics, 9(4):91–121. Hsieh, C.-T. and Klenow, P. J. (2009). Misallocation and Manufacturing TFP in China and India. Quarterly Journal of Economics, 124(4):1403–1448. |
| ↑24 | ไทยรัฐออนไลน์. (25 ธ.ค. 2568). นโยบาย พรรคกล้าธรรม เปลี่ยน สปก. เป็นโฉนดทำกินเกษตร แก้หนี้ครู ปรับเบี้ยกลุ่มเปราะบาง. |
| ↑25 | พรรคเพื่อไทย. (n.d.). คืนที่ดินให้ประชาชน. |
| ↑26 | พรรคประชาชน. (n.d.). นโยบายด้านที่ดิน. |
| ↑27 | พรรคประชาชน. (n.d.). ปฏิรูปภาษีให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส เป็นธรรม. |
| ↑28 | Matichon TV. (2568). จุดเปลี่ยนรัฐบาล(ชวน) โดนอภิปราย ที่ดิน ส.ป.ก. จนอยู่ไม่ได้ I Explainer EP.25. |
| ↑29 | สำนักข่าวปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน. (2569). https://www.facebook.com/share/p/185i6bbqpn/ Land Watch Thai. (2568). https://www.facebook.com/share/p/1C2aUhrgG2/ |
| ↑30 | ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม P-move . (2569). https://www.facebook.com/share/p/1BjKwwN6t6/ |
| ↑31 | ศุภณัฏฐ์ ศศิวุฒิวัฒน์. 2023. รัฐบาลไทยดิจิทัล ทำแล้ว-ทำอยู่-อย่าทำ(แบบเดิม)ต่อ. 101 PUB. |
| ↑32 | https://www.democrat.or.th/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%8a%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%83%e0%b8%99%e0%b8%a1%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%96%e0%b8%b7%e0%b8%ad/ |
| ↑33, ↑36 | https://election.ptp.or.th/policy/126 |
| ↑34 | https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/A-1-2 |
| ↑35 | https://www.democrat.or.th/%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%a5%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%aa%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%a2/ |
| ↑37 | https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/A-1-3 |
| ↑38 | แบ่งเป็น 3 ระดับความเสี่ยง 1. เสี่ยงต่ำแจ้งแล้วทำได้เลย 2. เสี่ยงปานกลางใช้ระบบอนุญาตแบบอัตโนมัติ ถ้าคำขอและเอกสารอนุมัติครบถ้วนตรงตามเงื่อนไขก็ผ่านได้เลย 3. เสี่ยงมากประเมินด้วยระบบเดิม |