ประเมินนโยบายเลือกตั้ง 69 จะพาคนไทย ‘หก’ หรือ ‘ก้าว’: คุณภาพชีวิตคนไทยจะดีขึ้น?

101 PUB

23 January 2026

ในวันที่โลกกำลังเปลี่ยนแปลงด้วยความเร็วสูงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ประเทศไทยกลับขยับตัวได้ช้าราวกับถูกแช่แข็งเอาไว้

เศรษฐกิจถูกแช่แข็งให้อยู่ในโครงสร้างแบบเดิม ตอบโจทย์คนจำนวนน้อย สร้างภาระให้คนจำนวนมาก เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ ขึ้นในประเทศไม่ได้

สังคมไทยถูกแช่แข็งไว้ให้อยู่ในแนวคิดและวิถีชีวิตแบบเก่า ไม่สามารถเปิดรับสิ่งใหม่และโอบรับความหลากหลาย

ระบบการเมืองถูกแช่แข็งไว้ให้อยู่ในวังวนของปัญหา และไม่สามารถทำงานให้ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน

รัฐไทยถูกแช่แข็งไว้ให้ทำงานตามกฎระเบียบ ที่เต็มไปด้วยงานที่ไม่จำเป็น ขยับตัวได้ช้า ทำงานแยกส่วน

สิทธิของประชาชนถูกแช่แข็งไว้ ไม่ให้สามารถเดินในเส้นทางที่ตัวเองต้องการได้อย่างเต็มศักยภาพ

การเลือกตั้งปี 69 นี้ยังเป็น ‘การเลือกตั้งท่ามกลางกระแสชาตินิยม’ ที่พาคนไทยย้อนยุคกลับไปอีก และลดความสำคัญของการแข่งขันด้วยนโยบายเหมือนกับการเลือกตั้งปี 62 และ 66 ที่ผ่านมา

แต่นโยบายสาธารณะก็เป็นเรื่องที่กระทบกับชีวิตของพวกเราอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตั้งแต่ตื่นจนนอน ตั้งแต่เกิดจนตาย

การปล่อยให้นโยบายเดินไปโดยที่ไม่จับตามองหรือไม่เรียกร้องอะไรเลย จึงเป็นการเอาชีวิตของพวกเราไปฝากไว้กับนักการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศหลังจากการเลือกตั้ง โดยไม่ได้บริหารจัดการความเสี่ยงอะไรเลย 101 PUB จึงขอชวนทุกท่านกลับมาพิจารณานโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ ได้พูดไว้ว่าหากจะเป็นรัฐบาลแล้วจะทำอะไรบ้าง แล้วจะช่วยให้ชีวิตของพวกเราดีขึ้นได้มากเพียงใด (แม้บางเรื่องอาจเป็นเพียงเทคนิคการหาเสียงก็ตาม)

ในบทความตอนที่ 2 ของซีรีส์นี้ ว่าด้วยนโยบายสวัสดิการและการให้ความช่วยเหลือคนไทยในสถานการณ์ต่างๆ (ปัญหาสุขภาพ ภัยพิบัติ) ที่ควรจะทำให้คนไทยทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ โดยไม่ขึ้นกับว่าเกิดมาที่ใดและในชนชั้นชาติตระกูลใด พรรคการเมืองตีโจทย์ปัญหาอย่างไร? มีแนวนโยบายอย่างไร? สะท้อนวิธีคิดแบบไหน? และเพียงพอให้ชีวิตของพวกเราทุกคนดีขึ้นได้แล้วหรือยัง?

ภาพรวมนโยบายสวัสดิการ
หลากหลายและครอบคลุมมากขึ้น

การโอบอุ้มผู้ยากลำบากและยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย เป็นคำมั่นสัญญาที่ทุกพรรคการเมืองล้วนแต่ใช้ในการหาเสียง ทว่า วิธีการไปสู่เป้าหมายที่ว่าก็อาจแตกต่างกันออกไปอย่างมาก

ในฝั่งหนึ่ง คือการเสนอขยายสวัสดิการของรัฐให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย พรรคในกลุ่มนี้ อาทิ ประชาชน ประชาธิปัตย์ ไทยสร้างไทย ฯลฯ มุ่งพัฒนานโยบายที่โอบอุ้มกลุ่มเปราะบาง ผู้มีความต้องการเฉพาะให้ทั่วถึงและเพียงพอยิ่งขึ้น

อีกฝั่งหนึ่ง มองว่าสวัสดิการที่มีในปัจจุบันเพียงพออยู่แล้ว จึงเลือกพัฒนากลไกทางอ้อมในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จะช่วยให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในภาพรวม พรรคในกลุ่มนี้ อาทิ เพื่อไทย ภูมิใจไทย ให้น้ำหนักกับนโยบายอุดหนุนเชิงเศรษฐกิจ พัฒนาระบบสาธารณสุข และจูงใจให้เอกชนเข้ามาร่วมดูแลมากกว่าพรรคในกลุ่มแรก

แนวทางที่ตั้งอยู่บนฐานคิดที่แตกต่าง ทำให้จุดเน้นนโยบายเกี่ยวกับสวัสดิการของพรรคการเมืองสองกลุ่มต่างกันไปด้วย และแม้ในกลุ่มเดียวกันก็มีการเลือกใช้กลไกที่หลากหลาย ซึ่งอาจตอบโจทย์ความท้าทายทางสังคมและประชากรได้ไม่เท่ากัน

นโยบายพรรคประชาชนพรรคภูมิใจไทยพรรคเพื่อไทยพรรคประชาธิปัตย์
ช่วยแม่ตั้งครรภ์/แรกคลอดกล่องแรกเกิดเงินแรกเกิด 65,000 บาท ถ้วนหน้า
ขยายสิทธิลาคลอด 6 เดือนพ่อแม่แบ่งกันได้พ่อลาได้ 1 เดือน
เพิ่มเงินอุดหนุนเด็กเล็กถ้วนหน้า ตั้งแต่ตั้งครรภ์-6 ปี 1,200 บาท/เดือนเพิ่มเงินออมถ้วนหน้าถึงอายุ 18 ปี 500 บาท/เดือน หากไม่ถอนได้เงินเพิ่ม
ยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรับเด็กอายุ 4 เดือน เพิ่มเวลายืดหยุ่น
เพิ่มเบี้ยผู้สูงอายุ1,500 บาท/เดือนเติมรายได้ให้ถึง 3,000 บาท/เดือน1,000 บาท/เดือน
หนุนการจ้างงานผู้สูงอายุลดหย่อนภาษีนายจ้างและเงินได้ผู้สูงอายุลดหย่อนภาษีนายจ้าง
พัฒนาสถานดูแล/พักอาศัยผู้สูงอายุศูนย์ฟื้นฟู, ดูแลระยะท้ายหนุนเอกชนสร้างศูนย์ดูแลครบวงจรค่าปรับปรุงบ้าน 50,000 บาท, แปลงบ้านเป็นเงิน
เสริมระบบดูแลผู้ป่วยติดเตียงระบบดูแลระยะยาวยืดหยุ่น คนในครอบครัวได้รับค่าตอบแทน1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา

ปี 2025 ไทยมีเด็กเกิดใหม่เพียง 416,574 คน[1]กรมการปกครอง. 2025. “สถิติจำนวนการเกิด”. ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี หลายพรรคตอบสนองต่อแนวโน้มดังกล่าวด้วยการเสนอนโยบายสวัสดิการเด็กและครอบครัวเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยพรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ เป็นสองพรรคที่ให้น้ำหนักกับประชากรกลุ่มนี้มากที่สุด และเสนอให้เพิ่มจำนวนและความครอบคลุมของเงินอุดหนุนเป็นแบบถ้วนหน้า

ประชาธิปัตย์เลือกใช้วิธีจูงใจให้คนมีลูกด้วยการเพิ่มเงินออมเดือนละ 500 บาทจนถึงอายุ 18 ปี และมอบเงินแรกคลอดก้อนใหญ่ 65,000 บาทในขวบปีแรก ซึ่งอาจเทียบเคียงได้กับนโยบาย Baby Bonus ที่ประเทศอัตราเกิดต่ำหลายแห่งเคยทำมาก่อน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนโยบายด้านประชากรที่ผ่านมาพบว่านโยบายลักษณะนี้มักช่วยให้มีเด็กเกิดเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในระยะเวลาสั้นๆ แต่ไม่ช่วยให้อัตราการเกิดเพิ่มขึ้นในภาพรวม[2]สรัช สินธุประมา. 2023. “จะมีลูกหาวิมานอะไร! ความท้าทายของนโยบายในวันที่ประชากรล้นโลกแต่เด็กเกิดน้อย?”. 11 กรกฎาคม 2023. https://101pub.org/pro-natalist-policy/.

พรรคประชาชนเสนอให้เพิ่มเงินอุดหนุนให้แก่เด็ก 0-6 ปีทุกคน เป็น 1,200 บาทต่อเดือน และขยายช่วงเวลาการอุดหนุนให้ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์[3]นอกจากพรรคประชาชน ยังมีพรรคอื่นที่เสนอนโยบายนี้เช่นกัน ได้แก่ ไทยสร้างไทย และพลังประชารัฐ ซึ่งอาจช่วยบรรเทาปัญหาการเข้าไม่ถึงบริการฝากครรภ์[4]101 PUB. 2025. “ไม่ใช่แค่เด็กเกิดต่ำ แต่การดูแลแม่ตั้งครรภ์ก็ย่ำแย่”. 11 ธันวาคม 2025. https://101pub.org/antenatal-care-coverage/. ได้ในระดับหนึ่ง นอกจากนี้ จะมอบของขวัญเด็กแรกเกิด (Baby Box) เพื่อเสริมพัฒนาการ และเป็นเพียงพรรคเดียวที่มีนโยบายยกระดับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้เริ่มรับเด็กได้ตั้งแต่อายุ 4 เดือน เพื่อให้สอดรับกับสิทธิลาคลอดตาม พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงานฉบับปรับปรุงล่าสุด และเพิ่มเวลาให้บริการที่ยืดหยุ่นรองรับความต้องการที่หลากหลายยิ่งขึ้น

การลงทุนกับเด็ก ยิ่งทำตั้งแต่อายุน้อยยิ่งได้ผลมาก[5]ตัวอย่างงานวิจัย เช่น James Heckman, “The Case for Investing in Disadvantaged Young Children,” CESifo DICE Report 6, June 1, 2008, 3–8. แม้ทั้งสองพรรคจะเสนอให้เพิ่มเติมสวัสดิการหลายรายการ แต่ชุดนโยบายของทั้งคู่ต่างต้องการงบประมาณเพิ่มขึ้นจากเดิมราวปีละ 2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น[6]คำนวนโดย 101 PUB เนื่องจากเด็กเกิดใหม่มีจำนวนลดลงอย่างมาก และยังนับเป็นจำนวนเงินที่น้อยกว่างบประมาณสวัสดิการผู้สูงอายุที่นับวันจะยิ่งเพิ่มสูงมากขึ้น

ปัจจุบันรัฐจัดสรรงบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุราวปีละ 90,000 ล้านบาท โดยเริ่มต้นจ่ายเดือนละ 600 บาทและเพิ่มขึ้นตามอายุ พรรคประชาชนเสนอให้เพิ่มเป็นอัตราเดียวเดือนละ 1,500 บาท และประชาธิปัตย์เสนอเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งจะต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นจากเดิมอีกราวปีละ 1.6 แสนล้านบาท และ 7.8 หมื่นล้านบาทตามลำดับ และแน่นอนว่าจะต้องใช้งบประมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น

เพื่อตอบสนองต่อการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ของไทย พรรคการเมืองต่างนำเสนอแนวทางในการรับมือหลายรูปแบบซึ่งอาจจำแนกเป็นสองแนวทางหลัก พรรคภูมิใจไทยและเพื่อไทย เลือกเสนอนโยบายบนแนวคิดสูงวัยกระฉับกระเฉง (active aging) ด้วยมาตรการทางภาษีที่หนุนการจ้างงานผู้สูงอายุ นโยบายลักษณะนี้มุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุยังคงมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางสังคม หวังประวิงความเสื่อมถอยของร่างกายและจิตใจออกไป แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเสี่ยงที่จะส่งผลเสียต่อสุขภาพของผู้สูงอายุที่ยังต้องทำงานต่อไปอย่างไม่มีทางเลือก ซึ่งเป็นการลิดรอน ‘สิทธิพักผ่อน’ ในช่วงบั้นปลายหลังตรากตรำทำงานมาตลอดชีวิตด้วย[7]วรดร เลิศรัตน์. 2023. “บำนาญเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน: เหตุผลเชิงคุณค่าของบำนาญ กับการปรับเกณฑ์จ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ”. 31 สิงหาคม 2023. … Continue reading

ในอีกด้านหนึ่ง พรรคประชาชนและประชาธิปัตย์ เลือกเสนอนโยบายบนฐานคิดที่ต่างออกไปเล็กน้อย คือแนวทางสูงวัยในบ้าน (aging in place) ซึ่งมุ่งหมายให้ผู้สูงอายุยังคงรักษาเครือข่ายทางสังคมของตนเองเอาไว้ เพื่อประวิงความเสื่อมถอยทางร่างกายและจิตใจออกไป โดยพรรคประชาชนเสนอจะพัฒนาระบบดูแลระยะยาว (long-term care) ซึ่งเป็นการดูแลที่บ้านของผู้สูงอายุให้มีรูปแบบหลากหลายยิ่งขึ้น ส่วนประชาธิปัตย์เสนอให้เพิ่มเงินค่าปรับปรุงบ้าน และส่งเสริมการออกสินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุ (reverse mortgage)

อีกหนึ่งนโยบายที่น่าจับตามองในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้แก่ ข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยในการนำแนวคิด ‘ภาษีเงินได้เชิงลบ’ (negative income tax) มาใช้เติมรายได้ให้คนไทยอายุ 18 ปีขึ้นไปให้ถึงเส้นความยากจน 3,000 บาทต่อเดือน ในชื่อนโยบาย “คนไทยไร้จน” นโยบายนี้ถือเป็นพัฒนาการที่น่าสนใจของพรรคเพื่อไทยซึ่งไม่เคยนำเสนอนโยบายในเฉดของการจัดสวัสดิการลักษณะนี้มาก่อน การเติมเงินดังกล่าวเป็นการช่วยเหลือคนหลายกลุ่มในเวลาเดียวกัน อาทิ คนว่างงาน ผู้ป่วยติดเตียง และผู้สูงอายุซึ่งจะเป็นประชากรกลุ่มใหญ่ที่ได้รับประโยชน์ไปโดยปริยาย เนื่องจากเป็นวัยที่ทำงานได้น้อยลงหรือไม่ได้ทำงานแล้ว ความท้าทายที่รออยู่หากจะเดินหน้านโยบายนี้คือวิธีพิสูจน์และยื่นรายได้ เพราะผู้มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน 3.4 ล้านคนที่เพื่อไทยอ้างถึง เป็นตัวเลขที่คำนวนมาจากรายได้เฉลี่ยของทั้งครัวเรือน ซึ่งหากระบุตัวและพิสูจน์รายได้เป็นรายคนตามเกณฑ์นี้ได้จริง 101 PUB ประเมินว่าจะใช้งบประมาณเพียงราวครึ่งหนึ่งของที่เพื่อไทยคาดการณ์ไว้ที่ 6-7 หมื่นล้านบาทต่อปี [8]BBC Thai. 2026. “เลือกตั้ง 2569: เพื่อไทยประกาศ ‘สงครามกับความยากจน’ หวังส่ง ยศชนัน เข้าทำเนียบฯ”. BBC News ไทย, มกราคม 8. https://www.bbc.com/thai/articles/cx2gm2epgjno. อย่างไรก็ตาม หากประเมินบนฐานของการแยกยื่นรายได้รายคน จะพบว่ามีผู้ว่างงานที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปอยู่มากถึงราว 16 ล้านคน[9]สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2023) คำนวนโดย 101 PUB ซึ่งจะทำให้งบประมาณในการดำเนินโครงการนี้พุ่งสูงขึ้นไปถึง 5.9 แสนล้านบาทต่อปี

การจัดสวัสดิการผู้สูงอายุในทุกแนวทาง ต่างจะต้องเผชิญความท้าทายด้านความยั่งยืนทางการคลัง ซึ่งจากแนวโน้มข้างต้นจะเห็นว่าพรรคการเมืองต่างพยายามพัฒนาชุดนโยบายที่ครอบคลุมมิติต่างๆ ของชีวิตผู้สูงอายุมากขึ้น ขณะเดียวกันก็มีความเห็นพ้องต้องกันในการลงทุนกับสวัสดิการเพิ่มขึ้น สะท้อนถึงการโน้มเอียงมาสู่การสร้างตาข่ายรองรับทางสังคมให้แก่ประชาชนด้วยวิธีการที่หลากหลายและครอบคลุมมากยิ่งขึ้นในภาพรวม

นโยบายเงินออมตั้งไข่ กับวัยรุ่นที่ไม่ได้สร้าง (ตัว) ในวันเดียว

‘วัยรุ่น’ คือกลุ่มประชากรใหม่ที่พรรคการเมืองในการเลือกตั้งปี 2569 ให้ความสำคัญ

‘บัญชีเงินออมเยาวชน’ (Child Development Account) คือนโยบายที่เจาะกลุ่มเป้าหมายไปยังกลุ่มวัยรุ่น โดยรัฐจะเปิดบัญชีการออมและอุดหนุนการออมตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยรุ่น เพื่อเป็นเงินทุนตั้งต้นสู่อนาคต[10]Sherraden, M., & Clancy, M. M. SEED for Oklahoma Kids: Demonstrating Child Development Accounts for all. 2008. แต่ความคลุมเครือของนโยบาย รวมถึงการที่รัฐจ่ายเงินไปออมไว้มากมายแล้วถอนไปใช้ในช่วงวัยเดียว นำไปสู่คำถามว่านโยบายดังกล่าวจะแก้ปัญหาอะไร แก้ได้หรือไม่ และทำได้อย่างคุ้มค่าเหมาะสมหรือเปล่า

บัญชีเงินออมเยาวชนอยู่ในข้อเสนอของพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ โดย ‘บัญชีเงินฝากเด็กเล็ก’ ของพรรคเพื่อไทยเสนอให้รัฐจ่ายเงินออมไว้ให้เด็กตั้งแต่แรกเกิดปีละ 3,000 บาท ถึงอายุ 15 ปี[11]Voice TV. ‘ธีราภา’ เปิดนโยบายเรื่องเด็ก เยาวชน และการศึกษา พรรคเพื่อไทย ชู ‘บัญชีตั้งตัวแก่เด็กแรกเกิด’ เพื่อเด็กไทย โตมามีเงินตั้งตัว. 2568. ในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์เสนอ ‘เงินออมเด็กไทยทุกคน’ ที่รัฐช่วยออมเงินเดือนละ 500 บาทตั้งแต่แรกเกิดจนถึงอายุ 18 ปี พร้อมเงินเพิ่มพิเศษทุก 5 ปี ครั้งละ 10,000 บาทหากไม่ถอนเงินออกมาก่อนกำหนด[12]พรรคประชาธิปัตย์. โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย – Democrat Party. 2569. โดยนโยบายของทั้งสองพรรคเสนอให้รัฐเป็นผู้ออมเพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายของครอบครัว

บัญชีเงินออมเยาวชนของทั้งสองพรรคสิ้นสุดใน ‘วัยเปลี่ยนผ่าน’ (transition year) นับจากการก้าวออกจากการศึกษาขั้นต้นและกำลังต้อง ‘เลือกทางเดิน’ เช่น การเรียนปริญญาตรี การเรียนสายอาชีพ หรือการทำงาน นโยบายพรรคเพื่อไทยสิ้นสุดคาบเกี่ยวกับวัยจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ส่วนนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ นับวัยเปลี่ยนผ่านจากการจบการศึกษาประมาณชั้น ม.6 หรือเทียบเท่า

นโยบายพรรคเพื่อไทยจะออมเงินให้เด็กเกิดใหม่จนเมื่อเข้าสู่วัยเปลี่ยนผ่านในอายุ 15 ปีมีเงินเก็บ 48,770.9 บาทรวมดอกเบี้ย[13]สมมติอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ต่อปี และส่วนนโยบายพรรคประชาธิปัตย์ เด็กเกิดใหม่หลังนโยบายนี้ เมื่อมีอายุ 18 ปีจะมีเงินออม 118,403.1 บาทรวมดอกเบี้ย[14]สมมติอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ต่อปี (ไม่นับการจ่ายเงินเพิ่ม 10,000 บาทกรณีไม่ถอนเงิน)

หากมีเด็กเกิดใหม่ปีละ 400,000 คน รัฐต้องจ่ายเงินให้เด็ก 1.2 พันล้านบาทต่อปีต่อรุ่น (เพื่อไทย) และ 2.4 พันล้านบาทต่อปีต่อรุ่น (ประชาธิปัตย์) และในปีที่ 15 เป็นต้นไป รัฐต้องจ่ายให้กับเด็ก 15 รุ่นตามนโยบายพรรคเพื่อไทย ทำให้รัฐจะต้องจ่ายเงินทั้งหมด 1.8 หมื่นล้านบาทต่อปี (เพื่อไทย) และสำหรับนโยบายจากพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อเข้าสู่ปีที่ 18 เป็นต้นไป ก็จะต้องจ่ายเงินให้เด็ก 18 รุ่นพร้อมกัน ใช้งบประมาณ 4.32 แสนล้านบาทต่อปี

แม้ทั้งสองพรรคมุ่งเน้นการ ‘ตั้งตัว’ ในวัยเปลี่ยนผ่าน แต่การมองวัยเปลี่ยนผ่านเพียงจุดเดียวอาจละเลยความจำเป็นและความคุ้มค่าในการลงทุนตลอดการเติบโต งานวิจัยหลายชิ้นทั่วโลกกำลังชี้ว่าการลงทุนในวัยรุ่นอาจสายเกินไป ขณะที่การลงทุนในวัยเด็กตอนต้นจะส่งผลต่อการเรียนรู้ สุขภาพ และความมั่นคงในวัยผู้ใหญ่ และหากรัฐอุดหนุนเด็กในวัยที่โตขึ้นเท่าไหร่ ผลตอบแทนจะลดหลั่นลงไปมากเท่านั้น[15]Heckman, J.J. et al. The Life Cycle Benefits of an Influential Childhood Program. HCEO Working Paper series. 2016.

การที่ให้ออมเงินไว้จนถึงวัยเปลี่ยนผ่านจึงอาจทำให้เด็กและเยาวชนไทยจำนวนมาก ‘ไม่พร้อม’ จะเปลี่ยนผ่านตั้งแต่ต้น เพราะมีเด็กและเยาวชนราว 60-70% กำลังอาศัยอยู่ในครัวเรือนรายได้น้อยขนาดที่อยู่ในเกณฑ์ได้รับสิทธิ์ช่วยเหลือจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ (บัตรคนจน)[16]ฉัตร คำแสง. ตรวจความ (ไม่) พร้อมในการเลี้ยงดูเด็กเล็กของครัวเรือนไทย ผ่านข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม – คิด for คิดส์. 2025. หากรัฐมีเงินช่วยเหลือพวกเขาได้ ทำไมจึงจะไม่ช่วยเหลือเสียตั้งแต่วันนี้?

และแม้ว่าวัยรุ่นจะมีเงินออม ‘ตั้งตัว’ เป็นของตัวเอง แต่เขามีอิสระในการเลือกเส้นทางเดินของตัวเองขนาดไหน? ผู้ปกครองคือผู้ตัดใจหลักในชีวิตวัยรุ่น โดยทัศนคติของผู้ปกครองต่อการเรียนและการทำงาน รวมถึงสถานศึกษาและการจ้างงานใกล้บ้านก็ส่งผลต่อทางเลือกของวัยรุ่น[17]Punch, S. Youth Transitions and Interdependent Adult–Child Relations in Rural Bolivia. Journal of Rural Studies. 2002. และการเรียนต่อคือลู่ทางหลักที่สังคมคาดหวัง ผู้ปกครองอาจเลือกลงทุนกับการศึกษาต่อ[18]McKay, S. Tian, L & Lymer, A. Whatever happened to the Child Trust Fund? The Abandonment of universal savings for UK children. Social Policy Administration. 2024. และคาดหวังคะแนนที่สูง[19]Clancy, M.M. et al. Child Development Accounts, parental savings, and parental educational expectations: A path model. Children and Youth Services Review. 2017. บัญชีเงินออมเยาวชนจึงไม่อาจการันตีได้ว่าวัยรุ่นจะมีอำนาจตัดสินใจลงทุนและเลือกทางเดินของตัวเอง รวมถึงหากวัยเปลี่ยนผ่านเหล่านี้ต้องการเข้าสู่โลกของอาชีพการงาน ก็อาจยังพบปัญหาว่าอาจหางานที่ดีในพื้นที่บ้านเกิดของตนเองไม่ได้[20]สรวิศ มา. การหา ‘งานที่ดี’ อาจเป็นเพียงความฝันของเยาวชนไทยส่วนใหญ่ – คิด for คิดส์. 2024.

เพราะวัยรุ่นไม่ได้สร้างตัวภายในวันเดียว พวกเขาสร้างตัวจากรากฐานสวัสดิการเด็กเล็กที่แข็งแรง และการเตรียมความพร้อมตลอดช่วงวัย วัยรุ่นจะสร้างตัวได้หากรัฐให้ความสำคัญกับ ‘วัยเปลี่ยนผ่าน’ ใกล้เคียงกับการเติบโตเมื่อ ‘ตั้งไข่’ หรือ ‘ระหว่างทาง’

สูงวัยก้าวต่อหรือหกล้ม?
ในระบบการดูแลที่ไม่ยืนยาวตามอายุ

นโยบายสวัสดิการผู้สูงอายุในการเลือกตั้ง’69 มีข้อเสนอที่พ้นไปจากการแข่งกันเพิ่มเบี้ยยังชีพ ขยับไปสู่การสนับสนุนการดูแลที่หลากหลายมิติมากขึ้น ตั้งแต่ระบบการดูแลระยะยาว พยาบาลอาสา ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ สภาพแวดล้อมในบ้าน ตลอดจนการสนับสนุนผู้ดูแลในครอบครัว ซึ่งตอบโจทย์ชีวิตของผู้สูงอายุในบริบทที่แตกต่างกันออกไป

พรรคภูมิใจไทยเสนอนโนบายพยาบาลอาสาหมู่บ้านละ 1 คน เพื่อดูแลผู้สูงอายุและหญิงตั้งครรภ์  โดยการจ้างงานผู้ที่จบการศึกษาด้านพยาบาล ผู้ช่วยพยาบาล เทคนิคการแพทย์ ราว 100,000 อัตรา ให้เงินเดือน 15,000 บาท และมีสัญญาจ้างงานขั้นต่ำ 4 ปี ทำงานเชิงรุกเคาะประตูทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ความท้าทายของนโยบายนี้คือการออกแบบกลไกบทบาทและหน้าที่ของพยาบาลอาสาให้ชัดเจน เพื่อป้องกันการทำงานซ้อนทับกับอาสาสมัครสาธารณะสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ภายใต้ระบบ LTC เดิม ไม่ให้เสี่ยงต่อการโหมงานหนัก ทำงานได้อย่างไม่เต็มประสิทธิภาพและเกิดภาวะหมดไฟ

ในด้านการพัฒนาสถานดูแล ภูมิใจไทยจะส่งเสริมให้ภาคเอกชนลงทุนสร้างศูนย์ดูแลผู้สูงอายุครบวงจรบนที่ดินของรัฐทั่วประเทศ พร้อมอุดหนุนด้วยมาตรการภาษีเพื่อลดต้นทุนการให้บริการ และสร้างงานสร้างอาชีพในธุรกิจการดูแลไปในคราวเดียว ศูนย์ดูแลและบริการดูแลระยะยาวของรัฐ (LTC) ในปัจจุบันครอบคลุมประชากรสูงอายุในสัดส่วนน้อยและยังไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองที่มักมีรูปแบบการอยู่อาศัยแบบครอบครัวเดี่ยว อาศัยในอาคารสูง และมีความเป็นชุมชนต่ำ เช่นกรุงเทพมหานครที่มีผู้เข้าถึงระบบ LTC เพียงราวสามพันคน[21]กระทรวงสาธารณสุข (2025) ศูนย์ดูแลเอกชนที่รัฐร่วมอุดหนุนจึงอาจตอบโจทย์ชีวิตสูงวัยในเมืองได้ดีกว่า อย่างไรก็ดี การให้เอกชนลงทุนก็มาพร้อมความท้าทายในแง่การกำกับควบคุมคุณภาพและมาตรฐาน ซึ่งจะต้องมีมาตรการป้องกันการเอาเปรียบแรงงานด้วยการลดต้นทุนด้านบุคลากร เพื่อให้งานบริการมีราคาถูก

พรรคประชาชนชูระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุภาวะพึ่งพิงขึ้นมาต่อยอดไปจากเดิมคือ ผู้สูงอายุที่ติดบ้าน ติดเตียงมีคูปองให้เดือนละ 6,000 บาท ที่นำไปให้ลูกหลานที่มาดูแล โดยคนในครอบครัวจะต้องผ่านการอบรมและมีใบรับรองการเป็นผู้ดูแล (Care Giver) การให้คูปองเป็นการเพิ่มทางเลือกให้กับผู้สูงอายุด้วยการนำเงินไปจ้างคนดูแลด้วยตนเอง หรือสามารถเลือกบริการที่เหมาะสมกับระดับความต้องการการดูแลของตนเองได้ รวมถึงส่งเสริมคุณค่าให้กับงานดูแลโดยเฉพาะคนในครอบครัว ซึ่งทำงานดูแลผู้สูงอายุเป็นสัดส่วนมากถึง 97.8% ของจำนวนผู้สูงอายุที่มีผู้ดูแล[22]สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2568). รายงานผลการสำรวจสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 [รายงานการสำรวจ]. … Continue reading อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของนโยบายนี้อยู่ที่การกำหนดเงื่อนไขการใช้คูปองที่ชัดเจนและมีมาตรฐานในการแลกเปลี่ยนที่ดีพอ

พรรคประชาธิปัตย์เสนอนโยบายที่มีจุดเน้นที่บ้านของผู้สูงอายุ เสนอให้เพิ่มวงเงินอุดหนุนค่าปรับปรุงบ้านให้ปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ และแปลงบ้านสูงวัยเป็นเงินใช้เลี้ยงชีพอยู่ฟรีตลอดชีวิต

นโยบายแรกเป็นการต่อยอดสวัสดิการซ่อมแซมบ้านผู้สูงอายุ ปรับสภาพที่อยู่อาศัยคนพิการ จากกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ซึ่งปัจจุบันช่วยซ่อมแซมบ้านเฉพาะครอบครัวยากจนในวงเงินไม่เกิน 40,000 บาท ประชาธิปัตย์เสนอให้เพิ่มเป็น 50,000 บาท สำหรับผู้มีอายุ 70 ปีขึ้นไป ซึ่งแม้จะเป็นนโยบายที่ใช้งบประมาณสูงแต่ก็อาจมองได้ว่าเป็นการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการดูแลที่ใช้งานได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม การออกแบบที่อยู่ให้ตอบโจทย์กับผู้ใช้งานจริงต้องใช้ความละเอียดอ่อนสูง แต่เงินช่วยเหลือที่ค่อนข้างจำกัดมักทำให้ต้องใช้ ‘ช่างจิตอาสา’ เพื่อลดต้นทุน[23]ประชาไท. (18 ธ.ค. 2566). ฝ่าระเบียบและปัญหาสารพันในการเข้าถึงสิทธิของคนพิการ (ตอนจบ)https://prachatai.com/journal/2023/12/107285 ซึ่งกลายเป็นปมปัญหาใหม่เมื่อจิตอาสามีจำนวนจำกัดแต่ความต้องการยังมีอยู่ตลอด การเพิ่มเงินเพียงอย่างเดียวจึงอาจยังไม่เพียงพอ แต่ต้องคำนึงถึงมาตราฐานการปรับปรุงบ้านให้ตอบโจทย์สำหรับผู้ใช้งานจริงด้วย

นโยบายถัดมาของพรรคประชาธิปัตย์คือการส่งเสริมการให้สินเชื่อบ้านสำหรับผู้สูงอายุ (reverse mortgage) โดยรัฐจ่ายเงินซื้อบ้านผู้สูงอายุด้วยการจ่ายล่วงหน้า ผู้สูงอายุยังสามารถอาศัยอยู่ได้จนเสียชีวิต ราคาบ้านที่ซื้อจะคิดส่วนลดจากราคาประเมิน โดยรัฐจ่ายค่าบ้าน 4 งวด งวดละ 1 ปี ให้โอกาสญาติได้ซื้อคืนด้วยราคาเดิมไม่คิดค่าโอนเพิ่ม

การให้สินเชื่อลักษณะนี้มีการดำเนินการอยู่แล้วในปัจจุบันโดยธนาคารออมสินและธนาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ซึ่งที่ผ่านมาพบว่ามีความท้าทายคือธนาคารจะขาดรายได้ระหว่างสัญญาที่ยาวถึง 20-25 ปี มูลค่าบ้านในอนาคตอาจต่ำกว่าหนี้ และผู้กู้มีอายุยืนกว่าที่คาด ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนยาวนาน บ้านของผู้สูงอายุส่วนใหญ่มูลค่าไม่เกิน 3 ล้านบาท เงินที่ได้รับเฉลี่ยจึงอยู่ที่ราวเดือนละ 6,000-8,000 บาท ก่อนหักค่าใช้จ่ายอื่นๆ และมักต้องแบ่งกันกับคู่สมรสที่ร่วมกู้[24]ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (16 ตุลาคม 2566). รู้จัก…Reverse Mortgage สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุของไทยhttps://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Reverse-Mortgage-FBC275-2023-10-12.aspx ข้อจำกัดสำคัญของนโยบายนี้คือเป็นการช่วยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีบ้านเป็นของตัวเองเท่านั้น

นโยบายดูแลผู้สูงอายุของแต่ละพรรคต่างตอบโจทย์ผู้สูงอายุในทิศทางที่แตกต่างกัน ทั้งด้านที่อยู่อาศัย ด้านการดูแลสุขภาพระยะยาวที่มีความท้าทายแตกต่างกันไป จากทั้งโครงสร้างครอบครัวที่หดตัว ความแตกต่างระหว่างสังคมเมืองและชนบท และระดับการพึ่งพิงที่หลากหลายของผู้สูงอายุ นโยบายที่ยั่งยืนจึงควรเป็นระบบที่ยืดหยุ่น ครอบคลุมความต้องการที่หลากหลาย ไม่จำกัดอยู่เพียงรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และมุ่งตอบโจทย์คุณภาพชีวิต ศักดิ์ศรี และการเข้าถึงสวัสดิการของผู้สูงอายุอย่างแท้จริง

บัตรทอง 30 บาท: เชื่อมข้อมูลสุขภาพ แก้ระบบ หรือแค่ยกเครื่องเทคโนโลยี?

ปัจจุบันบัตรทองภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ามีความครอบคลุมด้านการรักษาในระดับสูงและขยายสิทธิประโยชน์มาอย่างต่อเนื่อง ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองบางส่วนจึงเสนอการเพิ่มสิทธิเฉพาะด้าน อาทิ บริการสุขภาพจิต ในนโยบาย 30 บาทรักษาสุขภาพจิตของพรรคเพื่อไทย หรือแนวคิดสุขภาพใจถ้วนหน้าของพรรคประชาชน อย่างไรก็ตาม ปัญหาเชิงนโยบายที่สำคัญกว่า อาจไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มสิทธิใหม่ แต่คือการทำให้สิทธิที่มีอยู่ถูกใช้ได้จริง เข้าถึงได้ง่าย และลดภาระการทำงานของหน่วยบริการและภาครัฐไปพร้อมกัน ด้วยเหตุนี้ นโยบายการจัดการและเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพจึงถูกยกขึ้นมาเป็นคำตอบหลักในการยกระดับระบบบัตรทอง

แม้ปลายทางของนโยบายจะเหมือนกันแต่นำเสนอวิธีที่แตกต่าง แต่ละพรรคเลือกใช้เครื่องมือและแนวทางที่แตกต่างกันในการการสร้างระบบข้อมูลสุขภาพที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง การพัฒนาระบบเดิม ไปจนถึงการปรับโครงสร้างการกำกับดูแลข้อมูลสุขภาพ ด้วยแนวคิดร่วมในการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

พรรคเพื่อไทย เสนอนโยบาย ‘ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI’[25]พรรคเพื่อไทย, “ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI,” พรรคเพื่อไทย, (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026). https://election.ptp.or.th/policy/117 โดยวางปัญญาประดิษฐ์เป็นกลไกหลักในการปฏิรูประบบบัตรทองแบบรอบด้าน พรรคประชาธิปัตย์ เสนอแนวทาง ‘ยกระดับนโยบายเดิมเพิ่มประสิทธิภาพ’ โดยนำระบบ Health Link[26]ประชาธิปัตย์, “สนับสนุนและยกระดับ Health Link (แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ),” ประชาธิปัตย์ (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026). … Continue reading มาพัฒนาให้เป็นแพลตฟอร์มข้อมูลสุขภาพกลางระดับชาติ และพรรคประชาชน เสนอแนวทางที่มุ่ง ‘เสริมช่องว่างเชิงโครงสร้าง’ ของระบบข้อมูลสุขภาพ ผ่านการจัดตั้งศูนย์ระบบข้อมูลสุขภาพแห่งชาติเป็นหน่วยงานกำกับเฉพาะด้าน[27]พรรคประชาชน, “สร้างฐานข้อมูลสุขภาพคนไทยทั้งประเทศ,” พรรคประชาชน, (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026). https://election69.peoplesparty.or.th/policy/4/C-1-1-06/ เพื่อกำหนดทิศทางและมาตรฐานกลางของข้อมูลสุขภาพ จัดตั้งหน่วยงานเบิกจ่ายกลาง (National Clearing House) และจัดทำสมุดพกข้อมูลสุขภาพประจำตัวประชาชน

เมื่อพิจารณานโยบายของแต่ละพรรคในภาพรวม จะเห็นว่าระบบข้อมูลและเทคโนโลยีถูกยกระดับให้เป็นหัวใจของการปฏิรูประบบบัตรทอง ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของ AI แพลตฟอร์มข้อมูลกลาง หรือโครงสร้างกำกับข้อมูลใหม่ อย่างไรก็ตาม ความแตกต่างที่สำคัญอยู่ที่ระดับความลึกของการคิดต่อว่า ‘ข้อมูล’ จะถูกใช้เพียงเป็นเครื่องมือสนับสนุนการดำเนินงาน หรือถูกยกระดับเป็นกลไกในการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจ การกำกับดูแล และแรงจูงใจในระบบสุขภาพ ขณะที่หลายพรรคยังคงให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีในฐานะคำตอบหลัก การปฏิรูปเชิงสถาบัน ความต่อเนื่องทางการเมือง และความสามารถของระบบราชการในการรองรับการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อเปลี่ยนระบบ ไม่ใช่แค่การเพิ่มเครื่องมือใหม่ให้กับโครงสร้างเดิมเท่านั้น

เทคโนโลยีที่แต่ละพรรคเสนอมา ยังไม่สามารถเห็นรายละเอียดแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างชัดเจน เช่น การใช้คำว่า “AI” เป็นวลีหลักในการสื่อสาร จนกลบสาระของการปฏิรูปเชิงระบบที่จำเป็นต่อการทำให้เทคโนโลยีทำงานได้จริง โดยพื้นฐานการทำงานของปัญญาประดิษฐ์ (AI; Artificial Intelligence) ผู้ใช้จำเป็นต้องทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมฐานข้อมูลให้ AI เรียนรู้การรับข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล และประมวลผล เพื่อให้ได้ผลตอบกลับมา แต่ข้อเสนอของพรรคกลับวางให้ AI เป็นตัวเชื่อมข้อมูล ทั้งที่โครงสร้างข้อมูลสุขภาพของไทยยังเป็นแบบแยกส่วน แต่ละหน่วยงานถือครองข้อมูลแบบปิด หรือการยกระดับระบบข้อมูลเดิมที่ยังไม่ชัดเจนว่าจะใช้กลไกใดเป็นฐาน เช่น Health Link หรือแพลตฟอร์มกลางอื่นในการดึงข้อมูลมาฝึกระบบ ต่อให้สามารถเชื่อมข้อมูลได้ในเชิงเทคนิค หากยังคงใช้งานภายใต้โครงสร้างการกำกับ การจ่ายเงิน และแรงจูงใจแบบเดิม เทคโนโลยีก็ยากที่จะนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้นสำหรับผู้ป่วยได้  

การแก้ไขระบบข้อมูลด้านสุขภาพไม่ใช่เรื่องใหม่ในนโยบายสาธารณสุขไทย เพราะโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัลและแนวคิดการเชื่อมโยงข้อมูลผู้ป่วยข้ามหน่วยงานถูกวางไว้ก่อนแล้วหลายปี แต่จากบทเรียนของนโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกที่’[28]สรัช สินธุประมา, “30 บาทรักษา (ไม่) ทุกที่ และยังเสี่ยงมีผลข้างเคียง,” 101 Public Policy Think Tank, 13 ธันวาคม 2024, https://101pub.org/universal-healthcare-not-so-anywhere/ (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026). สะท้อนชัดว่านโยบายที่ผ่านมาแม้จะเดินหน้าได้รวดเร็วและให้ผลเชิงบวกในระยะต้น กลับยังไม่ประสบความสำเร็จเชิงระบบ เนื่องจากการเชื่อมโยงข้อมูลยังครอบคลุมเพียงบางส่วน ขาดกรอบกฎหมายและองค์กรกำกับดูแลที่สร้างความเชื่อมั่นร่วมกัน ปัญหาความไม่ไว้วางใจระหว่างหน่วยงาน อัตราการจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับต้นทุนจริง และการเร่งขยายผลโดยไม่รอการประเมินอย่างรอบด้าน ล้วนทำให้การปฏิรูประบบข้อมูลที่ควรเป็นฐานของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ยังติดอยู่กับข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและเสี่ยงถอยหลังมากกว่าจะยั่งยืน

การปฏิรูประบบข้อมูลเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาความซ้ำซ้อนและไม่มีประสิทธิภาพของระบบสุขภาพได้ หากไม่แก้ไขปัญเชิงโครงสร้าง ไม่ว่าจะเป็นกลไกการเงินการคลังที่เป็นธรรม ความยั่งยืนของหน่วยบริการปฐมภูมิ กรอบกฎหมายและธรรมาภิบาลด้านข้อมูล รวมถึงความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ระบบข้อมูลที่ทันสมัยก็อาจกลายเป็นเพียงการเพิ่มประสิทธิภาพเชิงเทคนิค โดยไม่สามารถยกระดับสวัสดิการการรักษาและความมั่นคงด้านสุขภาพของประชาชนได้อย่างแท้จริงในระยะยาว

นโยบายที่มุ่งแก้ไขเชิงโครงสร้าง แม้จะมีปรากฎให้เห็นอยู่บ้าง เช่น การจัดบริการสุขภาพแบบเน้นคุณค่า (value- based care) ของพรรคประชาชน[29]พรรคประชาชน, “การจัดบริการสุขภาพแบบเน้นคุณค่า (value- based care),” พรรคประชาชน, (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026). https://election69.peoplesparty.or.th/policy/4/C-1-1-03/ เพื่อจัดระเบียบการจัดสรรงบประมาณตามผลลัพธ์ทางสุขภาพและการจ่ายเงินแบบมัดร่วมตลอดเส้นทางการดูแลรักษาโรค (Bundled Payment) และ การจ่ายเงินตามผลลัพธ์ (Outcome-Based Payment) แต่ในการผลักดันนโยบายเหล่านี้ ยังจะต้องอาศัยการออกแบบกระบวนการที่รัดกุมและเจตจำนงทางการเมืองที่เข้มแข็งด้วย จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงได้จริง

การแก้ไขระบบข้อมูลสุขภาพ เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องคิดให้ครบและคำนึงถึงปัจจัยรอบด้าน เนื่องจากเทคโนโลยีอาจตอกย้ำปัญหาเดิมมากกว่าจะแก้ไข ทั้งเรื่องอำนาจเหนือข้อมูลที่อาจถูกผูกขาดหรือไหลไปสู่เอกชน ความเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัวและการใช้ข้อมูลเกินวัตถุประสงค์ การนำข้อมูลไปควบคุมงบหรือคัดกรองสิทธิมากกว่าการดูแลผู้ป่วย หากลงทุนระบบข้อมูลขนาดใหญ่โดยไม่ปรับโครงสร้างการกำกับ การจ่ายเงิน และแรงจูงใจ เทคโนโลยีจะกลายเป็นเครื่องมือ ‘ล็อก’ โครงสร้างที่ไม่มีประสิทธิภาพไว้ถาวร และเมื่อผลลัพธ์ไม่เกิดตามที่สัญญาไว้ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อการปฏิรูประบบสุขภาพก็อาจพังลงพร้อมกันทั้งหมด

นโยบายจัดการภัยพิบัติ: พัฒนาระบบเตือนภัยอาจไม่พอ
ต้องให้ท้องถิ่นเป็น ‘หน้าด่าน’ รับมือภัยได้ด้วย

ไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงต่อภัยพิบัติรูปแบบต่างๆ ที่มีแนวโน้มรุนแรง ผันผวน และคาดการณ์ได้ยากขึ้น อันเป็นผลจากภาวะโลกร้อนที่กระตุ้นให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจากเดิมและก่อให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้ว(extreme weather events)

ประเทศไทยติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศที่เสี่ยงเผชิญภัยน้ำท่วมมากที่สุดในโลก[30]Climate Risk Country Profile: Thailand”, World Bank Group and Asian Development Bank, 2021, 16. ภาพมหาอุทกภัยหาดใหญ่และหลายจังหวัดในภาคใต้เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2025 ที่นำมาซึ่งความสูญเสียทางเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนถือเป็นสัญญาณเตือนที่แจ่มชัด

แม้ภัยธรรมชาติจะอยู่นอกเหนือการควบคุม แต่ความเสียหายและผลกระทบที่ตามมาจากภัยพิบัติอาจป้องกันและบรรเทาได้ด้วยกลไกและโครงสร้างการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพพอ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ หลายพรรคการเมืองจึงปฏิเสธไม่ได้ที่จะรวม ‘นโยบายจัดการภัยพิบัติ’ ในชุดข้อเสนอนโยบาย เพื่อโน้มน้าวให้ประชาชนเชื่อว่า พรรคการเมืองของตนจะสามารถเข้าไปจัดการและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติที่อาจกลายเป็นความปกติใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคการเมืองแห่เล็งแก้ ‘ระบบเตือนภัย’ จุดอ่อนของระบบจัดการภัยพิบัติไทย

ในบรรดาพรรคการเมืองที่มีข้อเสนอนโยบายด้านภัยพิบัติ นโยบายที่แทบทุกพรรคมีร่วมกันคือ การปรับปรุงระบบเตือนภัย ไม่ว่าจะเป็นการเชื่อมโยงหรือยกระดับฐานข้อมูลเพื่อการพยากรณ์การเกิดภัยที่แม่นยำหรือการปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้า (ประชาชน, เพื่อไทย, ภูมิใจไทย, ประชาธิปัตย์) แม้ว่าอาจมีรายละเอียดหรือแนวทางที่ต่างกันไปตามที่แต่ละพรรคการเมืองอยากจะขาย เช่น การใช้เทคโนโลยีดาวเทียมและ AI ยกระดับการพยากรณ์ (ภูมิใจไทย) การเชื่อมข้อมูลดาวเทียม เซนเซอร์วัดระดับน้ำ และข้อมูลฝนแบบเรียลไทม์เพิ่มความแม่นยำในการพยากรณ์ (ประชาธิปัตย์) หรือการพัฒนาระบบเตือนภัยโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ครอบคลุมทุกตำบลเพื่อให้สอดคล้องกับท้องถิ่น (ประชาชน)

การที่หลายพรรคการเมืองหันมาเสนอแนวทางพัฒนาระบบเตือนภัยเช่นนี้ถือเป็นทิศทางที่ถูกต้อง เนื่องจากเป็นการมุ่งแก้จุดอ่อนของระบบบริหารจัดการความเสี่ยงภัยพิบัติไทยที่ตรงจุดและได้ผลตอบแทนสูง

งานวิจัยของสถาบันเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI)[31]เสาวรัจ รัตนคำฟู และ ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์, รับมือภัยพิบัติ… จัดการวิกฤติภัยธรรมชาติ: จุดอ่อน … Continue reading ชี้ให้เห็นว่า จุดอ่อนของการรับมือต่อภัยน้ำท่วมของไทยได้แก่

ประการแรก การขาดการเตรียมพร้อมรับมือและป้องกัน ‘ก่อน’ การเกิดภัยพิบัติ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์เพื่อคาดการณ์หรือพยากรณ์แนวโน้มการเกิดเหตุอย่างแม่นยำ หรือการเตือนภัยที่รวดเร็ว ทันต่อสถานกาณ์ และทั่วถึง

ประการที่สอง การจัดลำดับความสำคัญการลงทุนหรือจัดสรรงบประมาณของไทยมุ่งไปที่โครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการพัฒนาระบบเตือนภัย ซึ่งงานศึกษาจาก Global Commission on Adaptation ชี้ให้เห็นว่า การลงทุนเสริมสร้างระบบเตือนภัยให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในการปรับตัวต่อภัยพิบัติอย่างมาก โดยสัดส่วนประโยชน์ต่อต้นทุนอยู่ที่ราว 9-10 เท่า ขณะที่การลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นให้ประโยชน์กลับคืนมาจากการลงทุนที่ราว 5 เท่า ยังไม่ต้องนับคำถามที่ว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานการบริหารจัดการน้ำของไทยยังเป็นการลงทุนแบบเดิมๆ ที่มุ่งเน้นไปที่การควบคุมปริมาณน้ำหรือไม่

อย่างไรก็ดี อาจยังเร็วเกินไปที่จะตัดสินว่าข้อเสนอเหล่านี้จะนำไปสู่ระบบพยากรณ์และเตือนภัยที่แม่นยำ ทั่วถึง ทันต่อเหตุการณ์ และเข้าใจง่ายได้จริงหรือไม่ในทางปฏิบัติ 

ท้องถิ่นคือหน้าด่านแรก แต่การกระจายอำนาจจัดการภัยพิบัติแทบไม่อยู่ในนโยบาย

นอกจากระบบเตือนภัยที่แม่นยำ รวดเร็ว และทั่วถึงไม่พอ จุดอ่อนอีกประการหนึ่งคือ ระบบโครงสร้างบริหารจัดการน้ำแบบรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง แต่ทำงานแบบแยกส่วน ขณะที่ในต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น หรือออสเตรเลีย ซึ่งเป็นประเทศที่เผชิญภัยพิบัติบ่อยมีโครงสร้างการบริการแบบกระจายอำนาจอย่างบูรณาการ[32]เสาวรัจ รัตนคำฟู และ ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์, รับมือภัยพิบัติ… จัดการวิกฤติภัยธรรมชาติ: จุดอ่อน … Continue reading กล่าวคือ ต้องกระจายอำนาจเพื่อให้ท้องถิ่นเป็นหน้าด่านแรกของระบบ ใกล้ชิดกับประชาชนและเข้าใจพื้นที่ได้ดีที่สุดสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

อย่างไรก็ตาม น่าเสียดายที่พรรคการเมืองไม่ได้เสนอการแก้ปัญหาดังกล่าวออกมาแข่งขันกัน ดังเช่นแข่งกันพัฒนาระบบเตือนภัย พรรคประชาชนเป็นพรรคเดียวเท่านั้นที่มีข้อเสนอนโยบายเพื่อขจัดจุดอ่อนจากการรวมศูนย์อำนาจ โดยเสนอให้กระจายอำนาจไปและงบประมาณไปสู่องค์กรการปกครองส่วนท้องถิ่นในการเตรียมความพร้อมรับมือก่อนเกิดภัยพิบัติอย่างการเตือนภัย ศูนย์พักพิง และระบบข้อมูลเพื่อการบัญชาการ รวมถึงอำนาจในการประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติ และการใช้จ่ายงบประมาณเพื่อรับมือภัยพิบัติ[33]รับมือกับโลกรวน มีแผนสู้โลกยุคภัยพิบัติ, พรรคประชาชน

พรรคการเมืองเสนอปรับระบบเงินเยียวยาให้ไม่ล่าช้า-เงินช่วยเหลือสอดคล้องกับความเสียหาย

อีกประเด็นงานวิเคราะห์ของ 101 PUB ชี้ให้เห็นว่าเป็นปัญหาคือ เงินเยียวยาผู้ประสบบภัยน้ำท่วม ซึ่งทั้งไม่ครอบคลุมความเสียหายที่แท้จริง ไม่ทั่วถึง และถึงมือผู้ประสบภัยล่าช้าจากการกระบวนการเตรียมเอกสารขอเบิกเงินเยียวยา[34]พิชชานันท์ ศรีสวัสดิ์, น้ำท่วมทุ่ง เงินเยียวยาโหรงเหรง, 101 PUB, 23 December 2025

สองพรรคการเมืองที่เสนอปรับระบบเงินเยียวยาคือพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

ข้อเสนอทั้งสองพรรคสะท้อนถึงความพยายามในการลดความล่าช้าในการเบิกจ่ายเงินเยียวยา จากเดิมที่อาจต้องใช้เอกสารกระดาษหรือภาพถ่ายความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อที่อยู่อาศัยเพื่อพิสูจน์และขอเบิกเงินเยียวยา ซึ่งผู้ประสบภัยอาจไม่ได้ถ่ายภาพไว้หรือถ่ายไว้ไม่ทัน เพราะจำเป็นต้องเร่งทำความสะอาดหรือซ่อมแซ่มเพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้ตามเดิม ไปเป็นการใช้เทคโนโลยี เช่น ภาพถ่ายดาวเทียม (ประชาชน) หรือ AI (ภูมิใจไทย) เพื่อช่วยประเมินความเสียหายและสามารถจ่ายเงินเยียวยาได้ท้นท่วงที

อย่างไรก็ดี อีกจุดที่พรรคประชาชนเสนอให้แก้ไขคือ ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย[35]รายการเงินช่วยเหลือที่อยู่ภายใต้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เช่น เงินช่วยเหลือกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต … Continue reading เพื่อให้การเบิกจ่ายเป็นไปได้ง่ายขึ้น[36]ความยากในการขอเบิกเงินทดรองราชการก็เช่น ต้องประกาศพื้นที่เป็นพื้นที่ภัยพิบัติก่อน จึงจะสามารถเยียวยาด้วยเงินทดรองราชการได้

อีกประเด็นที่ทั้งสองพรรคเสนอคือ การปรับระบบการเยียวยาให้สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น

ภูมิใจไทยเสนอไปที่การเพิ่มอัตราเงินเยียวยาผ่าน ‘กองทุนภัยพิบัติ’ เป็นการประกันภัย โดยรัฐจะจ่ายเบี้ยประกันให้ 1,000 บาท หากพบว่าประสบภัย รัฐก็จะจ่ายเงินเยียวยาจำนวน 100,000 บาททันที ส่วนพรรคประชาชนเสนอไปที่การปรับหลักเกณฑ์การเยียวยาผ่านเงินทดรองราชการเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้น

แม้จะเดินถูกทาง แต่พรรคประชาชนไม่ได้ระบุเจาะจงว่าจะปรับหลักเกณฑ์อย่างไร จึงไม่สามารถประเมินได้ว่าหลักเกณฑ์จะสามารถสะท้อนความเป็นจริงของผู้ประสบภัยและพื้นที่ภัยพิบัติได้แค่ไหน ส่วนเงินเยียวยา 100,000 บาทผ่านระบบประกันภัยที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ แม้ว่าจะเป็นจำนวนที่สูงกว่าหลักเกณฑ์และเงินเยียวยาเหมาจ่ายเดิม แต่ก็มีโอกาสไม่เพียงพอ เช่น ในกรณีน้ำท่วมเฉียบพลันและไม่ได้รับการเตือนภัยล่วงหน้าจนไม่สามารถขนของหรืออพยพหนีเพื่อลดหรือบรรเทาความเสียหายได้

ท้ายที่สุด แม้การปรับระบบและโครงสร้างการบริหารการจัดการภัยความเสี่ยงจะช่วยหลีกเลี่ยงหรือบรรเทาความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากภัยพิบัติ ระบบเงินเยียวยาที่ยืดหยุ่นและครอบคลุมจะช่วยให้ผู้ประสบภัยสามารถฟื้นฟูชีวิตและทรัพย์สินบางส่วนกลับมาได้ แต่การรับมือต่อภัยพิบัติต้องทำควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างพื้นฐานให้มีความยืดหยุ่นต่อภัยพิบัติยิ่งขึ้น (พรรคประชาชน) ไปจนถึงการเปลี่ยนผ่านไปสู่สังคมคาร์บอนต่ำที่เป็นธรรมเพื่อลดคาร์บอน

References
1 กรมการปกครอง. 2025. “สถิติจำนวนการเกิด”.
2 สรัช สินธุประมา. 2023. “จะมีลูกหาวิมานอะไร! ความท้าทายของนโยบายในวันที่ประชากรล้นโลกแต่เด็กเกิดน้อย?”. 11 กรกฎาคม 2023. https://101pub.org/pro-natalist-policy/.
3 นอกจากพรรคประชาชน ยังมีพรรคอื่นที่เสนอนโยบายนี้เช่นกัน ได้แก่ ไทยสร้างไทย และพลังประชารัฐ
4 101 PUB. 2025. “ไม่ใช่แค่เด็กเกิดต่ำ แต่การดูแลแม่ตั้งครรภ์ก็ย่ำแย่”. 11 ธันวาคม 2025. https://101pub.org/antenatal-care-coverage/.
5 ตัวอย่างงานวิจัย เช่น James Heckman, “The Case for Investing in Disadvantaged Young Children,” CESifo DICE Report 6, June 1, 2008, 3–8.
6 คำนวนโดย 101 PUB
7 วรดร เลิศรัตน์. 2023. “บำนาญเป็นสิทธิพื้นฐานของทุกคน: เหตุผลเชิงคุณค่าของบำนาญ กับการปรับเกณฑ์จ่ายเบี้ยผู้สูงอายุ”. 31 สิงหาคม 2023. https://101pub.org/moral-grounds-for-right-to-pension/.
8 BBC Thai. 2026. “เลือกตั้ง 2569: เพื่อไทยประกาศ ‘สงครามกับความยากจน’ หวังส่ง ยศชนัน เข้าทำเนียบฯ”. BBC News ไทย, มกราคม 8. https://www.bbc.com/thai/articles/cx2gm2epgjno.
9 สำนักงานสถิติแห่งชาติ (2023) คำนวนโดย 101 PUB
10 Sherraden, M., & Clancy, M. M. SEED for Oklahoma Kids: Demonstrating Child Development Accounts for all. 2008.
11 Voice TV. ‘ธีราภา’ เปิดนโยบายเรื่องเด็ก เยาวชน และการศึกษา พรรคเพื่อไทย ชู ‘บัญชีตั้งตัวแก่เด็กแรกเกิด’ เพื่อเด็กไทย โตมามีเงินตั้งตัว. 2568.
12 พรรคประชาธิปัตย์. โอบอุ้มคุณแม่ ดูแลลูกน้อย – Democrat Party. 2569.
13, 14 สมมติอัตราดอกเบี้ยที่ 1% ต่อปี
15 Heckman, J.J. et al. The Life Cycle Benefits of an Influential Childhood Program. HCEO Working Paper series. 2016.
16 ฉัตร คำแสง. ตรวจความ (ไม่) พร้อมในการเลี้ยงดูเด็กเล็กของครัวเรือนไทย ผ่านข้อมูลสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม – คิด for คิดส์. 2025.
17 Punch, S. Youth Transitions and Interdependent Adult–Child Relations in Rural Bolivia. Journal of Rural Studies. 2002.
18 McKay, S. Tian, L & Lymer, A. Whatever happened to the Child Trust Fund? The Abandonment of universal savings for UK children. Social Policy Administration. 2024.
19 Clancy, M.M. et al. Child Development Accounts, parental savings, and parental educational expectations: A path model. Children and Youth Services Review. 2017.
20 สรวิศ มา. การหา ‘งานที่ดี’ อาจเป็นเพียงความฝันของเยาวชนไทยส่วนใหญ่ – คิด for คิดส์. 2024.
21 กระทรวงสาธารณสุข (2025)
22 สำนักงานสถิติแห่งชาติ. (2568). รายงานผลการสำรวจสถานการณ์ผู้สูงอายุในประเทศไทย พ.ศ. 2567 [รายงานการสำรวจ]. สำนักงานสถิติแห่งชาติ.
https://www.nso.go.th/nsoweb/storage/survey_detail/2025/20250103144326_47137.pdf
23 ประชาไท. (18 ธ.ค. 2566). ฝ่าระเบียบและปัญหาสารพันในการเข้าถึงสิทธิของคนพิการ (ตอนจบ)https://prachatai.com/journal/2023/12/107285
24 ศูนย์วิจัยกสิกรไทย. (16 ตุลาคม 2566). รู้จัก…Reverse Mortgage สินเชื่อที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงอายุของไทยhttps://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/Reverse-Mortgage-FBC275-2023-10-12.aspx
25 พรรคเพื่อไทย, “ยกเครื่อง 30 บาทด้วย AI,” พรรคเพื่อไทย, (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026). https://election.ptp.or.th/policy/117
26 ประชาธิปัตย์, “สนับสนุนและยกระดับ Health Link (แพลตฟอร์มแลกเปลี่ยนข้อมูลสุขภาพแห่งชาติ),” ประชาธิปัตย์ (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026). https://www.democrat.or.th/%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%94%e0%b8%b1%e0%b8%9a_health_link/
27 พรรคประชาชน, “สร้างฐานข้อมูลสุขภาพคนไทยทั้งประเทศ,” พรรคประชาชน, (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026). https://election69.peoplesparty.or.th/policy/4/C-1-1-06/
28 สรัช สินธุประมา, “30 บาทรักษา (ไม่) ทุกที่ และยังเสี่ยงมีผลข้างเคียง,” 101 Public Policy Think Tank, 13 ธันวาคม 2024, https://101pub.org/universal-healthcare-not-so-anywhere/ (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026).
29 พรรคประชาชน, “การจัดบริการสุขภาพแบบเน้นคุณค่า (value- based care),” พรรคประชาชน, (เข้าถึงเมื่อ 22 มกราคม 2026). https://election69.peoplesparty.or.th/policy/4/C-1-1-03/
30 Climate Risk Country Profile: Thailand”, World Bank Group and Asian Development Bank, 2021, 16.
31, 32 เสาวรัจ รัตนคำฟู และ ณัฐสิฏ รักษ์เกียรติวงศ์, รับมือภัยพิบัติ… จัดการวิกฤติภัยธรรมชาติ: จุดอ่อน และข้อเสนอจากการสำรวจแนวทางในต่างประเทศและแนวปฏิบัติที่ดีในประเทศไทย, 3 พฤศจิกายน 2024
33 รับมือกับโลกรวน มีแผนสู้โลกยุคภัยพิบัติ, พรรคประชาชน
34 พิชชานันท์ ศรีสวัสดิ์, น้ำท่วมทุ่ง เงินเยียวยาโหรงเหรง, 101 PUB, 23 December 2025
35 รายการเงินช่วยเหลือที่อยู่ภายใต้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เช่น เงินช่วยเหลือกรณีบาดเจ็บหรือเสียชีวิต กรณีสูญเสียปัจจัยพื้นฐาน ที่อยู่อาศัยเสียหาย ทรัพย์สินเสียหาย สูญเสียรายได้ พื้นที่ทำกินเสียหาย เป็นต้น
36 ความยากในการขอเบิกเงินทดรองราชการก็เช่น ต้องประกาศพื้นที่เป็นพื้นที่ภัยพิบัติก่อน จึงจะสามารถเยียวยาด้วยเงินทดรองราชการได้

วิจัย/เขียน

สรัช สินธุประมา

วิจัย/เขียน

ฉัตร คำแสง

วิจัย/เขียน

วศินี สุขเสมอ

วิจัย/เขียน

วริษา สุขกำเนิด

วิจัย/เขียน

อินทิรา หม่องคำ

บทความที่เกี่ยวข้อง

ชวนทุกคนร่วมตอบแบบสำรวจ ‘นโยบายแบบใดที่ ‘ใช่’ สำหรับคุณ?’

101 PUB ชวนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งตอบร่วมสะท้อนมุมมองและทัศนคติต่อนโยบายที่ตอบโจทย์มากที่สุด เพื่อต่อยอดการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะไปสู่การนำไปใช้จริง พร้อมลุ้นรับเงินรางวัลรวม 20,000 บาท!

8 January 2026

The Resources: กระจายเงิน กระจายอำนาจ ให้ท้องถิ่นขนาดเล็กมีโอกาสเจริญ

ชวนสำรวจว่า ทำไมรัฐท้องถิ่นของไทยหลายแห่งจึงยังไม่สามารถทำหน้าที่เหล่านี้ได้ และเราพอจะมีทางไหนบ้างที่จะทำให้รัฐท้องถิ่นสามารถตอบโจทย์ให้กับประชาชนทั่วประเทศไทยได้

กระจายอำนาจ

กระจายเงิน กระจายอำนาจ: ให้ท้องถิ่นขนาดเล็กมีโอกาสเจริญ

น้ำไม่ไหล ไฟไม่สว่าง ทางไม่สะดวก ยังเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศไทย เนื่องจากท้องถิ่นหลายแห่งมีเงินไม่พอ แล้วเราจะทำอย่างไรให้ท้องถิ่นทั่วประเทศสามารถสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้คนในพื้นที่ได้

101 Public Policy Think Tank
ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะไทยในบริบทโลกใหม่ สร้างสรรค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มพลังให้ประชาชนสามารถตัดสินใจอย่างดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในเรื่องสำคัญที่มีความหมายต่อชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และสังคม

Copyright © 2026 101pub.org | All rights reserved.