แทบไม่มีการเลือกตั้งครั้งไหนที่ความมั่นคงพื้นที่แนวชายแดนจะกลายเป็นประเด็นเท่ากับในสนามการเลือกตั้งปี 2026 อีกแล้ว โดยเฉพาะกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา หลังข้อพิพาทเขตแดนที่ลุกลามกลายเป็นการใช้กำลังทางทหารสู้รบกัน 2 ระลอกในเดือนกรกฎาคมและธันวาคมปี 2025
คำถามคือ เหตุใดการใช้กำลังทางทหารปะทะกันจึง ‘วนลูป’ อะไรคือต้นตอที่ส่งผลให้วงจรความรุนแรงบริเวณแนวชายแดนไทย-กัมพูชาดำเนินไปอย่างไม่จบสิ้น และแนวทางใดที่จะทำให้ความขัดแย้งคลี่คลายอย่างยั่งยืนและพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ‘มั่นคง’ อย่างแท้จริง
101 PUB ชวนมองทะลุกระแสชาตินิยมและทหารนิยมที่หวนกลบมาอีกครั้งว่า อะไรคือ ‘รากของปัญหา’ ที่แท้จริงของปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และการ ‘ทำให้จบๆ’ แบบไหนที่จบจริงและไม่เจ็บ
ชายแดนไม่ได้เสี่ยงแค่การปะทะทางทหาร ต้องรักษาความมั่นคงรอบด้าน
ชายแดนถือเป็นพื้นที่ที่มีความสลับซับซ้อน ละเอียดอ่อน และเปราะบาง รอยต่อกับประเทศเพื่อนบ้านเป็นช่องทางที่เปิดให้ ‘ความเสี่ยง’ ทางความมั่นคงข้ามพรมแดนสามารถหลุดรอดเข้ามาสู่ประเทศ หรือในบางแนวชายแดน ‘ความเสี่ยง’ ทางความมั่นคงก็ยึดโยงอยู่กับการขีดเส้นพรมแดนนั้นเอง ซึ่งอาจสุ่มเสี่ยงลุกลามกลายเป็นการใช้กำลังปะทะทางการทหาร
เมื่อมีที่ตั้งติดกับประเทศเพื่อนบ้านที่ต่างกัน แต่ละแนวชายแดนของประเทศไทยจึงเผชิญปัญหาความมั่นคงเฉพาะที่ต่างกันออกไปตามบริบทของพื้นที่ หรืออาจเป็นปัญหาความมั่นคงประเภทเดียวกัน แต่ระดับความรุนแรงของปัญหาต่างกันออกไป
หากเป็นบริเวณชายแดนไทย-เมียนมา สงครามกลางเมืองอันเป็นผลจากการรัฐประหารเมื่อปี 2021 ไม่เพียงส่งผลให้ไทย ซึ่งอยู่บนเส้นทางหลักเดิมในการลักลอบขนส่งยาเสพติดไปสู่ภูมิภาค เผชิญกับการไหลทะลักเข้ามาของยาเสพติดจากการผลิตและลักลอบค้ายาเสพติดบริเวณสามเหลี่ยมทองคำที่ขยายตัวอย่างมาก[1] แล้วยังส่งผลให้ไทยเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางหลักของการอพยพลี้ภัยสงครามและของประชาชนชาวเมียนมาจำนวนหลายแสนคน[2]
ขณะเดียวกัน ภาวะที่ศูนย์กลางอำนาจรัฐอ่อนแอก็ส่งผลให้อุตสาหกรรมสีเทาอย่างการหลอกลวงออนไลน์หรือ ‘สแกมเมอร์’ (online scammer) เติบโตและใช้พื้นที่ชายแดนไทย-เมียนมาเป็นฐานที่มั่น พึ่งพากระแสไฟฟ้า เชื้อเพลิง สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตจากฝั่งไทยเพื่อปฏิบัติการ รวมทั้งยกระดับเป็นขบวนการค้ามนุษย์ที่หลอกแรงงานเข้าไปเป็นฟันเฟืองในการก่ออาชญากรรมหลอกลวงเหยื่อข้ามพรมแดนผ่านช่องทางออนไลน์ให้โอนเงิน

ส่วนกรณีชายแดนไทย-กัมพูชาก็เผชิญปัญหาความมั่นคงบางประเด็นที่ใกล้เคียงกับชายแดนไทย-เมียนมา ทั้งการเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางลำเลียงยาเสพติด ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมขึ้นเรื่อยๆ หลังทางการไทยหันไปมุ่งสกัดช่องทางลักลอบขนส่งดั้งเดิมบริเวณชายแดนภาคเหนือ[3] การเป็นฐานที่ตั้งของอาชญากรข้ามชาติอย่างอาณาจักรคอลเซ็นเตอร์หรือพนันออนไลน์ร่วม 63 แห่ง[4] ซึ่งการดำรงอยู่ของอุตสาหกรรมสีเทาแยกไม่ออกจากผลประโยชน์ของชนชั้นนำทางการเมือง ตลอดจนการเป็นช่องทางที่แรงงานบางส่วนใช้ลักลอบผ่านแดนเพื่อเข้ามาหางานในไทย ซึ่งมีระดับการพัฒนาทางเศรษฐกิจและอัตราค่าจ้างที่สูงกว่า
แต่ชายแดนไทย-กัมพูชาก็มีปัญหา ‘บนพรมแดน’ ที่เฉพาะตัวแตกต่างจากปัญหา ‘ข้ามพรมแดน’ ที่กล่าวถึงข้างต้น ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นพื้นที่ที่ผ่านความขัดแย้งและการสู้รบหลายครานับตั้งแต่เข้าสู่ยุคสงครามเย็น โดยเฉพาะสงครามปฏิวัติของเขมรแดงและสงครามกลางเมืองระหว่างเขมร 4 ฝ่ายในช่วงทศวรรษที่ 1970-1990
สาเหตุสำคัญที่ทำให้ปัญหายืดเยื้อยาวนานและยังมองไม่เห็นจุดจบ คือ การสำรวจและ ‘ปักปันหลักเขตแดน’ (Demarcation) ที่สูญหาย เสื่อมสลาย ถูกโยกย้ายระหว่างสงครามยังไม่แล้วเสร็จ[5] หรือบางพื้นที่ก็ยังไม่ได้สำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามที่ได้ ‘กำหนดเส้นเขตแดน’ (Delimitation) ไว้ หลักเขตแดนที่ยังคลุมเครือในบางพื้นที่[6] จากการกระบวนการสำรวจและปักปันเขตแดนที่ยังไม่ลุล่วง จึงเอื้อให้เกิดความวิตกกังวลในการละเมิดบูรณภาพแห่งดินแดน เสี่ยงกลายเป็นพื้นที่พิพาทขัดแย้งและอาจมีโอกาสยกระดับไปสู่ความรุนแรงได้
นอกจากนี้ ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลตกค้างจากสงครามในอดีตที่ยังเก็บกู้ไม่หมดในเขตแดนไทย ซึ่งคาดว่าเหลือพื้นที่ที่กับระเบิดยังไม่ได้รับการเก็บกู้อยู่ราว 17 ตารางกิโลเมตร รวม 72 พื้นที่ใน 6 จังหวัดชายแดนที่มี (ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2024)[7] จากพื้นที่ทั้งหมดที่เคยมีทุ่นระเบิดฝังอยู่ราว 1,195 ตารางกิโลเมตร[8] ถือเป็นอีกตัวแปรที่ไม่เพียงส่งผลให้การสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนล่าช้าออกไป แต่ยังเอื้อให้ความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนเกิดขึ้นได้เช่นกัน
แม้พื้นที่ชายแดนจะเป็นหน้าด่านของความเสี่ยงทางความมั่นคงข้ามพรมแดนและมีพื้นที่ที่อาจเสี่ยงเกิดการปะทะทางการทหารในกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา แต่ในอีกแง่หนึ่ง ชายแดนก็เป็นพื้นที่ที่เปิดให้โอกาสทางเศรษฐกิจไหลผ่านเข้ามา โดยมีสถานะเป็น ‘ประตูการค้า’ เป็นช่องทางนำเข้าส่งออกสินค้ากับประเทศเพื่อนบ้านที่สร้างมูลค่าการค้าหลายแสนล้านบาทต่อปี[9] เป็นจุดเชื่อมต่อการขนส่งข้ามแดนต่อไปยังประเทศที่สาม และเป็นช่องทางที่ประชาชนสองฝั่งสัญจรข้ามแดนไปมาเพื่อจับจ่ายใช้สอยสินค้าบริการต่างๆ เป็นรายได้หล่อเลี้ยงธุรกิจรายย่อยในพื้นที่และขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก
ขณะเดียวกัน หากเก็บกู้ทุ่นระเบิดและมีหลักเขตแดนที่ชัดเจน ก็มีโอกาสที่พื้นที่เศรษฐกิจชายแดนอย่างสามเหลี่ยมมรกตบริเวณชายแดนไทย-ลาว-กัมพูชา ซึ่งมีศักยภาพสูงจะพัฒนาและเติบโตได้อย่างแท้จริง[10]
ชายแดนจึงหมายถึงวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัย ใช้ชีวิต และทำมาหากินอยู่ในพื้นที่
ดังนั้น ในการจัดการความมั่นคงพื้นที่ชายแดน มาตรการที่ใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความมั่นคงต่างๆ เพื่อให้พื้นที่ชายแดนปลอดภัยและมีเสถียรภาพต้องไม่กลับไปทำลายสภาพแวดล้อมที่เอื้อให้เศรษฐกิจการค้าพัฒนาต่อไปได้ เอื้อให้ชีวิตของผู้คนในพื้นที่ชายแดนปลอดภัยและเดินหน้าต่อไปได้อย่างปกติสุข ทั้งยังต้องคำนึงถึงการรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน
ใช้การทหารนำการจัดการข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ต้นตอของปัญหาไม่หายไป การค้าหดตัว เศรษฐกิจเสียหาย คนอยู่ไม่ได้
อย่างไรก็ตาม สมดุลดังกล่าวกลับสูญเสียไป เมื่อสถานการณ์พิพาทชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาทวีความตึงเครียดอีกครั้งในปี 2025 หลังห่างหายไปกว่าทศวรรษและยกระดับไปสู่การใช้กำลังทางทหารสู้รบกันถึงสองระลอกภายในช่วงเวลาครึ่งปี

วงจรการยกระดับความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้?
วิกฤตความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชาในรอบปี 2025 เริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม จากการปะทะกันของทหารทั้งสองฝ่ายในพื้นที่เล็กๆ ที่ช่องบก บริเวณสามเหลี่ยมมรกต จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนอย่างชัดเจน
แต่ความตึงเครียดบริเวณแนวชายแดนกลับถูกขยายวงจากการใช้มาตรการระหว่างประเทศตอบโต้ ขณะที่รัฐบาลกัมพูชายื่นกรณีพิพาทเขตแดน 4 แห่ง ได้แก่ ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด ปราสาทตาควาย และพื้นที่สามเหลี่ยมมรกต ให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (International Court of Justice: ICJ) พิจารณา สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็มีมติให้อำนาจกองทัพบกควบคุมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนและนำไปสู่การตัดสินใจใช้มาตรการจำกัดการเปิดจุดแผ่นแดนหลักหลายจุดเมื่อวันที่ 7 มิถุนายน 2025 ก่อนจะตัดสินใจยกระดับการปิดด่านชายแดนทุกจุดทั้งหมด 18 จุดตลอดแนวชายแดน รวมด่านถาวร จุดผ่อนปรนการค้า และจุดผ่อนปรนการท่องเที่ยวเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2025
ความตึงเครียดเขม็งเกลียวอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2025 เป็นต้นมา เกิดจากเหตุการณ์ที่ทหารไทยได้รับบาดเจ็บจากการเหยียบทุ่นระเบิดบริเวณชายแดนระหว่างลาดตระเวนสองระลอกในเวลาใกล้เคียงกัน จนกระทั่งวันที่ 24 กรกฎาคม ความขัดแย้งยกระดับและลุกลามกลายเป็นการใช้กำลังทางทหารสู้รบตามพื้นที่พิพาทอย่างปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาควาย และช่องจอม จังหวัดสุรินทร์, ห้วยตามาเรียและภูมะเขือบริเวณเขาพระวิหาร จังหวัดศรีสะเกษ, ช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี[11] และใช้อาวุธหนักโจมตีรวมเป็นเวลา 5 วัน
ความตึงเครียดเริ่มก่อตัวอีกครั้งในเดือนพฤศจิกายน 2025 จากเหตุการณ์ที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนได้รับบาดเจ็บที่บริเวณห้วยตามาเรีย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ ก่อนที่จะเกิดการปะทะอีกระลอกในวันที่ 7 ธันวาคม 2025 ที่ภูผาเหล็ก–พลาญหินแปดก้อน จังหวัดศรีสะเกษ และยกระดับไปเป็นการสู้รบและใช้อาวุธหนักอย่างต่อเนื่องตามแนวชายแดนอีสานใต้และภาคตะวันออกจนถึงวันที่ 27 ธันวาคม 2025[12] โดยในระลอกนี้ รัฐบาลไทยภายใต้การนำของพรรคภูมิใจไทยมีท่าทีแข็งกร้าวและแสดงออกถึง ‘ความพร้อม’ ในการใช้กำลังทางทหารเพื่อจัดการความสัมพันธ์กับกัมพูชามากกว่าการเจรจาหาทางหยุดยิง[13]
การสู้รบทั้งสองระลอกล้วนต่างจบลงด้วยการบรรลุข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทย-กัมพูชา การตกลงหยุดยิงหลังการสู้รบระลอกแรกที่มาเลเซียในฐานะประธานอาเซียนพยายามผลักดันให้ลุล่วงและสหรัฐฯ กดดันให้ไทยและกัมพูชายอมหันมาเจรจากัน[14] เป็นการเปิดทางไปสู่การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (General Border Committee: GBC) สมัยวิสามัญเมื่อเดือนสิงหาคม 2025 นำมาซึ่งข้อตกลงหยุดยิง 13 ข้อ[15] ส่วนการสู้รบระลอกสองในเดือนธันวาคม 2025 ที่กินเวลาร่วม 20 วันก็จบลงด้วยการตกลงหยุดยิงระหว่างสองฝ่ายภายใต้กลไกการประชุม GBC สมัยวิสามัญครั้งที่ 3 พร้อมถ้อยแถลงร่วม 16 ข้อ[16]
แน่นอนว่าการบรรลุการเจรจาข้อตกลงหยุดยิงทำให้การสู้รบยุติลง แต่คำถามสำคัญคือ อะไรคือสาเหตุที่ทำให้ความตึงเครียดตามแนวชายแดนยกระดับไปเป็นการใช้กำลังทางทหารปะทะกันแบบ ‘วนลูป’ และอาจมีแนวโน้มที่จะ ‘มูฟออนเป็นวงกลม’ แม้ขณะนี้จะยังคงรักษาสถานะหยุดยิงอันเปราะบางไว้ได้?
การวิเคราะห์ส่วนหนึ่งเสนอว่า ‘การเมืองภายใน’ ของทั้งสองประเทศเป็นปัจจัยเร่งที่ส่งผลให้เกิดการใช้กำลังทางทหารปะทะตามแนวชายแดน อย่างปัญหาหลักพลเรือนควบคุมทหารที่อ่อนแอของรัฐไทยที่ส่งผลให้ทหารครอบงำการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายความมั่นคงแทนฝ่ายพลเรือน และการใช้ประโยชน์จากสงครามเป็นเครื่องมือปลุกกระแสชาตินิยมภายในประเทศ เพื่อเรียกความนิยมให้แก่ชนชั้นปกครองกัมพูชา[17]
อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาความขัดแย้งไทย-กัมพูชาว่าอะไรคือรากหรือต้นตอของปัญหา ต้องไม่ลืมว่า ‘เงื่อนไข’ สำคัญที่เอื้อให้ความตึงเครียดบริเวณพื้นที่ชายแดนเกิดขึ้นได้และสุ่มเสี่ยงที่จะนำไปสู่การเผชิญหน้าทางการทหารคือ การสำรวจและจัดทำเขตแดนที่ยังไม่เสร็จลุล่วงดี โดยกระบวนการชะงักงันและล่าช้ามาเป็นเวลาหลายปี รวมถึงการจัดเก็บทุ่นระเบิดตกค้างตามแนวชายแดนสองฝั่งซึ่งเป็นอุปสรรคต่อกระบวนการปักปันเขตแดน
ทั้งนี้ การสำรวจและปักปันหลักเขตแดนไม่เสร็จไม่ได้หมายความว่าไทยและกัมพูชายังไม่ได้แบ่งเขตอธิปไตยกัน การกำหนดเส้นเขตแดนเพื่อลากเส้นแบ่งอธิปไตยระหว่างไทยและกัมพูชา ‘ในทางกฎหมาย’ นั้นลุล่วงไปแล้วผ่านอนุสัญญาปี 1904 และสนธิสัญญาปี 1907 ระหว่างไทย-ฝรั่งเศส แต่ความแน่นอนของเขตแดนไทย-กัมพูชาบน ‘พื้นที่กายภาพจริง’ จะยังไม่เกิดขึ้น หากยังสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนที่เหลืออยู่ไม่เสร็จทั้งหมด และหากกระบวนการร่วมกันสำรวจและปักปันเขตแดนกับการจัดเก็บทุ่นระเบิดไม่ถูกกลับมาเร่งเครื่อง โดยส่งเรื่องต่อไปยังคณะกรรมการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC)[18] [19] หลักเขตแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่กายภาพที่ยังไม่ชัดเจนก็ไม่ต่างจากระเบิดเวลาที่พร้อมจะปะทุ กลายเป็นข้อพิพาทและการปะทะซ้ำแล้วซ้ำเล่า
การจัดการปัญหาความมั่นคงชายแดนจากข้อพิพาทเขตแดน ‘ให้จบๆ’ ด้วยการใช้การทหารนำจึงไม่เพียงไม่แก้ปัญหาจนถึงราก แต่ยังเป็นการหล่อเลี้ยงความตึงเครียดและความไม่ไว้วางใจที่บริเวณชายแดนไว้ และข้อตกลงหยุดยิงจึงเป็นเพียงการเปิดทางและเริ่มตั้งหลักให้สันติภาพเป็นไปได้เท่านั้น
ปะทะไม่นาน แต่สูญเสียมหาศาล การค้าหดตัว คนอยู่ไม่ได้
การปะทะตามแนวชายแดนแต่ละระลอกอาจกินเวลาไม่นานนัก แต่กลับเกิดผลกระทบมหาศาลต่อเศรษฐกิจและชีวิตของผู้คนชายแดน
ในทางเศรษฐกิจ เมื่อกองทัพออกคำสั่งปิดจุดผ่านแดนทุกจุดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสร้างแรงกดดันทางเศรษฐกิจให้กัมพูชายอมถอนกำลัง หรือในบางครั้งก็อ้างว่าเพื่อปราบสแกมเมอร์ แน่นอนว่า ‘การค้าชายแดน’ คือช่องทางที่ได้รับผลกระทบทันทีและโดยตรงมากที่สุด การค้าชายแดนไทย-กัมพูชาที่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 48% ของมูลค่าการค้าระหว่างไทยและกัมพูชาทั้งหมด[20] ตกลงราว 97% ทันทีในเดือนแรกที่ปิดจุดผ่านแดน[21]
หากการค้าชายแดนยังไม่กลับสู่สภาวะปกติ ไทยอาจสูญเสียมูลค่าการค้าชายแดนกับกัมพูชาราว 1.61 หมื่นล้านบาทต่อเดือน[22]
อย่างไรก็ตาม ความเสียหายทางเศรษฐกิจไม่ได้เกิดจากการปิดจุดผ่านแดนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น การสู้รบและบรรยากาศความตึงเครียดจากความขัดแย้ง ยังส่งผลให้ผลิตภาพ ลดลงจากการที่แรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาส่วนหนึ่งกลับประเทศ รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง และส่งผลให้รายจ่ายของรัฐเพิ่มขึ้นจากการรักษาความมั่นคงและการใช้มาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ หากพิจารณาผลกระทบเหล่านี้รวมกับผลกระทบจากการปิดด่านชายแดน มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไทยสูญเสียไปจากความขัดแย้งอาจสูงถึง 1.63 หมื่นล้านบาทต่อเดือน[23]
และหากนับรวมผลกระทบทางอ้อมที่เกิดต่อเศรษฐกิจจากห่วงโซ่อุปทานที่ขาดตอน ธุรกิจในพื้นที่ที่หดตัว และการบริโภคจับจ่ายใช้สอยของครัวเรือนที่ลดลง มูลค่าทางเศรษฐกิจที่ไทยสูญเสียจากความขัดแย้งจะสูงถึง 2.4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน[24]
การสู้รบและความขัดแย้งที่ไม่คลี่คลายย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตของคนชายแดน แน่นอนว่าคนชายแดนในพื้นที่ย่อมเสี่ยงบาดเจ็บ สูญเสียทรัพย์สิน เครื่องมือทำมาหากิน หรืออาจกระทั่งเสียชีวิตเมื่อเกิดการสู้รบ แต่การยอมต้องอพยพพลัดถิ่นเพื่อรักษาชีวิตให้อยู่รอดก็มีราคาที่ต้องจ่าย เมื่อย้ายไปหลบภัยที่ศูนย์อพยพ นั่นหมายความว่าคนชายแดนจะไม่สามารถทำงานเพื่อหารายได้ได้ ไม่ว่าจะเป็นการค้าขาย รับจ้าง หรือเก็บเกี่ยวผลผลิตทางการเกษตรก็ตาม ทำให้ไม่สามารถจ่ายหนี้สินได้ กลายเป็นความเครียดและวิตกกังวลที่ซ้ำเติมความหวาดกลัวภัยจากการสู้รบ
นอกจากนี้ แม้การสู้รบจะยุติลง แต่หากความตึงเครียดและความขัดแย้งยังไม่คลี่คลาย สถานการณ์ที่ไม่แน่นอนว่าความรุนแรงจะปะทุขึ้นอีกหรือไม่ก็ส่งผลให้คนชายแดนที่ประกอบอาชีพเกษตรกรไม่กล้าลงทุนทำเกษตร[25]
พรรคการเมืองเน้น ‘ขาย’ นโยบายสายแข็ง แทบไม่คิดถึงการอยู่ร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านระยะยาว
เมื่อการเลือกตั้งเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกันที่ประเด็นความมั่นคงพื้นที่ชายแดนกลายเป็นวาระแห่งชาติ พรรคการเมืองย่อมพยายามเสนอนโยบายออกมาตอบประชาชนว่า จะรักษาอธิปไตย ความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินประชาชนอย่างไร และจะบริหารจัดการความขัดแย้งกับกัมพูชาอย่างไรได้บ้าง
แต่นโยบายที่พรรคการเมืองเข็นออกมาขายกลับให้ความสำคัญไปที่มาตรการ ‘ป้องกันแนวชายแดน’ ซึ่งนำไปสู่คำถามว่า เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพตามเป้าหมายที่ต้องการบรรลุหรือไม่ และมองข้ามการแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างยั่งยืนที่ต้นตอหรือเปล่า

พรรคภูมิใจไทย + พรรครวมไทยสร้างชาติ: รั้ว–กำแพงรับจบไม่ได้ ไม่แก้ปัญหาเขตแดน
พรรคภูมิใจไทยและพรรครวมไทยสร้างชาติคือสองพรรคที่เสนอนโยบาย ‘สายแข็ง’ อย่างการสร้าง ‘รั้วหรือกำแพงกั้นชายแดน’ โดยพรรครวมไทยสร้างชาติเสนอว่าการสร้างรั้วกั้นชายแดนจะสามารถรักษาชายแดนไทยให้พ้นจากการสู้รบและรุกล้ำอธิปไตย[26] ส่วนพรรคภูมิใจไทย[27] วาดฝันไปไกลว่านั้นว่า การสร้างกำแพงจะไม่เพียงกัน ‘อริราชศัตรู’ ไม่ให้ย่างกรายเข้ามาในเขตแดนอธิปไตยของไทยได้ แต่จะปกป้องคนไทยจากภัยคุกคามรูปแบบอื่นๆ เช่น เครือข่ายสแกมเมอร์ แรงงานลักลอบเข้าเมืองผิดกฎหมาย ยาเสพติด และสินค้าลักลอบได้ ราวกับว่าการสร้างสิ่งกีดขวางทางกายภาพสามารถ ‘รับจบ’ ได้ทุกภัยคุกคาม
ทว่า การสร้างรั้วและกำแพงไม่ใช่มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันภัยคุกคามได้ทุกประเภท
ในทางการทหาร สิ่งกีดขวางเชิงกายภาพอาจชะลอการเคลื่อนกำลังพลภาคพื้นดินออกไปได้ก็จริง หรือในกรณีที่ดีที่สุดคืออาจป้องปรามไม่ให้ฝ่ายตรงข้ามเปิดฉากบุกโจมตี[28] แต่ก็อาจไม่สามารถป้องกันการโจมตีบางประเภทได้ เช่น การใช้โดรน FPV (First-person view) มาดัดแปลงติดระเบิดเป็นโดรนพลีชีพร่อนข้ามแดนมาโจมตี หรือการยิงจรวดโดยใช้เครื่องยิงจรวดหลายลำกล้อง
นอกจากนี้ รั้วหรือกำแพงชายแดนต้องอาศัยกำลังทหารในการลาดตระเวนด้วย การส่งกำลังพลไปประจำตลอด 798 กิโลเมตรของกำแพงชายแดนไทย-กัมพูชาอาจเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติ ยังไม่นับว่าหากจะสร้างกำแพงจริง ก็ต้องปักปันหลักเขตแดนให้ครบถ้วนก่อน จึงจะสามารถสร้างกำแพงได้
ในทางกลับกัน การสร้างกำแพงอาจต้องแลกมาด้วยผลกระทบเชิงลบต่อการค้าผ่านแดนแบบถูกกฎหมาย เนื่องจากการตรวจตราและรักษาความปลอดภัยชายแดนอย่างเข้มข้นที่มักเป็นมาตรการควบคู่ไปกับการสร้างกำแพง ส่งผลให้การเคลื่อนย้ายของสินค้าถูกกฎหมายลดลง และเพียงเปลี่ยนเส้นทางผ่านของสินค้าผิดกฎหมายไปยังจุดผ่านแดนอื่นๆ ที่ไม่มีกำแพงเท่านั้น[29]
ยิ่งพิจารณาถึงภัยสแกมเมอร์ ที่แม้จะมีฐานที่มั่นบริเวณชายแดน แต่ก็เป็นอาชญากรรมออนไลน์ที่ปฏิบัติการแบบ ‘ไร้พรมแดน’ ที่เครื่องกีดขวางไม่อาจป้องกันการหลอกลวงประชาชนได้ ซึ่งต้องอาศัยมาตรการประเภทอื่นหลายมาตรการประกอบกันเพื่อให้สามารถปราบสแกมเมอร์ได้อย่างเท่าทัน เช่น การใช้ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อชะลอธุรกรรมการเงินเพื่อตรวจสอบก่อนไปถึงมือมิจฉาชีพ การปรับกลไกปราบปรามการฟอกเงินให้มีประสิทธิภาพเพื่อลดการเติบโตของทุนเทา หรือการสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อปราบขบวนการสแกมเมอร์
ส่วนการแก้ปัญหาเขตแดน พรรครวมไทยสร้างชาติกลับเสนอนโยบายยกเลิก MOU43 (และ MOU44) ที่ไม่เพียงแค่ไม่ตอบโจทย์การลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะทางทหารจากข้อพิพาทเขตแดนเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำลายแนวทางหรือเครื่องมืออย่างที่มีอยู่แล้วและเป็นประโยชน์อย่าง JBC ในการจัดทำหลักเขตแดนร่วมกันระหว่างไทยและกัมพูชา ขณะเดียวกัน พรรคภูมิใจไทยที่เคยผลักดันและบรรจุการจัดทำประชามติยกเลิก MOU43 (และ MOU44) ให้เป็นนโยบายของรัฐบาลสมัยก่อนหน้า[30] กลับมีท่าทีที่คลุมเครือในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง โดยเสนอว่าอาจจัดทำ MOU69 หรือบันทึกความเข้าใจว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนฉบับใหม่แทนที่ MOU43 ซึ่งไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนว่าจะสามารถคลี่คลายปัญหาเขตแดนได้อย่างไร หรือมีประสิทธิภาพกว่า MOU43 อย่างไร
พรรคประชาชน: เน้นดัน ‘การปราบสแกมเมอร์’ เป็นต้นตอของปัญหามากกว่าปัญหามากกว่า ‘ต้นตอที่แท้จริง’
พรรคประชาชนนับว่าเสนอนโยบายจัดการปัญหาความมั่นคงไทย-กัมพูชาอย่างเป็นระบบมากกว่าพรรคอื่น ในการป้องกันชายแดน พรรคเสนอให้ใช้เทคโนโลยีอย่าง Smart Tower ตรวจจับโดรนและการล้ำแดน[31] ณ ปัจจุบันอาจเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าเทคโนโลยีจะมีประสิทธิภาพมากน้อยแค่ไหนและจะสร้างผลข้างเคียงอย่างไรบ้างในทางปฏิบัติ แต่ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนก็เสนอให้ปฏิรูปแนวทางการบริหารชายแดน เป็นแบบระบบบัญชาการเดียว ที่รวมงานความมั่นคงและศุลกากรภายใต้โครงสร้างบัญชาการเดียวกัน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงและเศรษฐกิจชายแดน[32] นอกจากนี้ พรรคยังมีนโยบายที่จะใช้ JBC เป็นกลไกหลักในการแก้ปัญหาเขตแดนไทย-กัมพูชา[33]
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนกลับไม่ได้ให้น้ำหนักกับการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนผ่านการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนในฐานะรากของปัญหาที่แท้จริง มากเท่ากับการตีโจทย์ว่าต้นตอของปัญหาความขัดแย้งบริเวณแนวชายแดนเกิดจากอุตสาหกรรมสแกมเมอร์ที่เป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กัมพูชาจัดซื้ออาวุธได้ดังนั้น จึงต้องจัดการความขัดแย้งผ่านสารพัดมาตรการปราบสแกมเมอร์เพื่อตัดท่อน้ำเลี้ยงและลดแรงจูงใจในการใช้กำลังทางทหารบริเวณชายแดน[34]
แน่นอนว่าสแกมเมอร์เป็นภัยความมั่นคงที่ต้องได้รับการขจัด แต่การปัญหาการสู้รบตามแนวชายแดนควรถูกมองแยกส่วนออกจากปัญหาสแกมเมอร์ เพราะแม้จะปราบสแกมเมอร์ได้ แต่หากหลักเขตแดนบริเวณพื้นที่ชายแดนยังไม่ชัดเจนแน่นอน ความเสี่ยงที่จะเกิดความรุนแรงจากการใช้กำลังทางการทหารก็ไม่หายไปไหนโดยเฉพาะเมื่อกระแสชาตินิยมกลับมาจุดติดได้ง่ายราวกับไฟลามทุ่ง
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ คำถามยากที่ไม่มีพรรคใดตอบคือ หากความขัดแย้งคลี่คลายลงแล้ว แม้ความสัมพันธ์จะบาดหมางและเปราะบาง แต่ไทยจะฟื้นฟูหรือวางความสัมพันธ์ในการอยู่ร่วมกันกับกัมพูชาในระยะยาวอย่างไร เพราะต่างไม่มีประเทศใดย้ายพรมแดนหนีจากกันได้
‘ทำให้จบๆ’ ต้องแก้ที่ข้อพิพาท-มองความมั่นคงชายแดนแบบรอบด้าน

ท้ายที่สุดแล้ว ทางออกของปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชาที่ ‘ทำให้จบจริง’ นั้นย้อนกลับไปสู่วิธีการพื้นฐานที่สุดอย่างการสำรวจและปักปันหลักเขตแดนให้ลุล่วง เพื่อให้หลักเขตแดนมีความแน่นอน ลดความเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะในอนาคต และเพื่อให้สันติภาพบริเวณแนวชายแดนตั้งมั่นได้เสียที
ดังนั้น รัฐบาลไทยต้องจริงจังกับการเร่งสำรวจค้นหาและจัดทำหลักเขตแดน ทั้งที่เคยปักปันไว้แล้วแต่สูญหายหรือเสียหาย และที่ยังไม่เคยปักปันตามที่ได้กำหนดเส้นเขตแดน โดยสามารถใช้ประโยชน์จากกลไกที่มีอยู่แล้วอย่าง JBC ได้ทันที รวมทั้งเร่งดำเนินการจัดเก็บทุ่นระเบิดสังหารบุคคลที่หลงเหลืออยู่
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะทำให้วาระการจัดทำหลักเขตแดนกลับมาเดินหน้าต่อไปได้ ในระยะสั้น ทั้งสองฝ่ายต้องรักษาสถานะข้อตกลงหยุดยิงตามที่ได้ตกลงกันไว้ เพื่อเป็นหลักประกันว่าความตึงเครียดจะลดระดับลงจากการคงกำลังทหารและไม่เคลื่อนย้ายกำลังพล
หากเกิดเงื่อนไขที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการใช้กำลังได้ ต้องจำกัดการขอบเขตการใช้กำลัง และเน้นใช้กลไกระดับท้องถิ่นในการคลี่คลายความตึงเครียดเมื่อเกิดการปะทะ
นอกจากนี้ รัฐบาลไทยควรพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนตามระดับความเสี่ยงของพื้นที่ เพื่อให้สินค้าสามารถผ่านแดนได้ และไม่เป็นการเสียมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างไม่สมเหตุสมผล
ในระยะยาว รัฐไทยหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องปฏิรูปกองทัพเพื่อให้เกิดการควบคุมทหารโดยพลเรือน ซึ่งจะส่งผลให้การตัดสินใจเกี่ยวกับความมั่นคงเป็นไปอย่างรอบด้านและไม่มุ่งเน้นความมั่นคงทางทหารแบบแข็งกระด้างจนทำลายสมดุลในมิติอื่นๆ นอกจากนี้ ไทยควรการจัดการชายแดนแบบองค์รวมเพื่อรักษาสมดุลความมั่นคงและเศรษฐกิจ
[1] United Nations Office on Drugs and Crime, “Synthetic Drugs in East and Southeast Asia: Latest Developments and Challenges 2025,” May 2025, vii.
[2] United Nations High Commissioner for Refugees, Thailand – Myanmar Border | Refugee Population Overview (as of 31 December 2024), January 30, 2025, https://data.unhcr.org/en/documents/details/114102
[3] “Synthetic Drugs in East and Southeast Asia: Latest Developments and Challenges 2025,” May 2025, viii.
[4] อ้างอิงจำนวนศูนย์คอลเซ็นเตอร์เฉพาะที่มีที่ตั้งใกล้บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาจากการรวบรวมข้อมูลของ Cyber Scam Monitor
[5] เขตแดนไทย-กัมพูชามีหลักเขตแดนทั้งหมด 73 หลักเขต ค้นหาและระบุตำแหน่งเดิมได้แล้ว 45 หลักโดยคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (Joint Boundary Commission: JBC) ซึ่งเป็นกลไกภายใต้บันทึกความเข้าใจระหว่างไทยและกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดน ปี 2000 (พ.ศ. 2543) หรือ MOU43
[6] พื้นที่เขตแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่เคยมีการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนตามที่ได้กำหนดเส้นเขตแดนไว้คือ จากช่องสะงำ อำเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษถึงช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี คิดเป็นระยะทาง 195 กิโลเมตร
[7] Thailand Article 7 Report, 31 December 2024, https://www.apminebanconvention.org/fileadmin/_APMBC-DOCUMENTS/Art7Reports/2025-Thailand-Art7Report-for2024.pdf
[8] สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี, “อนุสัญญาออตตาวา ทุ่นระเบิดชายแดนไทย-กัมพูชา อาจทำให้ข้อตกลงหยุดยิงถูกทำลาย,” Thairath Plus, 20 สิงหาคม 2025, https://plus.thairath.co.th/topic/politics&society/105607
[9] กรมการค้าต่างประเทศ, “การค้าชายแดนและผ่านแดนทั้งปี 2567 ขยายตัว 6.1% มูลค่าการค้าทะลุ 1.8 ล้านล้านบาท เดินหน้าผลักดันต่อในปี 2568 ตามนโยบายรัฐบาล,” Facebook, 29 มกราคม 2025, https://www.facebook.com/dft2go/posts/pfbid0d7bPUoGArD8qiWBmKxatAAGVx2xUiQoBXWJc29fvryegosLSAiaskwYTC4YonY1ol
[10] ธนเชษฐ วิสัยจร, “จากสนามรบช่องบกสู่สนามการค้าสามเหลี่ยมมรกต: ความทรงจำ (ที่ไม่หายไป) ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ,” วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ ปีที่ 15 ฉบับเพิ่มเติม 1 (มกราคม-มิถุนายน 2567), 189-190.
[11] “ลำดับเหตุการณ์นำมาสู่การปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา,” Thai PBS, 24 กรกฎาคม 2025, https://www.thaipbs.or.th/news/content/354596
[12] “เรารู้อะไรบ้าง เกี่ยวกับเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุด,” BBC Thai, 8 ธันวาคม 2025, https://www.bbc.com/thai/articles/cdxw01y63vno
[13] จิราภรณ์ ศรีแจ่ม และ ปณิศา เอมโอชา, “การใช้กำลังทหาร “ปิดจบ” เหตุปะทะกัมพูชาโดยเร็วเป็นไปได้จริงแค่ไหน และจะนำไปสู่การปิดเกมได้จริงหรือ,” BBC Thai, 9 ธันวาคม 2025, https://www.bbc.com/thai/articles/c20gzld1yzgo.
[14] วิโรจน์ เลิศจิตต์ธรรม, “เปิดเบื้องหลังความพยายามทรัมป์ กดดัน ไทย-กัมพูชา หยุดยิง,” The Standard, 1 สิงหาคม 2025, https://thestandard.co/trump-thailand-cambodia-ceasefire-2/
[15] “เปิด 13 ข้อตกลง GBC “ไทย-กัมพูชา” หยุดยิง เห็นพ้องรักษาสันติภาพ,” Thai PBS, 7 สิงหาคม 2025, https://www.thaipbs.or.th/news/content/355154
[16] “เปิดถ้อยแถลงร่วมการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา พร้อมหยุดยิงทันที ตั้งแต่ 12.00 น. 27 ธันวาคม 68,” The Standard, 27 ธันวาคม 2025, https://thestandard.co/joint-statement-from-thai-cambodian-gbc/
[17] จิราภรณ์ และ ปณิศา, “การใช้กำลังทหาร “ปิดจบ” เหตุปะทะกัมพูชาโดยเร็วเป็นไปได้จริงแค่ไหน และจะนำไปสู่การปิดเกมได้จริงหรือ”; วงศ์พันธ์ อมรินทร์เทวา, “ย้อนรอยพิพาทพรมแดนในยุค ฮุน เซน: อะไรคือวาระซ่อนเร้นและเกมการเมืองเบื้องหลังในฝั่งกัมพูชา?,” The 101.world, 28 กรกฎาคม 2025, https://www.the101.world/hun-sen-border-disputes/
[18] ตามเจตนารมณ์ที่ประกาศถ้อยแถลงร่วมกันไว้ในการประชุม GBC สมัยวิสามัญครั้งที่ 3 เมื่อปลายเดือนธันวาคม 2025 และในถ้อยแถลงร่วม (Joint Declaration) จากการประชุมที่มาเลเซียเมื่อเดือนตุลาคม 2025
[19] “เปิดถ้อยแถลงร่วมการประชุม GBC ไทย-กัมพูชา พร้อมหยุดยิงทันที ตั้งแต่ 12.00 น. 27 ธันวาคม 68”
[20] Krungthai COMPASS, “Research Note: ประเมินผลกระทบจากความขัดแย้งไทย-กัมพูชา,” 30 กรกฎาคม 2025, https://krungthai.com/Download/economyresources/EconomyResourcesDownload_3186Research_Note_30_07_68.pdf
[21] กรมการค้าต่างประเทศ, “สถิติการค้าชายแดนและผ่านแดนของไทยปี 2568 (เดือนมกราคม-กรกฎาคม).”
[22] Institute for Strategic Policy, Economic and Social Externalities of Interstate Conflict: A Study of the Economic and Social Fallout from the Cambodia-Thailand Conflict in 2025, December 2025
[23] เพิ่งอ้าง
[24] เพิ่งอ้าง
[25] “สงครามซ้ำเติม ความพยายาม ‘แก้จน’ ย้ำต้นทุนอพยพ-หนี้-สูญรายได้ ภาระหนัก,” The Active, 15 ธันวาคม 2025, https://theactive.thaipbs.or.th/news/marginal-people-20251215; “ในช่วงเวลาสงคราม…มันจะมีข่าวลือทำให้บั่นทอนจิตใจ” ฟังเสียงผู้ต้องอพยพหลังเหตุปะทะแนวชายแดนไทย-กัมพูชาระลอกล่าสุด, BBC Thai, 8 ธันวาคม 2025, https://www.bbc.com/thai/articles/cx23x2llnw3o; ทีมจิตแพทย์เร่งดูแล ชาวกันทรลักษ์กังวล หนี้สิน-ไร้งาน-ปะทะไม่สิ้นสุด, Thai PBS, 17 ธันวาคม 2025, https://www.thaipbs.or.th/news/content/500134
[26] “สร้างกำแพงกั้นชายแดน ประหารชีวิตคนชั่ว ยกเลิก MOU43-44 ให้เงินทหารออกรบ 2 แสนบาท พีระพันธุ์ประกาศนโยบายสุดโต่งสู้ศึกเลือกตั้ง,” The Momentum, 22 ธันวาคม 2025, https://themomentum.co/report-united-thai-nation-party-candidates-policies-election2026/
[27] “สร้างกำแพง ป้องกันภัยรุกราน แรงงานเถื่อน ยาเสพติด สินค้าเกษตรข้ามแดนผิดกฎหมาย” พรรคภูมิใจไทย, https://election.bhumjaithai.com/posts/c05f8db8-e460-4da0-8816-1409e7ea1608
[28] Raphael S. Cohen, “What Border Walls Can and Cannot Accomplish,” RAND, 8 January 2019, https://www.rand.org/pubs/commentary/2019/01/what-border-walls-can-and-cannot-accomplish.html
[29] “Border walls obstruct legal trade by one-third, ‘divert’ illegal trade: Political scientist co-authors study of more than 50 barriers around the world,” WashU Magazine, 6 January, 2020, https://source.washu.edu/2020/01/border-walls-obstruct-legal-trade-by-one-third-divert-illegal-trade/.
[30] คำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี, 29 กันยายน 2025, https://www.soc.go.th/wp-content/uploads/2025/09/Policy_68_th.pdf
[31] “กาสีส้ม ล้มทุนเทา-สแกมเมอร์,” พรรคประชาชน, https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-1/
[32] “ปฏิรูปชายแดนด้วยระบบบัญชาการเดียว,” พรรคประชาชน, https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-2/
[33] “จบปัญหาชายแดนด้วยยุทธศาสตร์ “โลกล้อมกัมพูชา,” พรรคประชาชน, https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-6/
[34] “กาสีส้ม ล้มทุนเทา-สแกมเมอร์,” พรรคประชาชน, https://election69.peoplesparty.or.th/policy/3/B-3-1/