เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ หรือ United Nations Sustainable Development Goals – SDGs ถือเป็นพิมพ์เขียวในการพัฒนาประเทศไทยมานานกว่า 10 ปี นับจากร่วมลงนามรับรองเมื่อวันที่ 25 กันยายน 2015 และจะถึงกำหนดภายในปี 2030 แต่ประเมินจากสถานการณ์ปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่าไทยกำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะหลังหนึ่งทศวรรษผ่านพ้น กลับบรรลุได้เพียงสองเป้าหมาย จากทั้งหมด 17 เป้าหมายตามตัวชี้วัดระดับสากล นั่นคือ SDG1 (ยุติความยากจน) และ SDG4 (การศึกษาที่มีคุณภาพ) ขณะที่เป้าหมายอื่นมีแนวโน้มชะงักงัน ยากจะเห็นความก้าวหน้าอย่างชัดเจน
ภาพรวมทั้งประเทศไม่เพียงก้าวไปข้างหน้าอย่างล่าช้า หากเจาะลึกระดับภูมิภาคหรือรายจังหวัด เราอาจสัมผัสได้ถึงภาวะย่ำอยู่กับที่ยิ่งกว่า ตัวอย่างเช่นภาคเหนือ แม้จากตัวชี้วัดการพัฒนาของสภาพัฒน์จะบ่งชี้ว่าทำได้ดีมากกว่าค่ากลาง ทั้งในด้านการพัฒนาคน สันติภาพและความยุติธรรม สิ่งแวดล้อม ความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา มีเพียงมิติเศรษฐกิจและความมั่งคั่งเท่านั้นที่ต่ำกว่าค่ากลาง แต่คำถามคือในความเป็นจริง คนภาคเหนือมองว่าบ้านเกิดของตนพรั่งพร้อมและก้าวหน้าเช่นที่ตัวชี้วัดบอกหรือไม่
หรือย่ำแย่กว่าเดิม และตัวชี้วัดไม่ได้สะท้อนการแก้ไขปัญหาที่แท้จริงแต่อย่างใด
หัวใจสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืน คือการรับฟังเสียงของทุกฝ่าย สร้างกลไกการมีส่วนร่วม และทุกภาคส่วนจับมือกันทำงานอย่างไร้รอยต่อ วันโอวันจึงเก็บความเห็นจากวงเสวนาคนทำงานภาคประชาสังคม นักวิชาการ และตัวแทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ว่าด้วยประเด็นสำคัญในภาคเหนืออย่างปัญหาฝุ่นควัน และถอดบทเรียนจากการทำงานพัฒนาท้องถิ่น ถึงภาพรวมแนวคิด SDGs ระดับประเทศ เพื่อชวนทุกฝ่ายขบคิดต่อ ก่อนถึงเส้นตายในอีกห้าปีที่เหลือ
หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนหนึ่งมาจากวงเสวนา ‘ถอดบทเรียน-เขียนอนาคตการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านประเด็นคัดสรร’ จัดโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 101 Public Policy Think Tank และ The101.world ณ ห้องประชุมเรือนอ่างแก้ว มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569
‘ต่อเนื่อง เข้าใจ มีเป้าหมาย’ บทเรียนแก้ฝุ่นจากภาคประชาสังคมถึงรัฐ
หนึ่งในปัญหาที่ประชาชนจังหวัดเชียงใหม่และคนในพื้นที่ภาคเหนือได้รับผลกระทบตลอด 10 ปีที่ผ่านมา คือปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งมีสาเหตุเบื้องต้นมาจากการเผาป่าและเผาในภาคเกษตร แต่เพื่อทำความเข้าใจเบื้องหลังที่มากไปกว่านั้น ปองทิพย์ เที่ยงบูรณธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท เฮซ ฟรี จำกัด (HazefreeSE) ผู้ทำงานพัฒนาภาคเกษตรอย่างยั่งยืนในภาคเหนือ ชี้ว่าเราต้องรู้จักห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของการเกิดฝุ่นควันให้ครบถ้วน เธอจึงทำงานร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ตั้งแต่ปี 2558 จนเห็นภาพว่า “การพัฒนาเศรษฐกิจหรือเกษตรที่ผ่านมาไม่ได้มองทั้งห่วงโซ่อุปทาน แต่มองเฉพาะจุด”
กล่าวคือเกษตรกร พ่อค้า เอกชนผู้มีส่วนในการซื้อขายสินค้าต่างมุ่งไปยังกระบวนการผลิตต้นทุนต่ำ หรือสินค้าราคาถูก ทำให้เกษตรกรเลือกเผาปรับสภาพพื้นที่ให้พร้อมปลูกผลผลิตได้หลายรอบในหนึ่งปี เพราะเป็นวิธีที่ง่าย ลงทุนน้อย และเร่งทำกำไร โดยไม่ได้มองถึงต้นทุนทางสิ่งแวดล้อมหรือผลกระทบที่ตามมา
ลึกลงไปยิ่งกว่า คือทั้งหมดมาจากปัญหาคาราคาซังในสังคมไทย อย่างรายได้ประชากรไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิต จึงต้องทำทุกวิถีทางในการเพิ่มผลผลิต รวมถึงเผาป่าเพื่อหาของป่า ล่าสัตว์มาเป็นรายได้เสริม ซึ่งส่วนหลังเธอพบว่ายังมีกลุ่มชาวบ้านจำนวนมากประสบปัญหาไม่มีสิทธิในที่ดินทำกิน เนื่องจากอาศัยอยู่ในเขตป่ามาเนิ่นนาน ทำให้ยากจะประกอบอาชีพอื่นนอกจากพึ่งพาของป่าเป็นหลัก

ปองทิพย์ และบริษัท HazefreeSE จึงเข้าไปช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตของเกษตรกรกลุ่มที่พร้อมจะปรับเปลี่ยนวิธีการผลิตเท่าที่จะทำได้ โดยตั้งเป้าหมายว่าต้องการลดฝุ่นควัน ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนการผลิต ผ่านการให้ความรู้ ช่วยวางแผนการทำเกษตร ประกันราคารับซื้อผลผลิตที่ปลอดฝุ่นควันในการปลูก สร้างเครือข่ายเกษตรกรและเอกชน สื่อสารเป้าหมายและคุณค่าให้เข้าใจร่วมกันว่าเราต้องรวมค่าราคาสิ่งแวดล้อมในต้นทุนการผลิตด้วย และต้นทุนในพื้นที่แต่ละแห่งแตกต่างกันตามบริบท เช่น การทำเกษตรบนดอย ย่อมมีต้นทุนสูงแตกต่างจากพื้นที่อื่นๆ เป็นต้น
ปองทิพย์เสริมว่าหากภาครัฐหรือผู้นำรัฐบาลเห็นปัญหาและต้องการเข้ามามีส่วนช่วยลดมลพิษจากภาคเกษตร ก็ควรตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนและตรงกับความต้องการของประชาชน ไม่ใช่การจัดนโยบายมาซื้อใจเพื่อรักษาฐานอำนาจของตนเท่านั้น
ทั้งนี้ อีกหนึ่งองค์กรที่เป็นกำลังสำคัญในการแก้ไขปัญหาฝุ่นควันคือสภาลมหายใจ ซึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ มี ชัชวาลย์ ทองดีเลิศ นั่งตำแหน่งประธานคณะกรรมการอำนวยการ และทำงานเรื่องดังกล่าวต่อเนื่องมากว่าหกปี จนได้บทสรุปว่า “PM 2.5 ไม่ได้เป็นปัญหาเชิงเทคนิค แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนอยู่ภายใต้ความเหลื่อมล้ำ มีคนที่รวยที่สุดของประเทศ และคนที่จนที่สุดของประเทศอยู่ในสมการเดียวกัน และมีผลประโยชน์ทับซ้อน” รวมถึงเห็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนที่ทำให้ปัญหายังคงค้างคาถึงทุกวันนี้ อาทิ
1. ภาครัฐแก้ปัญหาฝุ่นควันแบบเฉพาะหน้า แก้ปัญหาที่ปลายเหตุ และทำเป็นเพียงอีเวนต์หรือทำตามฤดูกาล ทั้งที่ควรทำอย่างต่อเนื่องและแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ
2. แก้ปัญหาแบบสั่งการมาจากข้างบนลงสู่ข้างล่าง กล่าวคือมีนโยบายจากส่วนกลางมาถึงท้องถิ่น ทั้งที่คนในท้องถิ่นรู้จักบริบทในพื้นที่ตนเองดีที่สุด ดังนั้น ควรให้ชุมชนเป็นแกนหลักในการนำแก้ปัญหา เสริมด้วยรัฐ ภาควิชาการ กลไกตลาด และอื่นๆ
3. นโยบาย Zero Burning หรือการห้ามเผาอย่างเด็ดขาดในทุกพื้นที่ ไม่สอดคล้องวิถีชีวิตชาวบ้าน และปราศจากความเข้าใจปัญหาหน้างาน นำไปสู่การเผาอย่างหลบๆ ซ่อนๆ มากขึ้น เห็นได้จากข้อมูลสถิติจุดความร้อน (hotspot) ที่จับได้ด้วยดาวเทียมและพื้นที่เผาไหม้ ในปี 2567 ที่เปิดให้เผาได้ผ่านการใช้แผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงมีจุดความร้อนเกิดขึ้น แต่พื้นที่เผาไหม้น้อยเมื่อกับปีอื่นๆ ขณะที่ปี 2568 หลังประกาศนโยบายห้ามเผาเด็ดขาด กลับทำให้มีพื้นที่เผาไหม้มากขึ้น แม้จุดความร้อนจะไม่เพิ่มตาม กล่าวคือชาวบ้านเลือกเวลาเผาโดยหลบการตรวจจับของดาวเทียมนั่นเอง
4. การแก้ปัญหาโดยใช้พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 เป็นการตั้งรับภัยมากกว่าแผนเชิงรุก
“คนที่มีอำนาจไม่ใช้ความรู้ คนที่มีความรู้แบบนักวิชาการไม่มีอำนาจ” ชัชวาลย์กล่าว โดยมองว่าปัจจุบันมีผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้เรื่องฝุ่น PM 2.5 มากมาย แต่กลับไม่ถูกนำไปใช้จริงในเชิงนโยบาย

ดังนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาและทีมสภาลมหายใจเชียงใหม่ได้พยายามเข้าไปทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้คณะกรรมการแก้ปัญหาฝุ่นควัน ซึ่งทำงานทั้งปี จากเดิมมีช่วงเวลาทำงานเพียงสี่ถึงห้าเดือนตามฤดูฝุ่น จัดทำแผนแก้ปัญหาโดยมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ตั้งแต่ระดับพื้นที่ ถึงแผนระดับจังหวัด และผลักดันให้เปลี่ยนมาตรการจาก ‘การห้ามเผาเด็ดขาด’ มาสู่ ‘การจัดการบริหารเชื้อเพลิงแบบควบคุม’
เมื่อมีการทำงานร่วมกัน ระหว่าง อบจ. เป็นกลไกสำคัญในการมอบงบประมาณหนุนการทำงานของชุมชนจัดตั้งเครื่องวัดคุณภาพอากาศทุกตำบล ภาควิชาการตั้งศูนย์สนับสนุนแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชันช่วยจัดการไฟ ภาคเอกชนเข้ามาช่วยเสริมเรื่องการจัดซื้ออุปกรณ์ ทำห้องเรียนปลอดฝุ่น และสำคัญที่สุดคือประชาชนตื่นตัวมากขึ้น เข้าถึงข้อมูลอากาศมากขึ้น ทำให้สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลง สร้างการขับเคลื่อน ผ่านสภาลมหายใจที่ขยายเครือข่ายไปถึงที่อื่นๆ ด้วย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาฝุ่นควันคงไม่จบลงง่ายๆ ในเร็ววัน ชัชวาลย์จึงเสนอแปดข้อเสนอเพื่อการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ได้แก่
1. พัฒนาฐานข้อมูลฝุ่นควันให้ถูกต้อง รอบด้าน
ชัชวาลย์กล่าวว่าทุกวันนี้มีเพียงข้อมูลดาวเทียมที่เก็บข้อมูลเฉพาะพื้นที่เกษตรและป่าเท่านั้น เรายังไม่เห็นข้อมูลฝุ่นควันจากพื้นที่อุตสาหกรรมหรือการคมนาคม ทำให้ด้านหนึ่ง เกษตรกรดูกลายเป็นผู้ร้ายในเรื่องนี้ ทั้งที่เราควรปฏิบัติและลงโทษผู้สร้างมลพิษทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียม
2. ผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาด
ล่าสุด ร่างพระราชบัญญัติอากาศสะอาดผ่านที่ประชุม สส. ในวาระหนึ่ง และอยู่ระหว่างการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาเพิ่มเติม แต่เพราะการยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ทำให้เราต้องกลับมาจับตามองว่ารัฐบาลจะหยิบกฎหมายดังกล่าวกลับมาพิจารณาต่อภายใน 60 วันหรือไม่
3. เพิ่มพื้นที่สีเขียวและสร้างนโยบายพลังงานสะอาด
ชัชวาลย์ชี้ว่า ณ ตอนนี้เรายังไม่เห็นนโยบายพลังงานสะอาดที่เป็นรูปธรรม ระบบขนส่งมวลชนก็ต้องเปลี่ยน แต่คาดว่าคงต้องเจอแรงต้านจากบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ในประเทศแน่ การร่วมมือกันผลักดันของภาคประชาชนจึงเป็นเรื่องสำคัญ
4. ลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เพิ่มพืชยั่งยืน สอดคล้องกับระบบนิเวศ เช่น ข้าวโพดไม่ควรปลูกในพื้นที่ป่าต้นน้ำ และต้องสร้างเศรษฐกิจสีเขียวควบคู่กับเศรษฐกิจฐานราก
5. มอบสิทธิที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน สร้างความมั่นคงในชีวิตชาวบ้าน
เช่นเดียวกับความเห็นของปองทิพย์ ชัชวาลย์เองก็ระบุว่าในจังหวัดเชียงใหม่มีพื้นที่ป่ามากมาย และหน่วยงานรัฐไม่ได้รับรองสิทธิให้ชาวบ้านที่อยู่ในป่ามาก่อนการประกาศเป็นเขตอุทยานหรือป่าสงวน ทำให้คนจำนวนมากใน 1,170 หมู่บ้าน จากหมู่บ้านทั้งหมดในจังหวัด 2,067 หมู่บ้าน ประสบภาวะอาศัยแบบผิดกฎหมาย ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากที่ดิน ขาดแคลนสาธารณูปโภคพื้นฐานเพราะไม่มีงบประมาณเข้าไปพัฒนาชุมชน
“ถ้าเราจะสร้างความมั่นคง ต้องสร้างสิทธิที่ดินก่อน” ชัชวาลย์กล่าว ทั้งนี้ เขายอมรับว่าประเด็นนี้แก้ไขยาก เพราะแผนที่ของหน่วยงานรัฐแต่ละหน่วยงานไม่เหมือนกัน ดังนั้นอาจต้องผลักดันให้เกิดแผนที่เดียวกันทั้งประเทศ หรือ One Map ที่ใช้งานได้จริงด้วย
6. ป้องกัน เยียวยา รักษาสุขภาพ
ควรผลักดันให้เกิดสวัสดิการสุขภาพที่เกี่ยวข้องกับเรื่องมลภาวะ เช่น สิทธิประโยชน์การตรวจปอด สิทธิรักษาอาการป่วยจากฝุ่น PM 2.5 เป็นต้น
7. กระจายอำนาจให้ชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และจังหวัดเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการปัญหาฝุ่น เพราะแต่ละแห่งมีบริบทพื้นที่และโจทย์เฉพาะไม่เหมือนกัน
สุดท้าย คือ 8. สนับสนุนการมีส่วนร่วม รวมตัวของประชาชน เพราะปัญหาฝุ่นควันเป็นเรื่องของทุกคน
แก้ปัญหาโครงสร้างให้ท้องถิ่นโตอย่างยั่งยืน
เมื่อกล่าวถึงการพัฒนาท้องถิ่น หลายคนคงนึกถึงบทบาทขององค์การบริหารส่วนจังหวัด และ อบจ. ลำพูน นำโดย วีระเดช ภู่พิสิฐ ก็เป็นที่น่าจับตามองหลังชนะการเลือกตั้ง เมื่อปี 2568 ในฐานะตัวแทนจากพรรคประชาชนหนึ่งเดียวที่ล้มเจ้าถิ่นเก่าลงได้จนสร้างกระแสฮือฮามากมาย
แต่เมื่อต้องนั่งเก้าอี้ผู้มีอำนาจตัดสินใจสูงสุดสำหรับการปกครองส่วนท้องถิ่น วีระเดชกลับพบว่าการทำงานของ อบจ. นั้นไม่ง่าย และติดกับดักปัญหาเชิงโครงสร้างมากมาย จนเปลี่ยนแปลงให้เห็นผลได้ในทันทีลำบาก
ตัวอย่างเช่น กฎระเบียบและขั้นตอนอันยุ่งยาก การนำงบประมาณไปใช้ต้องมีการเขียนแผนพัฒนา ขณะเดียวกัน หลายเรื่องที่เป็นปัญหามานานเช่นไฟป่า กลับไม่เคยมีแผนพัฒนาท้องถิ่นและงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งที่คนในพื้นที่ผู้ได้รับผลกระทบมาทุกๆ ปี พยายามเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาถึงผู้นำมาแล้วหลายหน
นอกจากนี้ หลายครั้งเอกชนทำงานได้รวดเร็วกว่าภาครัฐ หรือกระทั่งภาวะที่วีระเดชกล่าวว่า “ปัญหามาจากข้างล่าง แต่คนตัดสินใจอยู่ข้างบน” ก็ไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น
“ปัญหาไม่ใช่แค่ที่ลำพูน แต่การพัฒนาประเทศไทยทุกองค์กรทุกหน่วยงานเป็นเหมือนกันหมด” วีระเดชว่า “ปัญหาของประเทศไทย ไม่สามารถก้าวไปข้างหน้าได้เลย ถ้าไม่แก้โครงสร้าง เพราะรู้เยอะ คิดเยอะ แต่คนตัดสินใจ น้อย”

กลายเป็นว่าการพัฒนาท้องถิ่นนั้นขึ้นอยู่ลักษณะของผู้นำมากกว่าระบบ “วิสัยทัศน์ผู้บริหารแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางทีก็เน้นรักษาผลประโยชน์มากกว่า” วีระเดชย้ำว่าการทำงานพัฒนาท้องถิ่นต้องเห็นผลประโยชน์ส่วนรวมมาเป็นอันดับแรก โดยยกตัวอย่างว่าในลำพูนไม่มีบริการขนส่งสาธารณะ ล่าสุดจึงมีโครงการเพิ่มรถ EV ให้บริการภายในจังหวัด แม้รายได้ส่วนหนึ่งของ อบจ. จะมาจากการเก็บภาษีรถยนต์และล้อเลื่อน หากคนซื้อรถน้อยลงหรือช้าลง จะทำให้รายได้หายไป แต่ “เงินที่เข้า อบจ.หาย ไม่เดือดร้อนเท่าคนที่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาซื้อรถ” การให้บริการขนส่ง ย่อมเป็นการเปิดโอกาสให้คนนำเงินไปพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านอื่น หลังเปรียบเทียบกันแล้ว จึงเลือกทางที่ลดรายได้ลง แต่เกื้อหนุนชีวิตชาวบ้านได้อย่างยั่งยืนมากกว่า
ทั้งนี้ วีระเดชยังแบ่งปันประสบการณ์การทำงานส่วนตัวว่าที่ผ่านมาตนเน้นการลงไปดูหน้างาน พูดคุยกับคนทำงานในหน่วยงานต่างๆ เพื่อรับทราบปัญหาโดยตรง เช่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ที่เคยสังกัดกระทรวงสาธารณสุข แต่ภายหลังย้ายมาอยู่ในความดูแลของ อบจ. เขาก็พาบรรดาผู้บริหาร ผู้มีอำนาจที่เกี่ยวข้องในท้องถิ่นเข้าไปเยี่ยมชม และพูดคุยจนพบว่าการของบประมาณเพื่อซ่อมแซมโรงพยาบาลติดขัด ต้องยื่นเรื่องหาผู้อำนวยการกองสาธารณสุขใน อบจ. ไปถึงปลัด ก่อนถึงนายก อบจ. ซึ่งระหว่างนั้นก็เกิดการวีโต้ทุกระดับ
“ถ้าผู้มีอำนาจไม่มาอยู่ในที่ที่รวมกับทุกคน ไม่มาฟังปัญหา ก็จะไม่มีการเปลี่ยนแปลง” วีระเดชกล่าว อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่าการทำงานแบบพื้นที่เช่นนี้ถือเป็นการจัดการถึงระดับย่อย (micro management) ซึ่งอาจทำตามได้ยากในที่อื่น นอกจากนี้ ยังมีปัญหาบางเรื่องที่ต้องอาศัยอำนาจรัฐบาลส่วนกลางช่วยแก้ เช่น ราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ แต่สิ่งที่พบคือเมื่อรัฐมนตรีหรือผู้มีอำนาจอยู่ต่างพรรค มองว่าเขาเป็นคนของพรรคขั้วตรงข้าม ก็ปฏิเสธการให้ความช่วยเหลือ สะท้อนว่าการเมืองระดับชาติส่งผลมาถึงการพัฒนาท้องถิ่นเช่นกัน
ใจความสำคัญที่เขาต้องการเสนอ คือการเน้นย้ำให้ผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องเข้าถึงประชาชน ร่วมแก้ไขปัญหากับประชาชนให้ได้ หากมีภาระงานมาก ก็ต้องวางแผนทำงานล่วงหน้าอย่างมีวิสัยทัศน์ เห็นเป้าหมายการพัฒนา รวมถึงส่งเสริมให้ประชาชนได้รวมตัวเพื่อส่งเสียงความต้องการของตน กระตุ้นเตือน ติดตามการทำงานของผู้มีอำนาจในทุกๆ ระดับ – ทำให้การพัฒนาท้องถิ่นเป็นเรื่องที่ทุกคนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
คิดใหม่ ทำใหม่ ทั้ง SDGs และเศรษฐกิจพอเพียง
จากการพัฒนาท้องถิ่น มาสู่การพัฒนาระดับประเทศภายใต้กรอบ SDGs ในมุมมองของ ศ.เกียรติคุณ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ จากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาเริ่มต้นด้วยการย้ำเตือนว่า SDGs เป็นเพียงกรอบกว้างๆ ที่นำเสนอโดยองค์การสหประชาชาติ (UN) โดยไม่ได้ลงลึกถึงรายละเอียด เพราะแต่ละรัฐล้วนมีบริบทเฉพาะแตกต่างกันไป และพยายามหลีกเลี่ยงการกลายเป็นเรื่องการเมืองในประเทศ
ทว่า “การทำงาน SDGs สิ่งสำคัญคือเจตนารมณ์ทางการเมืองในการแก้ไขปัญหาตาม SDGs ไม่งั้นเราจะล้มเหลว” กล่าวคือเป็นเจตนารมณ์ของรัฐบาล (หรือพรรคผู้นำรัฐบาล) แต่ละประเทศเองว่าเข้มแข็งแน่วแน่แค่ไหนในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย ซึ่งสำหรับประเทศไทย อรรถจักร์เปรียบว่าเป้าหมาย SDGs นี้เหมือน ‘เหล้าเก่าในขวดใหม่’ เพราะเมื่อย้อนกลับไปศึกษาการประชุมคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) ที่ผ่านมา จะพบว่านอกจากกำหนดกรอบแล้ว วิธีการทำงานด้านต่างๆ ไม่ได้แตกต่างไปจากก่อนรับเป้าหมายดังกล่าว ซ้ำยังพยายาม ‘ผนวกกลืน’ แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่เก้าเข้ากับการทำงานเพื่อบรรลุเป้าหมายอีกด้วย
อรรถจักร์กล่าวว่าการผนวกกลืนหรือนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือรัฐมองว่าทั้งสองสิ่งเป็นเรื่องเดียวกัน ทำงานได้เหมือนกัน โดยไม่ได้พิจารณาถึงความแตกต่างหรือการปรับให้เข้ากับยุคสมัย ทำให้ความแหลมคมในการแก้ปัญหาหายไป
“การผนวกกลืนนี้ ไม่มีความหมายแต่ประการใดในการทำงานเพื่อบรรลุผล ทั้งหมดเป็นการทำงานรูปแบบเดิมที่เคยทำมา การผนวกกลืนนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผิดหรือไม่ควรทำ แต่คณะกรรมการ SDGs ไม่มีเจตนารมณ์ทางการเมืองในการแก้ไข หรือขบคิดกับ SDGs แต่ละข้อ แต่ละประเด็นเลย”

อรรถจักร์ยังเสริมอีกว่า วิธีการทำงานของคณะกรรมการ SDGs ที่แยกเป้าหมายแต่ละด้านมอบให้บริษัทยักษ์ใหญ่ดำเนินการ ไม่ร่วมมือกันพัฒนา ทั้งที่เป้าหมายทุกอย่างล้วนเชื่อมถึงกัน สะท้อนว่าเป็นการทำงานที่คิดเพียงจะเล่นเกมต่อหน้าประชาคมโลกเท่านั้น ซึ่งที่ผ่านมาก็ดูล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง และในระยะยาว จะทำให้คนในสังคมยิ่งมองไม่เห็นเป้าหมาย
“ถ้าเราหวังจะแก้ไขปัญหา SDGs ด้วยวิธีคิดแบบนี้ ด้วยการจรรโลงโครงสร้างอำนาจเดิม กลืน SDGs เข้ากับของเดิม เรากำลังจะสร้างสังคมแห่งความเกลียดชังระหว่างกัน ซึ่งตอนนี้ก็เป็นแล้ว” -ในแง่ว่าผู้ที่เห็นต่างกับการทำงานแบบนี้ ก็อาจถูกตำหนิโจมตีอย่างหนักหน่วง- อรรถจักร์ว่า
ในอีกห้าปีที่เหลือก่อนถึงกำหนดบรรลุเป้าหมาย SDGs เราควรอาศัยบรรยากาศที่สังคมได้เปลี่ยนแปลงไปจากอดีต คนตระหนักถึงปัญหาเชิงโครงสร้างมากขึ้น ทำให้สังคมเห็นภาพความเชื่อมโยงระหว่างเป้าหมาย SDGs และสภาพโครงสร้างเศรษฐกิจสังคมไทย สร้างเจตจำนงทางการเมืองในการพัฒนาที่แน่วแน่ เข้มแข็ง และสร้างเจตนารมณ์ทางการเมืองของชีวิต เห็นว่าเรื่องเหล่านี้กระทบต่อชีวิตคนเราอย่างไร
“เราจำเป็นต้องคิดถึงเศรษฐกิจพอเพียงของสังคม” ในแบบที่สังคมร่วมกันตีความ สร้างขึ้นใหม่ ไม่ใช่รับฟังจากสิ่งที่รัฐบาลบอกมาว่าควรเป็นอย่างไร
“วันนี้บ้านเราวิกฤตทุกด้าน แปลว่าระบบที่มีอยู่ตอบปัญหาไม่ได้แล้ว มันเรียกร้องเราทั้งหมดให้ช่วยกันคิด ช่วยกันแก้ ช่วยกันมองหาทางออก” อรรถจักร์ย้ำทิ้งท้าย
“เราต้องสร้างเจตจำนงกันใหม่ สร้างสังคมกันใหม่ สร้างฐานให้เข้มแข็ง ทั้งหมดอยู่บนบ่าของพวกท่านแล้ว”