ลการพัฒนา แต่อีสานในวันนี้ไม่ใช่ภาพเดิมอย่างที่หลายคนเคยจดจำ หากแต่เป็นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยศักยภาพ ทรัพยากร และมีผู้คนที่พร้อมลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองให้เจริญรุ่งเรืองไม่แพ้เมืองหลวง
หนึ่งในภาพสะท้อนนั้นคือ ‘จังหวัดขอนแก่น’ อีกหนึ่งจังหวัดศูนย์กลางการพัฒนาของภาคอีสาน ทั้งในทางเศรษฐกิจ การศึกษา และเป็นจุดหมายปลายทางในการทำมาหากินของผู้คนจากหลายจังหวัดในภูมิภาค อย่างไรก็ตาม การขยายตัวทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็วของขอนแก่นก็มาพร้อมกับปัญหาหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาการจราจร มลพิษทางอากาศ การเข้าถึงที่อยู่อาศัย หรือความเหลื่อมล้ำที่ยังคงฝังรากลึกในสังคม
ท่ามกลางความท้าทายเหล่านี้ ขอนแก่นกลับถูกจัดให้เป็นจังหวัดที่มีคะแนน ‘ดัชนีการพัฒนาที่ยั่งยืน’ (SDGs index) สูงที่สุดของประเทศและสูงที่สุดในภาคอีสาน ด้วยคะแนน 62.38 คะแนน[1]SDG Index คือ ดัชนีที่ใช้ประเมินความก้าวหน้าของแต่ละประเทศในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อของสหประชาชาติ จากการศึกษาของศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG Move) คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) และคณะทำงานระดับภาคทั้ง 6 ภาค เผยให้เห็นว่าจังหวัดขอนแก่นมีผลการดำเนินงานค่อนข้างดีมากถึง 6 เป้าหมาย
แต่การทำคะแนนได้ดีตามตัวชี้วัดสะท้อนชีวิตจริงของคนในพื้นที่มากน้อยแค่ไหน และบทเรียนจากขอนแก่นสามารถปรับใช้หรือบอกอะไรกับพื้นที่อื่นได้บ้าง วันโอวันจึงชวนถอดบทเรียนการพัฒนาจากขอนแก่น ผ่านการแลกเปลี่ยนมุมมองของภาคประชาสังคม นักวิชาการ และภาคธุรกิจในจังหวัดขอนแก่น เพื่อฟังประสบการณ์การทำงานด้านการพัฒนา มองทั้งศักยภาพ ปัญหา และเงื่อนไขเชิงโครงสร้าง พร้อมตั้งคำถามว่า หากการพัฒนาจะ ‘ยั่งยืน’ ได้จริง ควรเริ่มต้นคิดและลงมือทำจากตรงไหน
หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนหนึ่งมาจากวงเสวนา ‘ถอดบทเรียน-เขียนอนาคตการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านเสียงพื้นที่’ จัดโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 101 Public Policy Think Tank และ The101.world ณ ณ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น เมื่อวันที่ 22มกราคม 2569

กับดักของ ‘ประสิทธิภาพ’ ในการพัฒนาที่ยั่งยืน – บัวพันธ์ พรหมพักพิง
ศ.ดร.บัวพันธ์ พรหมพักพิง หัวหน้ากลุ่มวิจัยความอยู่ดีมีสุขและการพัฒนาอย่างยั่งยืน (WeSD) ตั้งต้นด้วยการชวนมองทิศทางการพัฒนาที่ประเทศไทยและโลกคุ้นชินมาอย่างยาวนาน โดยชี้ให้เห็นว่าแนวคิดการพัฒนาจากสหประชาชาติ ตั้งแต่กรอบการพัฒนามนุษย์ เป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ (MDGs) จนถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ล้วนเป็นกระแสธารการพัฒนาที่อยู่ตรงข้ามกับแนวคิดการพัฒนากระแสหลักที่ถูกขับเน้นโดยธนาคารโลก โดยมักมีเป้าหมายที่ตั้งอยู่บน ‘ประสิทธิภาพสูงสุด’ (efficiency) ขณะที่ SDGs ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรม ความเท่าเทียม และหลักการไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ในทางปฏิบัติแล้วสองแนวคิดนี้มักขัดแย้งกันโดยตรง เช่น การได้มาซึ่งประสิทธิภาพสูงสุดย่อมต้องแลกมากับบางสิ่งบางอย่างที่อาจไม่เป็นธรรมกับคนบางกลุ่ม
ในทัศนะของบัวพันธ์ แนวคิดการพัฒนาที่เน้น ‘ประสิทธิภาพสูงสุด’ เป็นตัวตั้งได้ฝังรากลึกในหลายกิจกรรมทางเศรษฐกิจจนปิดกั้นความเป็นไปได้ใหม่ๆ เขายกตัวอย่างให้เห็นผ่านโครงการที่กำลังทำอยู่คือการส่งเสริมการปลูกข้าวกล่ำโดยประยุกต์ใช้แนวทางการแก้ปัญหาโดยอาศัยธรรมชาติเป็นฐาน (Nature-based Solutions: NbS) ซึ่งที่ผ่านมาเกษตรกรในภาคอีสานไม่นิยมปลูกข้าวกล่ำ ทั้งที่ราคาสูง แต่กลับเลือกปลูกข้าวพันธุ์เดิม เช่น ข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 ซึ่งแม้หลายคนจะยอมรับว่าปลูกแล้วขาดทุน แต่ก็ยังคงปลูกต่อไป เพราะเป็นข้าวที่ขายง่าย มีตลาดรองรับ
บัวพันธุ์ชวนขบคิดผ่านตัวอย่างนี้ว่าสิ่งที่ถูกเรียกว่า ‘ประสิทธิภาพ’ อาจเป็นเพียงประสิทธิภาพของระบบการผลิตและการตลาดที่เอื้อต่อผู้ค้าหรือโครงสร้างเดิม มากกว่าจะเป็นประสิทธิภาพที่ทำให้เกษตรกรอยู่ได้อย่างยั่งยืน หรือตอบโจทย์ความอยู่ดีมีสุขของผู้คนอย่างแท้จริง
“นี่ถือเป็นอีกโจทย์ใหญ่ของการผลักดัน SDGs คือต้องกล้าตั้งคำถามกับกรอบคิดเรื่องประสิทธิภาพที่ฝังรากลึกในระบบการพัฒนาของไทยเอง ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องถอยออกมาจากระบบที่เราสร้างขึ้นเองบ้าง หรืออย่างน้อยก็ต้องกล้าหยุดทำบางเรื่อง เช่น เรื่องข้าว เราอาจต้อง ‘decouple’ จากกรอบเดิม ไม่ยึดติดกับการส่งเสริมให้ชาวบ้านปลูกข้าวพันธุ์เดียวเพื่อแข่งขันในตลาดที่ก็มีคู่แข่งมากขึ้น โดยเฉพาะเวียดนาม อย่างข้าวกล่ำที่ที่ผ่านมาเกษตรกรไทยไม่ค่อยมีใครปลูก เพราะคนไม่ค่อยบริโภค เราก็อาจเริ่มจากการส่งเสริมให้ชาวบ้านนี่แหละกิน คนปลูกก็จะมีตลาดให้ขาย” บัวพันธ์กล่าว
ในด้านการผลักดัน SDGs ผ่านการศึกษาวิจัย เขาตั้งข้อสังเกตว่าดัชนี SDGs ของประเทศไทยจำนวนมากยังไม่สามารถสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ได้ การทำงานวิจัยจึงไม่ควรหยุดอยู่เพียงการศึกษาเชิงลึกในสาขาใดสาขาหนึ่ง แต่ต้อง ‘ข้ามสาขา’ และลงไปเผชิญกับปัญหาในพื้นที่จริง เพื่อทำความเข้าใจว่าความท้าทายอยู่ตรงไหน และใครคือผู้ที่จะนำองค์ความรู้ไปใช้แก้ไขปัญหา ซึ่งในขั้นตอนนี้ ภาคประชาสังคมและประชาชนผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจำเป็นต้องเข้ามาทำงานควบคู่กับนักวิชาการ
“การข้ามสาขาไม่ได้หมายถึงแค่การข้ามพรมแดนทางวิชาการเท่านั้น แต่คือการก้าวออกจากรั้วมหาวิทยาลัย เพื่อทำงานร่วมกับภาคประชาชนด้วย”
บัวพันธ์ขยายความ ผ่านการยกตัวอย่างแนวทางการแก้ไขปัญหาดินเสื่อมโทรมในพื้นที่เกษตรกรรม เขากล่าวว่าแม้จะมีเทคโนโลยีอย่างถ่านชีวภาพหรือไบโอชาร์ (Biochar) เป็นทางเลือกในการฟื้นฟูดิน แต่คำถามสำคัญคือจะนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้จริงอย่างไร เพราะนักวิจัยเป็นไม่ได้เป็นผู้ลงมือทำและไม่ได้อยู่ในพื้นที่ นั่นจึงจำเป็นต้องมีกลุ่มหรือองค์กรในพื้นที่เข้ามาเป็นผู้ขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติจริง
อย่างไรก็ตาม ความร่วมมือในระดับนี้ยังไม่เพียงพอ หากขาดการสนับสนุนจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่อยู่วงนอก อย่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคธุรกิจ ดังนั้น การทำวิจัยที่สามารถแก้ไขปัญหาได้จริงจึงต้องเปิดพื้นที่ให้ทั้งภาควิชาการ ชุมชน ภาคธุรกิจ และหน่วยงานท้องถิ่นมาร่วมแลกเปลี่ยนและสร้างเงื่อนไขที่เอื้อต่อการแก้ปัญหาเชิงระบบร่วมกัน
การพัฒนาที่ไม่แตะโครงสร้าง จะไปไม่ถึงความยั่งยืน – วิบูลย์ วัฒนนามกุล
“การที่ขอนแก่นได้อันดับหนึ่งในดัชนี SDGs ผมไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะแก้ปัญหาได้ดีจริง หรือเป็นเพราะจังหวัดอื่นมีสถานการณ์แย่กว่า เพราะจากประสบการณ์ของคนในพื้นที่ สภาพความเป็นจริงยังไม่ได้ดีอย่างที่ตัวเลขสะท้อน”
ด้าน ผศ.ดร.วิบูลย์ วัฒนนามกุล ประธานสมัชชาสุขภาพจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า แม้จังหวัดขอนแก่นจะมีคะแนนดัชนี SDGs สูงสุดในประเทศ แต่ก็ยังเป็นที่น่าตั้งคำถามว่า การได้อันดับหนึ่งนั้นสะท้อนคุณภาพชีวิตและระดับการพัฒนาที่ดีขึ้นจริง หรือเป็นเพียงผลจากการเปรียบเทียบกับจังหวัดอื่นที่มีสถานการณ์แย่กว่า
วิบูลย์ขยายความว่า ในฐานะคนขอนแก่นที่ใช้ชีวิตอยู่ในพื้นที่ ความรู้สึกต่อสภาพสังคมที่เผชิญอยู่จริงไม่ได้สอดคล้องกับอันดับในรายงาน แม้ขอนแก่นจะมีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นในหลายเป้าหมาย เช่น SDG 1 (ยุติความยากจน), SDG 10 (ลดความเหลื่อมล้ำ) และ SDG 11 (เมืองและชุมชนที่ยั่งยืน) แต่วิบูลย์มองว่าตัวชี้วัดเหล่านี้ยังไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงในพื้นที่ได้ทั้งหมด เพราะขอนแก่นยังเผชิญกับปัญหาเรื้อรังหลายด้าน ทั้งปัญหาการจราจร ฝุ่น PM 2.5 ขณะที่ปัญหาความยากจนและคนไร้บ้านยังไม่หมดไป ส่วนปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาก็ยังเป็นเรื่องแก้ไม่ตก
ในภาพรวม วิบูลย์มองว่าแนวคิดด้านการพัฒนาจากต่างประเทศจำนวนมากนั้นตั้งเป้าหมายไว้ดี แต่เมื่อถูกนำมาใช้ในประเทศไทย กลับไม่สามารถแก้ปัญหาหรือพาประเทศเดินไปข้างหน้าได้จริง
“จะเห็นได้ว่าความเหลื่อมล้ำเราสูงติดอันดับโลก คอร์รัปชันสูงติดอันดับโลก สถิติอุบัติเหตุและการตายบนท้องถนนก็ติดอันดับโลก อะไรที่เป็นเรื่องเลวร้ายเราติดอันดับโลกหมด เราพยายามจะหาทางแก้โดยลอกฝรั่ง แต่พอเอามาใช้ในบริบทไทยก็ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรเพราะเราไม่แตะโครงสร้าง”
วิบูลย์ยกตัวอย่างความพยายามนำแนวทางที่ประเทศอื่นเคยทำสำเร็จมาใช้แก้ปัญหาในประเทศไทย ผ่านการแก้ไขปัญหาคุณภาพการศึกษา โดยในอดีต สังคมไทยมักอธิบายว่าอัตราเงินเดือนครูที่ต่ำทำให้คุณภาพการศึกษาของไทยต่ำไปด้วย ขณะที่ประเทศอย่างสิงคโปร์ อาชีพครูมีอัตราเงินเดือนสูงและระบบการศึกษาก็มีคุณภาพสูง ต่อมาไทยจึงปรับเพิ่มเงินเดือนครูอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาผลลัพธ์ คุณภาพการศึกษาไทยกลับแทบไม่เปลี่ยนแปลง
วิบูลย์ชวนมองผ่านกรณีนี้ว่าการมุ่งพัฒนาหรือแก้ไขปัญหาโดยไม่เข้าไปแตะ ‘โครงสร้าง’ ไม่อาจทำให้เกิดผลลัพธ์ที่ต้องการได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ วิบูลย์ยังกล่าวว่ากุญแจสำคัญในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ต้องการอำนาจการตัดสินใจไม่กระจุกอยู่ที่ส่วนกลาง
“ใครๆ ก็พูดว่าการกระจายอำนาจเป็นเรื่องดี แต่คำถามคือทำไมถึงไม่ยอมกระจายจริง คำตอบก็คือมันเกี่ยวกับผลประโยชน์และอำนาจ การพัฒนาท้องถิ่นจึงต้องแตะปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งเรื่องการกระจายอำนาจ ความเท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากร และปัญหาคอร์รัปชัน
การนำกรอบ SDGs มาใช้ไม่ใช่เรื่องผิด แต่จะไม่เกิดผล หากไม่แก้ปัจจัยเชิงโครงสร้างเหล่านี้ควบคู่กันไป นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็น” วิบูลย์กล่าวทิ้งท้าย

พัฒนาเศรษฐกิจฐานรากด้วยทรัพย์ในดิน สินในน้ำ – นพ.อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร
ด้าน นพ.อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ประธานมูลนิธิพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืนเพื่อคุณภาพชีวิตดี จังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า SDGs เป็นแนวทางการพัฒนาที่สังคมไทยคุ้นเคยมาก่อนอยู่แล้วผ่านหลักปรัชญา ‘เศรษฐกิจพอเพียง’ ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การพึ่งพาตนเอง ทั้งจากการสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของตนเองให้ดีและบริโภคภายใต้ ข้อจำกัดของรายได้หรือทรัพยากรที่มีอยู่
เมื่อพิจารณาร่วมกับอุปสรรคสำคัญของการพัฒนาประเทศไทย อภิสิทธิ์มองว่า ‘หนี้สิน’ คือปัจจัยที่บั่นทอนความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจในระดับฐานราก เขาเห็นว่า การบริโภคที่พึ่งพาการกู้ยืมเป็นหลักนั้นสร้างความเปราะบางในระยะต่อครัวเรือน อภิสิทธิ์จึงชวนเปลี่ยนกรอบการมองความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ที่ไม่ได้วัดจากตัวเงิน แต่ดูจากความสามารถในการพึ่งพาตนเองและรับมือกับความไม่แน่นอนในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ อภิสิทธิ์จึงเสนอให้มองการพัฒนาและการขับเคลื่อน SDGs ผ่านทรัพยากรที่มีอยู่ในพื้นที่ โดยชี้ว่าจุดแข็งสำคัญของประเทศไทยคือทรัพยากรพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว ทั้งแสงแดด น้ำฝน อากาศ ขยะอินทรีย์ รวมถึงที่ดิน ซึ่งในภาคอีสานมีที่ดินเยอะมากแต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์เท่าที่ควร หากสามารถนำทรัพยากรเหล่านี้มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็จะช่วยเสริมความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระดับครัวเรือน และลดอัตราหนี้สินลงได้
“ถ้าเรามองที่ดินเป็นเหมือน ‘ธนาคาร’ แค่เอาผักหรือกล้วยไปปลูก มูลค่ามันก็เพิ่มขึ้นเอง สมมติลงทุนร้อยบาท สิ้นปีอาจได้กลับมาสามร้อย โดยที่ที่ดินยังอยู่ครบ ยกตัวอย่างกล้วยน้ำว้า ปลูกง่าย ขายง่าย ใช้ต้นทุนน้อย ผลตอบแทนสูงกว่าการฝากเงินในระบบธนาคารเสียอีก สิ่งเหล่านี้คือการใช้ทรัพยากรที่เรามีอยู่แล้วให้เกิดประโยชน์
ถ้าเราสร้างระบบธนาคารต้นไม้หรือธนาคารที่ดินในภาคอีสาน และทำงานร่วมกันระหว่างชุมชน ภาครัฐ และภาคเอกชน ควบคู่กับการแปรรูปเพิ่มมูลค่าและขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผมคิดว่าแค่นี้ก็สามารถพลิกเศรษฐกิจฐานรากได้แล้ว”
ขณะเดียวกัน อภิสิทธิ์เชื่อมประเด็นการพัฒนาในระดับพื้นที่เข้ากับโจทย์ใหญ่ระดับโลกอย่างวิกฤตสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทั่วประเทศและทั่วโลก พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า หากไม่มีการเตรียมรับมืออย่างเป็นระบบ ประเทศอาจเผชิญการอพยพของประชากรในวงกว้างในอนาคต ซึ่งในประเด็นนี้ เขามองว่าภาคอีสานซึ่งเป็นที่ราบสูงและมีที่ดินเยอะเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการเป็นฐานรองรับการโยกย้ายถิ่นฐานของผู้คน
การพัฒนาเมืองโดยภาคธุรกิจต้องคิดเรื่อง ‘การอยู่รอด’ ควบคู่กันไป – กังวาน เหล่าวิโรจนกุล
“เราเริ่มจากการระดมความคิดเรื่องการพัฒนาเมืองโดยไม่ตั้งกรอบก่อนว่าอะไรทำได้หรือทำไม่ได้ แต่เปิดมองโอกาสทั้งหมดก่อน จากนั้นจึงคัดเลือกว่าประเด็นไหนสามารถทำได้เร็ว ประเด็นไหนต้องใช้เวลา หรือประเด็นไหนต้องรอการสนับสนุนจากส่วนกลางและความร่วมมือจากหลายฝ่าย แล้วค่อยๆ ทำทีละเรื่อง”
กังวาน เหล่าวิโรจนกุล ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท ขอนแก่นพัฒนาเมือง (เคเคทีที) จำกัด สะท้อนหลักคิดด้านการพัฒนาเมืองจากประสบการณ์ทำงานด้านการพัฒนาในขอนแก่นมากว่า 10 ปี นับตั้งแต่กลุ่มนักธุรกิจราว 20 บริษัทร่วมกันจัดตั้งบริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองขึ้นมา โดยมีเป้าหมายพัฒนาเมืองขอนแก่นไปสู่ smart city
ประสบการณ์นับทศวรรษนี้ ทำให้กังวานตกผลึกได้ว่าการพัฒนาเมืองไม่สามารถขับเคลื่อนทุกมิติไปพร้อมกันได้ทั้งหมด แต่ต้องทำแบบ ‘คู่ขนาน’ อีกทั้งต้องยอมรับว่าความเร็วของแต่ละเรื่องไม่เท่ากัน บางเรื่องเห็นผลเร็ว ขณะที่บางเรื่องจำเป็นต้องใช้เวลาและความต่อเนื่อง
หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะในขอนแก่น ขอนแก่นพัฒนาเมืองมีเป้าหมายในระยะยาวคือการสร้างระบบรถไฟฟ้ารางเบา (LRT) แต่ในระยะสั้น กังวานกล่าวว่าจำเป็นต้องมองหา ‘quick win’ เพื่อให้เห็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ก่อน เช่น การพัฒนาระบบรถโดยสารสาธารณะอย่าง ‘ขอนแก่นซิตี้บัส’ ที่วิ่งจาก บขส.3 ผ่านจุดหลักของเมือง มุ่งหน้าสู่สนามบิน โดยกลุ่มขอนแก่นพัฒนาเมืองมีเป้าหมายเพื่อทำให้คนในพื้นที่เห็นว่า ขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพสามารถช่วยแก้ปัญหาการใช้ชีวิตประจำวันได้จริง
ในมิติอื่นของการพัฒนาเมือง กังวานระบุว่า ขอนแก่นพัฒนาเมืองไม่ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ลงมือทำทุกเรื่องโดยตรง แต่ทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ประสานและเชื่อมโยง’ ระหว่างหน่วยงานต่างๆ ในพื้นที่ เช่น ด้านสุขภาพ มีหน่วยงานหลักอย่างมหาวิทยาลัยขอนแก่นและโรงพยาบาลศรีนครินทร์ทำมาอยู่แล้ว ขอนแก่นพัฒนาเมืองได้เข้าไปช่วยประสานงานและร่วมแลกเปลี่ยนแนวคิด เพื่อเสริมพลังให้การทำงานเกิดผลมากขึ้น ด้าน ‘คน’ และการศึกษา เทศบาลนครขอนแก่นมีบทบาทหลักในการขับเคลื่อนทั้งการศึกษาในระบบ นอกระบบ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ส่วนขอนแก่นพัฒนาเมืองเข้าไปช่วยเชื่อมโยงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ความร่วมมือเหล่านี้ทำให้เทศบาลขอนแก่นได้รับเลือกเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ขององค์การยูเนสโก
เมื่อถามถึงอุปสรรคในการทำงาน กังวานกล่าวว่าปัญหาที่ทุกพื้นที่ต้องเผชิญเหมือนกันคือข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงบประมาณหรือกฎระเบียบ ซึ่งเป็นอุปสรรคที่เกิดขึ้นกับทุกจังหวัดและทุกหน่วยงานเมื่อเริ่มขับเคลื่อนโครงการต่างๆ
ในด้านงบประมาณ บริษัทขอนแก่นพัฒนาเมืองตระหนักถึงข้อจำกัดนี้ จึงตัดสินใจจดทะเบียนเพิ่มเติมในรูปแบบวิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise) ควบคู่ไปกับการทำงานด้านการพัฒนาเมือง เนื่องจากการระดมทุนทำงานเพื่อสังคมเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อย่างยั่งยืน หากไม่มีโมเดลธุรกิจรองรับ
เขากล่าวเสริมว่า ขอนแก่นพัฒนาเมืองพยายามถ่ายทอดแนวคิดนี้ไปยังหน่วยงานอื่นๆ ผ่านการทำงานด้านการบริหารจัดการความรู้ โดยมองว่าวิสาหกิจชุมชนจำนวนมากที่ทำงานเพื่อสังคมอยู่แล้ว ควรได้รับการพัฒนาให้เติบโตไปสู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมเช่นเดียวกัน เพราะการทำงานเพื่อสังคมจะยั่งยืนได้ก็ต่อเมื่อองค์กรสามารถ ‘อยู่ได้’ ด้วยตัวเอง
“เรามองว่าวิสาหกิจชุมชนควรเติบโตไปสู่การเป็นวิสาหกิจเพื่อสังคม เพราะในความเป็นจริง หลายแห่งก็ทำงานเพื่อสังคมอยู่แล้ว แต่ขณะเดียวกันก็ต้อง ‘อยู่ให้ได้’ ด้วย วันนี้สิ่งที่เราพยายามทำคือการหาทางแก้ปัญหาเรื่องงบประมาณ และออกแบบให้แต่ละหน่วย แต่ละทีมในเมือง สามารถดำเนินงานในฐานะวิสาหกิจเพื่อสังคมที่อยู่ได้ในระยะยาว” กังวานกล่าวปิดท้าย
| ↑1 | SDG Index คือ ดัชนีที่ใช้ประเมินความก้าวหน้าของแต่ละประเทศในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนทั้ง 17 ข้อของสหประชาชาติ |
|---|