เราดูแลพ่อแม่ แล้วใครดูแลเรา? ถึงเวลาสร้างสังคมสูงวัยที่ไม่ทอดทิ้ง ‘ผู้ให้การดูแล’

หากทุกเช้าก่อนไปทำงานคุณต้องตื่นขึ้นมาพลิกตัว อาบน้ำ ป้อนข้าวและยา ให้แม่ที่ป่วยติดเตียงในทุก ๆ เช้า ก่อนที่คุณจะได้มีเวลาเตรียมตัวไปทำงานก็แทบหมดแรงไปกับการดูแล ระหว่างวันจำเป็นต้องกลับบ้านมาป้อนข้าวและยาแม่จึงจะกลับไปทำงานต่อได้ จนลืมไปว่าตนเองนั้นได้ทานข้าวหรือยัง แม้แต่ช่วงเวลาทำงานคุณก็ไม่สามารถละความกังวลจากการเป็นห่วงแม่ไปได้ จึงต้องรีบทำงานเพื่อกลับไปดูแลแม่ เวลาส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับงานและการดูแลแม่ เวลาที่ได้พักคือช่วงเวลาหลังจากแม่เข้านอนเท่านั้น

การทำงานและการดูแลวนซ้ำเดิมเช่นนี้ไม่มีวันหยุด ผู้ดูแลจึงต้องแบกรับแรงกดดันและความคาดหวังของสังคมจนต้องยอมละทิ้งชีวิตตนเองเพื่อแลกกับการดูแลคนในครอบครัว โดยที่ไม่มีทางรู้ได้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน และไม่อาจเรียกร้องอะไร เพราะถูกบีบคั้นอยู่ด้วยหน้าที่ทางศีลธรรม ในนามของ ‘ความกตัญญู’

การแบกรับภาระเหล่านี้ ทำให้คนในครอบครัวที่คอยดูแลผู้มีภาวะพึ่งพิง ตกอยู่ในภาวะเปราะบาง มีคุณภาพชีวิตที่ค่อยๆ เสื่อมถอยลงไปทีละน้อย ทั้งในด้านสุขภาพกาย สุขภาพใจ และความมั่นคงทางเศรษฐกิจ โดยแทบไม่มีระบบมาสนับสนุนหรือรองรับ ในบทความนี้ คิด for คิดส์ โดยความร่วมมือของ สสส. กับ 101 PUB  ชวนทุกคนร่วมสำรวจปัญหาระบบการดูแลผู้สูงอายุในไทยที่ไม่เคยมองเห็นผู้ดูแลที่อยู่เบื้องหลัง พร้อมนำเสนอแนวทางในการดูแล ‘ผู้ดูแล’ ไม่ให้ถูกทอดทิ้งท่ามกลางความท้าทายของสังคมสูงวัย

คนในครอบครัวเดอะแบกของสังคมสูงวัยที่ถูกทำให้มองไม่เห็น

ปัจจุบันไทยมีผู้สูงอายุราว 14 ล้านคน ในจำนวนนี้มี 1.2 คนที่ใช้ชีวิตโดยอาศัยผู้ดูแล คิดเป็น 8.6% ของผู้สูงอายุทั้งหมด ผู้สูงอายุกลุ่มนี้มากถึง 97.8% รับการดูแลจากคนในครอบครัว กว่าครึ่งคือลูก รองลงมาคือคู่สมรสและญาติ ขณะที่มีเพียง 2.2% รับการดูแลจากบุคคลอื่น เช่น คนรับใช้ ลูกจ้าง เจ้าหน้าที่จากศูนย์บริการผู้รับจ้างดูแล และเพื่อนบ้านหรือคนรู้จัก คนในครอบครัวจึงมีบทบาทสำคัญในการดูแลผู้สูงอายุ[1]สำนักงานสถิติแห่งชาติ, (2024). โดยผู้ดูแลส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง [2]สุธาทิพย์ จุลบุตร และ มถนภรณ์ เคหะลูน. (2568). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาระดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงในอำเภอโพธิ์ประทับช้าง … Continue reading

คนในครอบครัวไม่เพียงมีบทบาทดูแลผู้สูงอายุ พวกเขายังเป็นผู้ที่แบกรับทั้งการดูแลคนในครอบครัวและสังคมไปพร้อม ๆ กัน เนื่องจากพวกเขาคือกำลังแรงงานสำคัญที่ช่วยให้รัฐลดค่าใช้จ่ายในการดูแลผู้สูงอายุ ด้วยการอาศัยสายสัมพันธ์ครอบครัวที่มีพันธะในการดูแลซึ่งกันและกัน

การดูแลผู้สูงอายุไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงระดับปานกลางถึงสูงจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ลำพังจึงมักมีโอกาสหกล้มสูงกว่าผู้ที่อยู่ร่วมกับสมาชิกครอบครัว หากหกล้มก็มีโอกาสที่จะเข้าโรงพยาบาลและเสี่ยงกระดูกสะโพกหักสูง[3]Kim, J., Lee, Y., & Park, S. (2022). Effect of number of household members on falls among disabled older people. International Journal of Environmental Research and Public Health, 19(10), 5888. https://doi.org/10.3390/ijerph19105888 การอาศัยอยู่กับผู้ดูแลจึงช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลและสถานดูแลลดลงตามไปด้วย

นอกจากแรงงานฟรี ลดการบาดเจ็บถึงเข้าโรงพยาบาลแล้ว ผู้ดูแลยังเป็นแรงหนุนเบื้อหลังที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวคนอื่นสามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้ เมื่อในครอบครัวมีผู้ป่วยภาวะพึ่งพิงที่ต้องการคนดูแลอยู่ตลอดเวลา สมาชิกคนหนึ่งต้องยอมสละเวลาชีวิตของตนเอง เมื่อเทียบระหว่างครอบครัวที่มีสามีทำงานนอกระบบและในระบบพบว่า ผู้หญิงที่มีสามีทำงานในระบบหรือเป็นนายจ้างโอกาสที่ผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานลดลงร้อยละ 14.5 และร้อยละ 17 ตามลำดับ และจะไม่มีผลหากสามีทำงานนอกระบบ บรรทัดฐานทางวัฒนธรรมไทยมักมักมองว่างานในบ้านคืองานของผู้หญิง และงานนอกบ้านคืองานของผู้ชาย เมื่อสามีมีรายได้เพียงพอหรือทำงานหลายชั่วโมงจนไม่สามารถช่วยงานดูแลได้หน้าที่หลักจึงตกไปอยู่ในมือของผู้หญิง[4]โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ. (2565). งานดูแลและงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้างของหญิงไทย และผลกระทบต่อการจ้างงานที่มีคุณค่า. กรุงเทพมหานคร: … Continue reading

หน้าที่ทางศีลธรรม บดบังความเปราะบางของผู้ดูแล

ภาระการดูแลมักทำให้เส้นแบ่งระหว่างการทำงานและการมีชีวิตส่วนตัวเลือนเข้าหากันจนแยกแยะไม่ออก ตัวอย่างเช่น กรณีของ A ลูกสาวที่ต้องดูแลแม่ที่ป่วยติดเตียงอยู่ตลอดเวลา ทำให้เธอไม่สามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้จึงรับจ้างเย็บผ้าที่บ้านของตนเอง เวลาในการทำงานไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับอาการของแม่ในแต่ละช่วงเวลา เธอจึงไม่มีเวลาส่วนตัวเป็นของตนเอง เพราะตลอด 24 ชั่วโมง ได้มอบไปให้กับการดูแลแม่ทั้งหมดแล้ว[5]Aulino, F. (2019). Rituals of care: Karmic politics in an aging Thailand. Cornell University Press. หรือในกรณีตัวอย่าง B คนรับจ้างขนผักรายวันที่ตลาดใกล้บ้าน โดยอาศัยเวลาว่างพักระหว่างวันกลับไปดูแลพ่อที่ป่วยติดเตียงอยู่ที่บ้านคนเดียว เพื่อป้อนข้าวและพลิกตัวให้กับพ่อก่อนที่ตนจะกลับมาทำงานต่อในช่วงบ่าย เมื่อเลิกงานก็กลับไปดูแลพ่อที่บ้านต่อ กรณีนี้แม้เวลางานกับเวลาดูแลจะสลับช่วงกัน แต่ภาระการดูแลก็เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ B มีทางเลือกในการทำงานที่จำกัดจนถึงเลือกไม่ได้[6]สุธาทิพย์ จุลบุตร และ มถนภรณ์ เคหะลูน. (2568). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาระดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงในอำเภอโพธิ์ประทับช้าง … Continue reading

การดูแลผู้สูงอายุมีความซับซ้อนและมีภาระหนักมากน้อยต่างกันตามระดับการพึ่งพิง ผู้ดูแลที่ให้การดูแลผู้สูงอายุที่เสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนจากโรคเรื้อรังหรืออุบัติเหตุ จะต้องอาศัยทักษะในการเฝ้าระวังอาการและความสามารถในการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว การทำงานภายใต้แรงกดดันเหล่านี้ติดต่อกันเป็นเวลายาวนาน ย่อมส่งผลให้ผู้ดูแลเกิดความเครียดและกังวล รวมถึงอาจสร้างผลกระทบด้านสุขภาพร่างกาย โดยเฉพาะอาการปวดกล้ามเนื้อเรื้อรังจากการยกหรือพยุงผู้สูงอายุ[7]อรอุมา จีระกมล. (2568). ช่องว่างเชิงนโยบายในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในประเทศไทย: … Continue reading

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ดูแลในครอบครัวจำนวนหนึ่งยังต้องเสียสละงานประจำหรือจำเป็นต้องลดชั่วโมงการทำงานลงเพื่อกลับมาดูแลคนที่บ้าน ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของผู้สูงอายุกลับเพิ่มสูงขึ้น ครอบครัวที่มีรายได้น้อยหรือไม่มีเงินออมจึงเสี่ยงที่จะต้องกู้หนี้ยืมสินจนตกอยู่ในภาวะล้มละลาย ภาระที่ทับถมกันอยู่บนบ่าของผู้ดูแล ทั้งในด้านสุขภาพกาย-ใจ และการเงิน ทวีเป็นความกดดันสะสมที่มักนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และหมดไฟ (burnout) ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญของผู้ดูแลในครอบครัวที่มักถูกมองข้าม[8]อรอุมา จีระกมล. (2568). ช่องว่างเชิงนโยบายในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในประเทศไทย: … Continue reading

งานดูแลผู้สูงอายุเป็นงานหนัก แต่สังคมกลับมองไม่เห็น สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะหน้าที่การดูแลผู้สูงอายุในสังคมไทยถูกผูกเข้ากับแนวคิดทางศีลธรรม ในฐานะ ‘หนี้บุญคุณ’ หรือความ ‘กตัญญู’ ซึ่งสังคมคาดหวังให้ลูกหลานต้องเติมเต็มอย่างไม่มีทางเลือก การปฏิเสธหน้าที่นี้เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยาก ขัดต่อศีลธรรมอันดี ไปจนถึงขั้นอาจถูกมองว่า ‘เนรคุณ’ ซึ่งสร้างความรู้สึกผิดจนผู้ดูแลไม่สามารถละทิ้งหน้าที่นี้ได้ ถูกบีบให้ตกอยู่ในภาวะขมขื่นที่จำยอม[9]Aulino, F. (2019). Rituals of care: Karmic politics in an aging Thailand. Cornell University Press.

การดูแลผู้สูงวัยที่ถูกฉาบเคลือบไว้ด้วยศีลธรรม ทำให้สมาชิกครอบครัวที่ให้การดูแลกลายเป็นแรงงานที่ ‘มองไม่เห็น’ เอื้อให้รัฐหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในการพัฒนานโยบายสนับสนุนผู้ดูแลอย่างเป็นธรรม โดยผลักภาระให้เป็นเรื่องส่วนตัว เป็นเรื่องภายในที่แต่ละบ้านต้องหาทางจัดการกันเองตลอดมา

อย่างไรก็ตาม สภาพการณ์ข้างหน้าอาจไม่อนุญาตให้รัฐลอยตัวอยู่เหนือปัญหาอีกต่อไป เพราะภาระการดูแลดังกล่าวจะยิ่งมีน้ำหนักเพิ่มพูนขึ้นบนบ่าของลูกหลาน เมื่อขนาดครัวเรือนเฉลี่ยต่อคนของไทยหดตัวลงอย่างต่อเนื่อง จาก 5.3 คนต่อครัวเรือนในปี 1980 [10]สำนักงานสถิติแห่งชาติ, (1980). ลดลงเหลือ 2.5 คนต่อครัวเรือน[11]สำนักงานสถิติแห่งชาติ, (2025). ในปี 2025 และคาดว่าจะลดลงเหลือเพียง 1.1 คนต่อครัวเรือนในอีกราว 45 ปีข้างหน้า[12]สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ). (2568). TDRI Quarterly Review: VOL. 40 NO. 3 | September 2025(รายงาน). สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2026/01/September2025.pdf ภายใต้สถานการณ์ที่อัตราการเกิดต่ำและอัตราพึ่งพิงที่สูงขึ้น ครอบครัวอาจไม่สามารถทำหน้าที่ดูดซับต้นทุนการดูแลผู้สูงอายุแทนรัฐได้อีกต่อไป เนื่องจากแต่ละครอบครัวจะมีกำลังคนที่คอยช่วยหารภาระการดูแลน้อยลงเรื่อยๆ ไปจนถึงอาจสุมทับอยู่กับสมาชิกเพียงคนเดียว

แม้ขยายบริการรัฐหนุนเอกชนร่วมดูแล ก็ยังไม่พอทดแทนคนในครอบครัว

ที่ผ่านมา มีความพยายามจากภาครัฐในการพัฒนาระบบดูแลผู้สูงอายุ รวมถึงมีข้อเสนอเชิงนโยบายให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมให้บริการเพื่อให้ผู้สูงอายุเข้าถึงการดูแลมากขึ้น การดูแลทั้งสองรูปแบบนี้มีจุดเด่นและข้อจำกัดแตกต่างกัน ซึ่งอาจเพิ่มความครอบคลุมในการดูแลผู้สูงอายุได้มากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถทดแทนการดูแลภายในครอบครัวได้ทั้งหมด

ระบบการดูแลระยะยาวสำหรับผู้สูงอายุ (Long-Term Care: LTC) ของไทยดำเนินการโดยสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โดยมีการประเมินระดับความสามารถในการดำรงชีวิต (ADL) เพื่อการวางแผนการดูแลรายบุคคล ซึ่งประกอบด้วยการเยี่ยมบ้าน การดูแลสุขภาพพื้นฐาน ดูแลกิจวัตประจำวัน สังเกตพฤติกรรมการเปลี่ยนแปลงและรายงานให้ญาติทราบ ประสานส่งต่อบริการด้านสังคมที่จำเป็น โดยอาศัยผู้ดูแลอาสาสมัคร (Caregiver) ที่ผ่านการอบรมเข้าไปดูแล ซึ่งได้ค่าตอบแทนเดือนละ 5,000 บาท สำหรับผู้ที่อบรมครบ 70 ชั่วโมง และ 6,000 บาทสำหรับผู้ที่อบรม 120 ชั่วโมง[13]สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, (2016).

แม้ว่าระบบ LTC จะช่วยขยายการเข้าถึงบริการดูแลขั้นพื้นฐานให้ผู้สูงอายุโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังทำได้ในระกับของการดูแลแบบชั่วคราวเท่านั้น ผู้ดูแลเข้าเยี่ยมบ้านเพียงสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง[14] https://files.huahin.go.th/com_news_strategy/2022-03_79ce06a533e88cf.pdf ในระยะเวลาสั้นๆ ไม่ใช่การดูแลอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งวัน และยิ่งไปกว่านั้นคือไม่สามารถดูแลครอบคลุมไปจนถึงมิติด้านอารมณ์และช่วยตัดสินใจในเรื่องสำคัญแทนครอบครัวผู้สูงอายุ

ข้อจำกัดอีกประการหนึ่งของระบบ LTC คือการให้บริการในพื้นที่เมือง ซึ่งครอบครัวมักอาศัยเป็นครอบครัวเดี่ยว อยู่บนอาคารสูงที่ขาดความเป็นชุมชน ทำให้การสำรวจและเข้าดูแลเป็นไปได้ยาก ในปี 2026 มีผู้ดูแลผู้สูงอายุที่ปฏิบัติหน้าที่ในเขตกรุงเทพฯ เพียง 3 คน ให้การดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 3,409 คน ซึ่งเป็นความครอบคลุมในสัดส่วนที่ต่ำมาก[15]กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2026

อีกทางเลือกหนึ่งคือการบริการดูแลของภาคเอกชนซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่มีกำลังทรัพย์ มีทางเลือกหลากหลายรูปแบบตอบสนองตามความต้องการเฉพาะบุคคลได้เป็นอย่างดี บริการดูแลที่บ้าน มีอัตราค่าบริการตามชั่วโมงการดูแลราว 1,200-2,000 บาท/วัน ให้บริการตามแผนการรักษาจากแพทย์เจ้าของไข้ ดูแลความปลอดภัยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุจากการหกล้มหรือตกบันได สังเกตอาการและรายงานผลการดูแลต่อผู้เกี่ยวข้อง หากพบว่ามีความเสี่ยงสามารถแจ้งบริษัทรับดูแลได้ทันที[16]http://care24.co.th/service

ระบบการดูแลเอกชนมีทางเลือกที่ครอบคลุมการดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เช่นเดียวกับการที่ญาติดูแลเอง แต่มีค่าใช้จ่ายสูง ผลสำรวจพบว่าในปี 2025 รายได้หลักของผู้สูงอายุมาจากบุตร 35.7% และจากการทำงาน 33.9% ขณะที่ความสามารถในการทำงานของผู้สูงอายุถดถอยลงเรื่อย ๆ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาเงินออม แต่ผู้สูงอายุ 44.6% ไม่มีเงินเก็บเลย และกว่าสองในสามของผู้ที่มีเงินออม ก็มีเงินออมไม่ถึง 100,000 บาทเท่านั้น[17]สำนักงานสถิติแห่งชาติ, (2024). ข้อจำกัดด้านรายได้จึงเป็นตัวกีดกัดให้ผู้สูงอายุบางกลุ่มไม่สามารถเข้าถึงบริการดูแลของเอกชนได้

สถานบริบาลผู้สูงอายุในไทยเปิดให้บริการทั้งหมด 916 แห่ง ในปี 2025 ส่วนใหญ่มักจะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 516 แห่ง[18]https://reic.or.th/Research/ResearchDetail/5?utm_source=chatgpt.com การกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เมืองทำก่อให้เกิดความเหลื่อมล่ำในการเข้าถึงบริการในพื้นที่นอกเขตเมือง และการจ้างบุคคลภายนอกให้เข้ามาดูแลตลอด 24 ชั่วโมงภายในบ้าน อาจนำมาซึ่งอันตรายเนื่องด้วยรูปแบบความสัมพันธ์เชิงพาณิชย์ระหว่างผู้ดูแลและผู้รับการดูแลที่ขาดความใกล้ชิด โดยมีโครงสร้างความสัมพันธ์ที่อาศัยความไว้ใจ ความพึ่งพิง และผลประโยชน์

ทำให้งานดูแลเป็น งาน ด้วยเงินอุดหนุนผู้ดูแลที่เป็นคนในครอบครัว

แม้ที่ผ่านมาการดูแลผู้สูงอายุจะถูกมองว่าเป็นหน้าที่ของคนในครอบครัวมากกว่าที่จะถูกมองว่าเป็น ‘งาน’ แต่ในขณะเดียวกัน ภาวะบีบบังคับที่ทำให้พวกเขาต้องก้มหน้าทำงานแบบจำยอม ก็เป็นสิ่งที่สังคมให้ความสำคัญมากขึ้นเช่นกัน

จากผลสำรวจแนวคิดและความต้องการนโยบายสาธารณะของผู้มีสิทธิเลือกตั้งอายุ 18 ปีทั่วประเทศของ 101 PUB พบว่า คนไทยเห็นว่า ‘ผู้พิการ’ และ ‘ผู้สูงอายุ’ ควรมีสิทธิรับสวัสดิการจากรัฐมากที่สุด อย่างไรก็ดี หากให้เลือกช่วงวัยหรือความเปราะบางที่ควรมีสิทธิรับมากที่สุดได้เพียงกลุ่มเดียว คนไทยกลับเลือก ‘ผู้ดูแลคนพึ่งตัวเองไม่ได้’ เป็นสัดส่วนสูงสุดแทนที่ 24.2% แล้วจึงตามด้วยผู้สูงอายุที่ 22.4% และผู้พิการที่ 20.1%[19]วรดร เลิศรัตน์ (2026) สวัสดิการแบบใดที่ใช่สำหรับคนไทย?: เปิดผลสำรวจความต้องการนโยบาย 101 PUB แสดงให้เห็นว่าคนไทยเองก็ตระหนักถึงภาวะยากลำยากของแรงงานผู้ให้การดูแลเหล่านี้

ในหลายประเทศที่เผชิญกับความท้าทายของสังคมสูงวัย มีการจัดสวัสดิการ ‘เงินอุดหนุน’ (Caregiver Allowance) เป็นเงินช่วยเหลือที่มอบให้กับผู้ดูแลผู้สูงอายุ เพื่อชดเชยต้นทุนที่ผู้ดูแลต้องแบกรับ ไม่ว่าจะเป็นรายได้ที่หายไปจากการลดชั่วโมงทำงานหรือการออกจากงาน รวมถึงเป็นการยอมรับว่างานดูแลในครอบครัวคือแรงงานรูปแบบหนึ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม ซึ่งข้อดีของการให้เงินอุดหนุนเป็นการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของคนในครอบครัว อีกทั้งช่วยให้คนในครอบครัวได้มีทางเลือกอื่นในการเข้าถึงการดูแลที่ดี และเพิ่มโอกาสให้คนในครอบครัวได้พักจากงานดูแล เพิ่มกำลังใจในการทำงานดูแลต่อไป

อย่างไรก็ดี การให้เงินอุดหนุนสำหรับผู้ดูแลควรพิจารณาอัตราค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภาระงานที่มีอยู่ ด้วยการกำหนดเกณฑ์ให้สามารถใช้เป็นแนวทางได้กับทั้งประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพที่ดีในการทำงานด้วยการส่งเสริมให้ผู้ดูแลได้รับการฝึกอบรม ผลวิจัยพบว่าความรอบรู้ด้านสุขภาพของผู้ดูแลมีความสัมพันธ์มากกับการดูแลสุขภาพของผู้สูงอายุอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อผู้ดูแลมีความรอบรู้ด้านสุขภาพสูงจึงช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูแลผู้สูงอายุได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มความสามารถในการตัดสินใจได้อย่างมั่นใจและถูกต้อง[20]สุรีรัตน์ เพ็ชรสมบัติ, เอมอัชณา วัฒนบุรานนท์, สุนิศา แสงจันทร์, และเสาวนีย์ ทองนพคุณ. (2568). … Continue reading ลดความเสี่ยงจากการดูแล ญาติเตรียมพร้อมรับมือกับอาการของผู้สูงอายุได้ดีขึ้น พร้อมทั้งลดความเครียดและความกดดันในการดูแล

นอกจากนี้ จำเป็นต้องกำหนดชั่วโมงการดูแลที่ชัดเจนเนื่องจากชั่วโมงการดูแลส่งผลกระทบต่อผู้ดูแล  งานวิจัยพบว่าการดูแลในระดับเข้มข้นสูงตั้งแต่ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ขึ้นไป เริ่มมีแนวโน้มว่าผู้ดูแลจำเป็นต้องลดชั่วโมงการทำงาน ไม่สามารถทำงานประจำได้ต่อเนื่อง[21]Colombo, F., Llena-Nozal, A., Mercier, J., & Tjadens, F. (2011). Help wanted?: Providing and paying for long-term care (OECD Health Policy Studies) OECD Publishing (No. 91). https://doi.org/10.1787/9789264097759-en การตั้งเกณฑ์การให้เงินอุดหนุนตั้งแต่ 30 ชั่วโมงขึ้นไปต่อสัปดาห์ เป็นการป้องกันการเสียโอกาสทางรายได้ และผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้ดูแล

ครอบครัวที่อยู่ในภาวะยากจนต้องแบกภาระในการดูแลสมาชิกในครัวเรือนในอัตราที่สูงกว่าครอบครัวที่ไม่ยากจน โดยในปี 2567 อัตราการพึ่งพิงของครัวเรือนยากจนอยู่ที่ร้อยละ 103.69 (สมาชิกในครอบครัวหนึ่งคนต้องดูแลมากกว่าหนึ่งคน) ในขณะที่ ครัวเรือนไม่ยากจนมีอัตราพึ่งพิงร้อยละ 60.06 (สมาชิกในครอบครัวห้าคนต้องดูแลสามคน) เนื่องจากสมาชิกในวัยแรงงานจำเป็นต้องแบ่งเวลาจากการทำงานเพื่อดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ทำให้โอกาสในการสร้างรายได้ลดน้อยลง และอาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของครัวเรือนโดยรวม[22]สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2568).รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี … Continue reading ครอบครัวที่มีความยากจนจึงควรที่จะมีโอกาสได้เงินอุดหนุนที่มากกว่าเพื่อเสริมสร้างความเท่าเทียมในสังคม

ตัวอย่าง ประเทศสิงคโปร์ มีโครงการ Home Caregiving Grant (HCG) ซึ่งเป็นเงินอุดหนุนรายเดือนเพื่อช่วยครอบครัวที่ดูแลผู้สูงอายุ เงินช่วยเหลือนี้สามารถนำไปใช้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการจ้างบริการดูแลหรือนำเงินไปใช้สำหรับการดูแลผู้สูงอายุด้วยตนเอง โดยจ่ายเงินให้ผู้ดูแลตามรายได้ครัวเรือนหากรายได้ครัวเรือนต่อเดือนต่อคนอยู่ที่ 0-1,500 ดอลลาร์ ได้รับเงินจำนวน 400 ดอลลาร์ หรือ 9,810 บาท และหากมีรายได้ครัวเรือนต่อเดือนต่อคนอยู่ที่ 1,501-3,600 ดอลลาร์ ได้รับเงินจำนวน 250 ดอลลาร์ หรือ 6,130 บาท ซึ่งภายในเดือนเมษายน ค.ศ. 2026 จะปรับจาก 400 ดอลลาร์ เป็น 600 ดอลลาร์ ลดหลั่งตามรายได้ที่เพิ่มขึ้น[23]Agency for Integrated Care. Home Caregiving Grant (HCG) | Financial Assistance. AIC, https://aic.sg/Financial-Assistance/Home-Caregiving-Grant. (accessed 30 January 2026).

ในส่วนของประเทศสวีเดนจ่ายเงินผ่านผู้รับการดูแลเพื่อใช้เป็นค่าตอบแทนให้ผู้ดูแลตามชั่วโมงการดูแลสูงสุด 450 ยูโร หรือ 16,770 บาท ซึ่งอัตราการให้เงินไม่ได้ถูกกำหนดจากรัฐบาลกลาง ดังนั้น เทศบาลจึงมีการตั้งเงื่อนไขแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ [24] Eurocarers. Sweden – Country Profile. Eurocarers, https://eurocarers.org/country-profiles/sweden/?utm_source=chatgpt.com. (accessed 30 Jan. 2026). กล่าวคือ แต่ละประเทศมีการให้เงินที่แตกต่างกันไปตามบริบททางสังคมนั้น

ลำพังเงินอุดหนุนยังไม่พอ ต้องสร้างระบบสนับสนุนการดูแลในบ้านอย่างรอบด้านด้วย

การให้เงินอุดหนุนเป็นก้าวแรกของการทำให้งานดูแลได้รับการยอมรับว่าเป็นงานที่มีคุณค่า อย่างไรก็ตาม หากมองว่าผู้ดูแลก็เป็นเหมือนแรงงานคนหนึ่ง การให้ค่าแรงอาจยังไม่เพียงพอ แต่ย่อมจะต้องคำนึงถึงการสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เหมาะสม ไปจนถึงการประกันสิทธิที่จะมีวันลาหยุด ลาป่วย ได้เหมือนคนทำงานโดยทั่วไป ซึ่งอาจต้องอาศัยกลไกเชิงนโยบายที่แตกต่างไปจากการดูแลแรงงานแบบอื่นๆ

สำหรับงานที่ปะปนอยู่กับชีวิตส่วนตัวอย่างแยกไม่ออก การหยุดพัก วางภาระงานลงชั่วคราวอาจต้องอาศัยญาติหรือเพื่อนบ้านที่ไว้ใจได้มาช่วยผลัดเปลี่ยนชั่วคราว หากไม่มีตัวช่วยเหล่านี้ การ ‘ลางาน’ สำหรับผู้ดูแลก็เป็นไปได้ยากจนถึงเป็นไปไม่ได้เลย

ในแง่นี้ รัฐควรสนับสนุนให้มี ‘บริการพักชั่วคราว’ (Respite Care) หรือรูปแบบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุที่ต้องการความช่วยเหลือในชีวิตประจำวันในรูปแบบชั่วคราว และยืดหยุ่น เช่น รายวัน รายสัปดาห์ หรือยาวนานกว่านั้น การเพิ่มทางเลือกในการฝากดูแลแบบชั่วคราว จะช่วยลดภาวะความเครียดและความเหนื่อยล้าของผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงสูง และช่วยเป็นทางเลือกให้ผู้ดูแลยังคงรักษางานและอาศัยร่วมกับผู้สูงอายุที่ดูแลตัวเองได้ในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน แทนที่จะต้องมองหาทางเลือกที่เป็นศูนย์ดูแลระยะยาว

ตัวอย่างประเทศที่ให้ความสำคัญกับผู้ดูแลโดยจัดตั้งศูนย์บริการพักชั่วคราวครอบคลุมทุกพื้นที่เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างทั่วถึงได้แก่ ประเทศไต้หวัน ภายใต้นโยบายการดูแลระยะยาว (LTC 2.0) มีศูนย์ผู้ดูแลในครอบครัว (Family Caregiver Centers) เพื่อให้ข้อมูลและคำปรึกษาวางแผนการดูแลและการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของผู้ดูแล รวมถึงการรับมือกับความเครียด ความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ และภาวะหมดไฟจากการดูแล โดยศูนย์จัดการอบรมให้ความรู้ด้านการดูแลผู้สูงอายุและผู้พึ่งพิงขั้นพื้นฐาน พร้อมทั้งประสานผู้ดูแลเข้ากับบริการดูแลทดแทนทั้งแบบระยะสั้น แบบไป–กลับ หรือแบบดูแลที่บ้าน[25]Cheng, C.-F., & Fu, T.-H. (2020). Policies and transformation of long-term care system in Taiwan. Annals of Geriatric Medicine and Research, 24(3), 187–194. https://doi.org/10.4235/agmr.20.0038

นอกจากนี้ จะต้องไม่ลืมว่าแรงงานดูแลไม่ได้มีเฉพาะคนในบ้านเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ทำงานได้รับค่าจ้างในบ้าน เช่น ผู้ดูแลกึ่งแม่บ้าน ซึ่งเผชิญกับการทำงานหนักที่เส้นแบ่งระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัวพร่าเลือนไปด้วยเช่นกัน เสี่ยงต่อการถูกขูดรีด และการจ้างงานอย่างไม่เป็นธรรม เพียงเพราะไม่ถูกนับว่าเป็นงานจึงไม่สามารถเข้าถึงการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงาน

เพื่อแก้ไขความเหลื่อมล้ำดังกล่าว องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) จึงประกาศใช้ อนุสัญญาว่าด้วยงานที่มีคุณค่าสำหรับแรงงานทำงานบ้าน (ILO Convention No. 189) เมื่อปี ค.ศ. 2011[26]International Labour Organization. (2011). Convention C189 – Domestic Workers Convention, 2011 (No. 189). Retrieved from https://www.un.org/en/development/desa/population/migration/generalassembly/docs/globalcompact/ILO_C_189.pdf สาระสำคัญของอนุสัญญาฉบับนี้คือ การยืนยันว่าแรงงานทำงานบ้านคือ ‘แรงงาน’ เช่นเดียวกับแรงงานประเภทอื่น และควรได้รับการคุ้มครองอย่างเสมอภาค ทั้งในด้านค่าจ้าง ชั่วโมงการทำงาน วันหยุด การลาพัก สภาพการทำงานที่ปลอดภัย การเข้าถึงประกันสังคมและสวัสดิการ นอกจากนี้ ILO 189 ยังเน้นสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำสัญญาจ้างที่ระบุเงื่อนไขการจ้างงานที่ชัดเจน การคุ้มครองจากการใช้แรงงานบังคับ ความรุนแรง และการเลือกปฏิบัติ

อนุสัญญานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทสังคมสูงวัย เพราะแรงงานทำงานบ้านและแรงงานดูแลเป็นกำลังหลักที่ช่วยให้ครอบครัวสามารถออกไปทำงานนอกบ้านได้ และเป็นกลไกสำคัญของระบบดูแลระยะยาว หากแรงงานกลุ่มนี้ขาดการคุ้มครอง ย่อมส่งผลต่อทั้งคุณภาพการดูแลและความมั่นคงของระบบแรงงานโดยรวม ระบบการดูแลผู้สูงอายุจึงต้องมีการดูแลที่ครอบคลุมถึงผู้ดูแล เพื่อระบบการดูแลที่ยังยืนโดยไม่ผลักภาระให้ตกอยู่ในมือใครแต่เพียงผู้เดียว หากแต่เป็นการดูแลร่วมกันของคนในสังคม

References
1, 17 สำนักงานสถิติแห่งชาติ, (2024).
2 สุธาทิพย์ จุลบุตร และ มถนภรณ์ เคหะลูน. (2568). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาระดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงในอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตร. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 9(2), 1–11. สืบค้นจาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/280496
3 Kim, J., Lee, Y., & Park, S. (2022). Effect of number of household members on falls among disabled older people. International Journal of Environmental Research and Public Health, 19(10), 5888. https://doi.org/10.3390/ijerph19105888
4 โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ. (2565). งานดูแลและงานบ้านที่ไม่ได้รับค่าจ้างของหญิงไทย และผลกระทบต่อการจ้างงานที่มีคุณค่า. กรุงเทพมหานคร: โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ.
5, 9 Aulino, F. (2019). Rituals of care: Karmic politics in an aging Thailand. Cornell University Press.
6 สุธาทิพย์ จุลบุตร และ มถนภรณ์ เคหะลูน. (2568). ปัจจัยที่สัมพันธ์กับภาระดูแลของผู้ดูแลผู้สูงอายุติดเตียงในอำเภอโพธิ์ประทับช้าง จังหวัดพิจิตรวารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม, 9(2), 1–11. สืบค้นจาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/JSC/article/view/280496
7, 8 อรอุมา จีระกมล. (2568). ช่องว่างเชิงนโยบายในการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงในประเทศไทย: ผลกระทบต่อบทบาทของผู้ดูแลในครอบครัวและข้อเสนอเชิงนโยบาย. วารสารการพัฒนาภาวะผู้นำและการจัดการชุมชน, 5(1). https://so06.tci-thaijo.org/index.php/jclmd_psru/article/view/282026
10 สำนักงานสถิติแห่งชาติ, (1980).
11 สำนักงานสถิติแห่งชาติ, (2025).
12 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ). (2568). TDRI Quarterly Review: VOL. 40 NO. 3 | September 2025(รายงาน). สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย. https://tdri.or.th/wp-content/uploads/2026/01/September2025.pdf
13 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, (2016).
14 https://files.huahin.go.th/com_news_strategy/2022-03_79ce06a533e88cf.pdf
15 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ข้อมูลเดือนกุมภาพันธ์ 2026
16 http://care24.co.th/service
18 https://reic.or.th/Research/ResearchDetail/5?utm_source=chatgpt.com
19 วรดร เลิศรัตน์ (2026) สวัสดิการแบบใดที่ใช่สำหรับคนไทย?: เปิดผลสำรวจความต้องการนโยบาย 101 PUB
20 สุรีรัตน์ เพ็ชรสมบัติ, เอมอัชณา วัฒนบุรานนท์, สุนิศา แสงจันทร์, และเสาวนีย์ ทองนพคุณ. (2568). ความสัมพันธ์ระหว่างความรอบรู้ด้านสุขภาพและแรงสนับสนุนทางสังคมกับการดูแลผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิงของผู้ดูแลผู้สูงอายุในจังหวัดสระแก้ว. วารสารสิ่งแวดล้อมศึกษาการแพทย์และสุขภาพ, 10(4), 360–369. สืบค้นจาก https://so06.tci-thaijo.org/index.php/hej/article/view/290728 
21 Colombo, F., Llena-Nozal, A., Mercier, J., & Tjadens, F. (2011). Help wanted?: Providing and paying for long-term care (OECD Health Policy Studies) OECD Publishing (No. 91). https://doi.org/10.1787/9789264097759-en
22 สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2568).รายงานการวิเคราะห์สถานการณ์ความยากจนและความเหลื่อมล้ำในประเทศไทย ปี 2567. สำนักงานสภาพัฒน์. https://www.nesdc.go.th/wordpress/wp-content/uploads/2025/09/Final-Report-2024_as-of-20250912.pdf
23 Agency for Integrated Care. Home Caregiving Grant (HCG) | Financial Assistance. AIC, https://aic.sg/Financial-Assistance/Home-Caregiving-Grant. (accessed 30 January 2026).
24 Eurocarers. Sweden – Country Profile. Eurocarers, https://eurocarers.org/country-profiles/sweden/?utm_source=chatgpt.com. (accessed 30 Jan. 2026).
25 Cheng, C.-F., & Fu, T.-H. (2020). Policies and transformation of long-term care system in Taiwan. Annals of Geriatric Medicine and Research, 24(3), 187–194. https://doi.org/10.4235/agmr.20.0038
26 International Labour Organization. (2011). Convention C189 – Domestic Workers Convention, 2011 (No. 189). Retrieved from https://www.un.org/en/development/desa/population/migration/generalassembly/docs/globalcompact/ILO_C_189.pdf

อินโฟกราฟฟิก

วิจัย/เขียน

อินทิรา หม่องคำ

สร้างสรรค์ภาพ

วนา ภูษิตาศัย

บทความที่เกี่ยวข้อง

เติมรายได้ให้ ‘คนไทยไร้จน’ อาจต้องช่วยคนถึง 17.7 ล้านราย

จำนวน ‘คนจน’ ในปัจจุบันคำนวนจากรายได้รวมของครัวเรือน หากแยกพิสูจน์เป็นรายคนเพื่อเติมรายได้ทุกคนให้ถึง 3,000 บาท/เดือน อาจต้องใช้เงินกว่า 6 แสนล้านบาทต่อปี

3 February 2026

ประเมินนโยบายเลือกตั้ง 69 จะพาคนไทย ‘หก’ หรือ ‘ก้าว’: คุณภาพชีวิตคนไทยจะดีขึ้น?

วิเคราะห์นโยบายสวัสดิการเด็กเล็ก วัยรุ่น ผู้สูงอายุ หลักประกันสุขภาพ และการรับมือภัยพิบัติ ของพรรคการเมืองในสนามเลือกตั้ง’69

23 January 2026

ภารกิจ 120 วัน รัฐบาลหนู: โจทย์ระยะยาวของรัฐบาลที่มีความชอบธรรมระยะสั้น

101 PUB รวบรวมโจทย์นโยบายใหญ่ที่ ‘รัฐบาลหนู’ ควรจะเร่งทำในช่วง 4 เดือนให้ลุล่วง หากต้องการ ‘รีแบรนด์’ เป็นพรรคการเมืองระดับชาติ และเป็นอีกหนึ่งทางเลือกหลักในสนามการเลือกตั้งครั้งถัดไป

17 September 2025

101 Public Policy Think Tank
ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะไทยในบริบทโลกใหม่ สร้างสรรค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มพลังให้ประชาชนสามารถตัดสินใจอย่างดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในเรื่องสำคัญที่มีความหมายต่อชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และสังคม

Copyright © 2026 101pub.org | All rights reserved.