เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2015 ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของประชาคมโลก เมื่อประเทศสมาชิกสหประชาชาติทั้ง 193 ประเทศ ร่วมลงนามรับรอง ‘วาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030’ (2030 Agenda for Sustainable Development) ในฐานะพันธสัญญาร่วมกันเพื่อบรรลุ ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน’ (Sustainable Development Goals: SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมาย ภายในปี 2030
แม้เวลาจะล่วงเลยมากว่าหนึ่งทศวรรษนับจากวันลงนามและโลกต้องเผชิญความท้าทายรูปแบบใหม่ที่ซับซ้อนและรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ SDGs ยังคงทำหน้าที่เสมือน ‘พิมพ์เขียว’ สำคัญในการกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศต่างๆ ภายใต้หลักการร่วมกันคือการพัฒนาที่ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และต้อง ‘ยั่งยืน’ อย่างแท้จริง ขณะที่บางประเทศสามารถขยับเข้าใกล้หรือบรรลุเป้าหมายในบางมิติแล้ว หลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศไทยกลับต้องรับมือกับโจทย์ที่ยากและท้าทายกว่าเดิมในบริบทโลกที่ผันผวน
เมื่อโลกกำลังก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายของช่วงเวลาอีกเพียงห้าปี ก่อนถึงเส้นตายของการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ประเทศไทยจะ ‘ไปถึงหรือไม่’ แต่คือมีโจทย์อะไรที่ประเทศไทยต้องปรับทิศทางการพัฒนา เพื่อไม่ให้หลุดขบวนของประชาคมโลกและยังสามารถเดินต่อบนเส้นทางของการพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง
วันโอวันชวนตีโจทย์และสำรวจการขับเคลื่อน SDGs ในหลากหลายมิติ เพื่อชำแหละทั้งจุดแข็ง จุดอ่อน และช่องว่างที่ประเทศไทยยังต้องเร่งอุดให้ทันเวลา ผ่านบทสนทนากับผู้คนจากหลายภาคส่วน ประกอบด้วย ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน, วิสุทธิ์ ตันตินันท์ ที่ปรึกษาด้านการขยายความร่วมมือและพันธกิจ UNDP ประจำประเทศไทย และ รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หมายเหตุ: เก็บความส่วนหนึ่งจากการวงเสวนาเรื่อง ‘เขียนรายงาน วางแผน และจัดการการพัฒนา เพื่อเสริมพลังการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและยั่งยืน’ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘Jump Start Workshop 10 ปี SDGs : เหลียวหลัง แลหน้าเพื่อรายงาน-วางแผนการพัฒนาสู่อนาคต’ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ บริษัท ดิ วันโอวัน เปอร์เซนต์ จำกัด ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568
โจทย์ใหญ่ของการพัฒนาที่ยั่งยืนของไทยโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง
ประเด็นสำคัญที่สังคมไทยจำเป็นต้องร่วมกันหาคำตอบคือ การพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศไทยในวันนี้มีทั้ง ‘จุดแข็ง’ และ ‘จุดอ่อน’ อย่างไร
ผศ.ชล บุนนาค ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนชี้ว่า หากมองในภาพรวม จุดแข็งที่สำคัญที่สุดของการขับเคลื่อน SDGs ในประเทศไทยคือ ‘คน’ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐและบุคลากรในหน่วยงานต่างๆ ที่ทำงานด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยตรง ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่มีความตั้งใจ มีศักยภาพ มีองค์ความรู้ และต้องการผลักดันการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาหลักกลับไม่ได้อยู่ที่ตัวบุคคล หากแต่อยู่ที่ ‘กลไกและโครงสร้าง’ ที่ยังไม่เอื้อให้ความตั้งใจเหล่านั้นถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติได้อย่างเต็มที่ ชลยกตัวอย่างกระบวนการกำหนดนโยบายสาธารณะด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งมีกลไกหลักคือคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน (กพย.) โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และมีปลัดกระทรวงต่างๆ รวมถึงหน่วยงานวิชาการเข้าร่วม
แม้ในเชิงหลักการ กพย. จะถูกออกแบบให้เป็นกลไกข้ามกระทรวงเพื่อขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืนโดยเฉพาะ แต่ในทางปฏิบัติกลับมีข้อจำกัดจำนวนมาก โดยเฉพาะการที่คณะกรรมการไม่ได้ประชุมมาเป็นเวลากว่าสองปี ส่งผลให้กลไกที่ควรเป็นหัวใจของการขับเคลื่อน SDGs ไม่สามารถทำงานได้จริง
นอกจากนี้ กพย. ยังไม่มีตัวแทนจากภาคประชาสังคมเข้าไปมีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการ ทำให้ภาคประชาชนยังไม่มีบทบาทในระดับการกำหนดนโยบายและทิศทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ ซึ่งเขามองว่าเป็นช่องว่างสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข หากต้องการให้การพัฒนา ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ เกิดขึ้นได้จริง
อีกหนึ่งตัวอย่างคือ โครงสร้างการทำงานด้าน SDGs ที่ปัจจุบันแบ่งความรับผิดชอบตามเป้าหมาย ตัวชี้วัด และเป้าประสงค์ย่อย ซึ่งมีข้อดีในแง่ของการติดตามข้อมูลและการรายงานผล แต่ในเชิงการขับเคลื่อนเชิงนโยบายกลับไม่สอดคล้องกับลักษณะของปัญหาที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันข้ามประเด็น เช่น ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ หรือระบบอาหารที่โยงกับพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ชลจึงเสนอว่ากลไกการทำงานของ SDGs ควรถูกปรับให้ขับเคลื่อนในลักษณะ ‘ตามธีม’ มากขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกิดการทำงานข้ามประเด็นและข้ามกระทรวงอย่างแท้จริง
ประเด็นถัดมาคือ การขาดกลไกความรับผิดรับชอบในระดับการเมือง ปัจจุบันการดำเนินงานด้าน SDGs เมื่อผ่าน กพย. แล้วจะสิ้นสุดที่คณะรัฐมนตรี โดยไม่ถูกส่งต่อเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา อีกทั้งยังไม่มีคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรที่ทำหน้าที่กำกับดูแล SDGs โดยตรง ทั้งที่ในอดีตวุฒิสภาเคยมีกลไกในลักษณะนี้มาอย่างต่อเนื่อง เขาจึงเสนอว่า SDGs ควรถูกนำเข้าสู่กระบวนการของรัฐสภา เพื่อสร้างความรับผิดชอบและการตรวจสอบต่อสาธารณะอย่างแท้จริง
อีกประเด็นสำคัญคือ ‘การเงินเพื่อการพัฒนา’ (financing for development) ซึ่งยังไม่ได้รับความสำคัญเท่าที่ควร แม้ในระดับโลกจะมีเงินทุนจำนวนมาก แต่มีเพียงราว 1% เท่านั้นที่ถูกนำมาใช้สนับสนุนการบรรลุเป้าหมาย SDGs ขณะที่ในประเทศไทย ประเด็นการเงินเพื่อการพัฒนายังไม่ถูกบรรจุอย่างชัดเจนในแผนการขับเคลื่อน SDGs ทั้งที่แนวคิดนี้ไม่ได้หมายถึงงบประมาณภาครัฐเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงการระดมทุนจากภาคเอกชนเพื่อสนับสนุนภาคประชาสังคมและชุมชน โดยเฉพาะในประเด็นที่ไม่สามารถสร้างผลตอบแทนทางการเงินได้โดยตรง เช่น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
นอกจากนี้ การสร้าง ‘หุ้นส่วนเพื่อการพัฒนา’ ก็เป็นอีกกลไกที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืน ปัจจุบันมีความพยายามผลักดันกลไกลักษณะนี้ผ่านเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเทศไทยจำเป็นต้องมีกลไกกลางที่เปิดพื้นที่ให้ภาคส่วนต่างๆ เข้ามาสนทนาและกำหนดทิศทางร่วมกัน
ขณะเดียวกัน การเสริมพลังให้ประชาชนก็เป็นหัวใจสำคัญ กลไกอย่าง ‘การวิจัยเพื่อท้องถิ่น’ ถูกสะท้อนจากภาคสังคมทั่วประเทศว่าเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ชุมชนสามารถใช้ข้อมูลและองค์ความรู้ในการกำหนดแผนพัฒนาของตนเอง และใช้ต่อรองกับรัฐได้อย่างมีพลัง ซึ่งเป็นตัวอย่างของการพัฒนาที่เริ่มต้นจากฐานรากอย่างแท้จริง
ในด้านกลไกความรับผิดรับชอบ ทั้งภาครัฐและภาคเอกชนยังมีช่องว่างสำคัญ สำหรับภาครัฐจำเป็นต้องมีระบบตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างหน่วยงาน เช่น การกำกับโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ควรถูกผูกขาดอยู่กับหน่วยงานเดียว เพื่อลดความเสี่ยงในการเอื้อประโยชน์และการทุจริต ขณะที่ภาคเอกชน แม้จะมีการจัดทำรายงานความยั่งยืนอย่างแพร่หลาย แต่ยังขาดกลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ มีประสิทธิภาพ และมีต้นทุนเหมาะสม เพื่อป้องกันปัญหา ‘การฟอกเขียว’ ในอนาคต
“ประเทศไทยยังขาดข้อมูลฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับพื้นที่อย่างเป็นระบบ เมื่อเกิดปัญหาจึงไม่สามารถพิสูจน์หรือปกป้องสิทธิของชุมชนได้อย่างชัดเจน การจัดทำข้อมูลพื้นฐานด้านสิ่งแวดล้อมทั่วประเทศควรเป็นวาระสำคัญ เพื่อเป็นเครื่องมือในการพัฒนาสังคมในระยะยาว” ชลกล่าว
เขายังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างของข้อมูล SDGs ระหว่างระดับโลก ระดับชาติ และระดับพื้นที่ ซึ่งทำให้การกระทำในระดับบุคคลหรือองค์กรไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่ผลลัพธ์ระดับประเทศได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม ตัวอย่างอย่าง Impact Ranking ของมหาวิทยาลัย แสดงให้เห็นว่า เมื่อมีระบบชี้วัดและการสะท้อนผลลัพธ์ที่ชัดเจน องค์กรสามารถนำข้อมูลไปปรับปรุงตนเองได้จริง และก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างก้าวกระโดด
“เราต้องผลักดันการพัฒนาที่ยั่งยืนให้ไปไกลกว่ากล่อง 17 สี หรือไปไกลกว่าตัวชี้วัด แต่ต้องยึดหลักการพื้นฐานคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คน ควบคู่กับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และเคารพหลักสิทธิมนุษยชนสากล” เขากล่าว
ทั้งนี้ ชลทิ้งท้ายโจทย์สำคัญที่ประเทศไทยต้องเร่งดำเนินการในโค้งสุดท้ายไว้หกประเด็น ได้แก่
1. หน่วยงานภาครัฐต้องยึดมั่นในหลักการพื้นฐานของ SDGs อย่างจริงจัง หากหลักการเหล่านี้ถูกใช้เป็นกรอบตั้งต้นของทุกโครงการ ประเทศไทยจะไม่ต้องเผชิญปัญหาสะสมเช่นปัจจุบัน และโครงการที่ไม่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวควรถูกยุติหรือถูกลดความสำคัญลง
2. SDGs ต้องมีเป้าหมายระดับพื้นที่ โดยประชาชนและภาคประชาสังคมต้องมีส่วนร่วมในการกำหนด เพื่อให้เกิดการติดตามร่วมและความรู้สึกเป็นเจ้าของเป้าหมายการพัฒนา
3. ประเทศไทยต้องสื่อสารสาธารณะด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนให้มากขึ้น เพื่อสร้างความรู้ ความตื่นตัว และแรงกดดันทางสังคมให้ทุกพรรคการเมืองยก SDGs เป็นวาระสำคัญ
4. ประเทศต้องมียุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านที่เป็นธรรม เพื่อขยายผลจากแนวปฏิบัติที่ยั่งยืนซึ่งเกิดขึ้นในชุมชนหรือภาคส่วนต่างๆ ให้กลายเป็นความปกติใหม่ของสังคม โดยใช้ประเด็นเชิงยุทธศาสตร์หรือ strategic entry point ที่สามารถส่งผลกระทบเชื่อมโยงไปยัง SDGs ทั้ง 17 เป้าหมาย
5. ประเทศไทยต้องมีการติดตามและทำให้การเงินเพื่อการพัฒนาโปร่งใส โดยเฉพาะการเชื่อมโยงงบประมาณภาครัฐกับเป้าหมาย SDGs อย่างชัดเจน เพื่อให้สังคมเห็นภาพว่าทรัพยากรถูกใช้ไปแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือถูกเทไปที่โครงสร้างพื้นฐานมากน้อยเพียงใด
6. ประเทศไทยต้องให้ความสำคัญกับข้อมูล โดยเฉพาะข้อมูลจากชุมชน เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกับข้อมูลของรัฐในการกำหนดนโยบาย รวมถึงการพัฒนาตัวชี้วัดที่สะท้อนมิติทางสังคม สิทธิชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ มากกว่าการวัดผลเพียงด้านเศรษฐกิจ
การพัฒนาอย่างยั่งยืนต้องเป็นของประชาชน
เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566-2570) ซึ่งบูรณาการเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ไว้ในแผน ทว่าทั้งแผนดังกล่าวและกรอบ SDGs กลับถูกกำหนดและขับเคลื่อนภายใต้บริบทของรัฐบาลรัฐประหาร คสช. ซึ่งเป็นผู้วางและกำกับการใช้งานยุทธศาสตร์ชาติ แผนปฏิรูปประเทศ และ SDGs มาตั้งแต่ต้น
ทั้งนี้ เขาตั้งคำถามถึงโครงสร้างอำนาจของยุทธศาสตร์ชาติ โดยชี้ให้เห็นถึงรายชื่อของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งประกอบด้วยนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา ประธานวุฒิสภา รองนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการเหล่าทัพ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ รวมถึงตัวแทนจากภาคธุรกิจ เช่น หอการค้า สภาอุตสาหกรรม และผู้ทรงคุณวุฒิจากกลุ่มทุนขนาดใหญ่และภาคการเงิน
“หน้าตาของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติแบบนี้ คำถามคือคนกลุ่มนี้จะเป็นผู้กำหนดการขับเคลื่อน SDGs อย่างไม่ขาดตอนได้อย่างไร และประชาชนอยู่ตรงไหนของแผนขับเคลื่อนเหล่านี้กันแน่” เลิศศักดิ์ตั้งคำถามพร้อมชี้ว่า ในโครงสร้างดังกล่าวแทบไม่เห็นพื้นที่ของประชาชนในฐานะผู้มีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเลย
เลิศศักดิ์จึงเสนอว่า หากจะพูดถึงแผนพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง จำเป็นต้องยึดสองแกนหลักที่ต้องเดินไปพร้อมกันเสมอคือ การพัฒนาทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาด้านสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
“หากมองเพียงตัวเลขว่าคนจนลดลงจากเส้นความยากจนซึ่งเป็นการพัฒนาทางเศรษฐกิจ แต่ไม่ถามต่อว่ามีประชาชนกี่ล้านครอบครัวที่สูญเสียที่ดินทำกินซึ่งเกี่ยวข้องกับการพัฒนาด้านสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ก็เท่ากับมองการพัฒนาเพียงด้านเดียว” เขากล่าว
เขาชี้ว่า ที่ผ่านมาปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของประชาชนจำนวนมากเชื่อมโยงโดยตรงกับนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและ SDGs โดยเฉพาะการนำที่ดินไปปลูกป่าเพื่อค้าคาร์บอนเครดิต ซึ่งเขาวิจารณ์ว่าเป็น ‘กลไกลดโลกร้อนจอมปลอม’ เพราะบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่ได้ลดการใช้พลังงานหรือกำลังการผลิตจริง แต่ใช้การปลูกป่ามาหักลบกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ในทางปฏิบัติ กลไกคาร์บอนเครดิตจึงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน หากแต่กลับสร้างปัญหาใหม่ที่รุนแรงกว่า ทั้งการแย่งยึดที่ดิน การละเมิดสิทธิชุมชน และการทำลายระบบนิเวศในระยะยาว ซึ่งเลิศศักดิ์ย้ำว่า นี่คือปัญหาของแผนพัฒนาในประเทศไทยที่พยายามแก้ปัญหาเก่า แต่กลับสร้างปัญหาใหม่ที่หนักกว่าเดิม
“เราพูดถึง SDGs มาตั้งแต่รัฐประหาร และพยายามแปลง SDGs ไปสู่การปฏิบัติผ่านนโยบายอย่าง BCG เพื่อสร้าง new S-curve ให้ประเทศ แต่ทั้งหมดนี้คือ SDGs ของรัฐและนายทุน ไม่ใช่ SDGs ของประชาชน” เขากล่าว
หากมองจากมุมของประชาชน เขาชี้ว่า SDGs ในความหมายของประชาชนปรากฏอยู่ในรูปของขบวนการต่อสู้เพื่อปกป้องทรัพยากรส่วนรวมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการคัดค้านเหมืองแร่ การปกป้องแม่น้ำ ภูเขา ป่าไม้ และทะเล ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนบุคคล แต่เป็นสมบัติส่วนรวมที่หล่อเลี้ยงชีวิตชุมชน ทว่าการต่อสู้เหล่านี้กลับไม่เคยถูกนับรวมอยู่ในกรอบ SDGs ของรัฐ
“ชุมชนไม่ได้ต่อสู้เพื่อปกป้องเพียงที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินเท่านั้น แต่ยังมีที่ดินผืนที่สาม ซึ่งเป็นฐานทรัพยากรสำหรับการยังชีพ ตั้งแต่การเก็บของป่า หาอาหาร สมุนไพร ไปจนถึงการรักษาสมดุลชีวิต หากทรัพยากรส่วนรวมเหล่านี้สูญหาย ชีวิตของชุมชนจะเผชิญวิกฤตโดยตรง” เลิศศักดิ์กล่าว
เขาเสนอว่า หาก SDGs จะเดินหน้าต่อไปในอีกห้าปีข้างหน้า สิ่งที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการคือ
1. ต้องมีการจัดทำรายงานเกี่ยวกับคดี SLAPP หรือการฟ้องคดีปิดปาก ที่ประชาชนถูกดำเนินคดีจากรัฐและทุน เนื่องจากลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิ ทรัพยากร และ SDGs ของตนเอง เพื่อสะท้อนความรุนแรงเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ภายใต้การพัฒนา
2. ต้องมีการจัดทำรายงานจำนวนครอบครัวที่สูญเสียที่ดินทำกินจากนโยบาย BCG และการปลูกป่าเพื่อค้าคาร์บอนเครดิต
3. ต้องมีการตรวจสอบและรายงานกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ที่ไม่สุจริต กล่าวคือเปิดพื้นที่เฉพาะผู้สนับสนุนโครงการและปิดกั้นผู้เห็นต่าง
4. ต้องมีการประเมินการสูญเสียพื้นที่คอมมอนที่ประชาชนกำลังปกป้องอยู่ทั่วประเทศ
5. ประเทศไทยต้องเร่งพัฒนาตัวชี้วัดใหม่ที่ไปไกลกว่าจีดีพี เพื่อทำให้ครอบคลุมมิติคุณภาพชีวิต ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม หาก SDGs จะถูกผลักดันต่อไปอย่างมีความหมาย
‘จากผู้รับสู่ผู้กำหนดเกม’ บทบาทที่ไทยยังไม่กล้าขยับในเวที SDGs
วิสุทธิ์ ตันตินันท์ ที่ปรึกษาด้านการขยายความร่วมมือและพันธกิจ UNDP ประจำประเทศไทย เริ่มต้นด้วยการชี้ว่า แนวคิดของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) มีจุดตั้งต้นจาก ‘ผู้คน’ ไม่ใช่ ‘รัฐ’ โดยเกิดขึ้นจากคำถามพื้นฐานว่ามนุษย์จะสามารถมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีได้อย่างไร ก่อนจะถูกออกแบบเป็นกรอบการพัฒนาที่เชื่อมโยงกันออกเป็นห้ามิติ หรือที่เรียกว่า 5P ได้แก่ people, prosperity, planet, peace และ partnership
อย่างไรก็ตาม เมื่อแนวคิด SDGs เดินทางจากเวทีโลกเข้าสู่ประเทศไทย ผ่านการร่วมลงนามรับรองวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ในฐานะพันธสัญญาร่วมของประเทศสมาชิก สาระของ SDGs กลับถูกแปลงรูปผ่านระบบราชการและถูกแบ่งงานตามหน่วยงานภาครัฐ จนค่อยๆ กลายเป็นชุดข้อมูลหรือแผนงาน มากกว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์ตามเจตนารมณ์ดั้งเดิม
“สำหรับประเทศไทยที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน (upper middle income) แก่นของ SDGs ควรต้องกลับมาเน้นที่ผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง ผู้สูงอายุ คนพิการ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ และต้องเริ่มจากคำถามว่ากลุ่มเปราะบางเหล่านี้ได้ประโยชน์จากแผนพัฒนาปัจจุบันจริงหรือไม่ เพราะหากไม่เช่นนั้น SDGs ก็จะเป็นเพียงการทำสิ่งเดิม แต่เปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนหน้ากาก แล้วอ้างว่าเป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน” วิสุทธิ์กล่าว
แม้หลายคนมองว่าการขับเคลื่อน SDGs ในประเทศไทยไม่น่ามีปัญหา เนื่องจากประเทศมีศักยภาพ มีกลไกทางการเงิน และมีภาคธุรกิจเข้ามาสนับสนุน แต่สำหรับวิสุทธิ์ คำถามสำคัญยิ่งกว่าคือ ประเทศไทยสามารถขับเคลื่อน SDGs ได้ด้วยตัวเองจริงหรือไม่
เขายกตัวอย่างปัญหามลพิษ PM2.5 ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่สังคมไทยเผชิญมาอย่างยาวนาน แต่ยังไม่สามารถแก้ไขได้ ทั้งที่การมีสิทธิอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีคือสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ โดยเขามองว่า ที่ผ่านมาไทยยังคงมองตัวเองในฐานะ ‘ผู้รับ’ ทั้งงบประมาณ องค์ความรู้ และกรอบกติกาจากนานาชาติ มากกว่าจะเป็นผู้กำหนดเกม
ทั้งที่ในความเป็นจริง ประเทศไทยมีศักยภาพมากพอจะก้าวไปไกลกว่านั้น กล่าวคือสามารถขยับบทบาทขึ้นเป็นผู้กำหนดทิศทางของ SDGs และการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ โดยวิสุทธิ์ยกตัวอย่างโจทย์สำคัญที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในอีก 10 ปีข้างหน้าคือ การเกิดขึ้นของ ‘เครดิตความหลากหลายทางชีวภาพ’ หรือ biodiversity credits ซึ่งเริ่มถูกพูดถึงในระดับโลกแล้ว คล้ายกับการเกิดขึ้นของคาร์บอนเครดิตเมื่อกว่า 20 ปีก่อน แต่ในเวลานั้นประเทศไทยแทบไม่มีบทบาทในการกำหนดกติกา
วิสุทธิ์มองว่า หากประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับผลกระทบและสามารถได้รับประโยชน์จากกลไกดังกล่าว ประเทศไทยควรเป็นฝ่ายเข้าไปมีส่วนร่วมในการกำหนดกฎเกณฑ์ ผ่านการลงทุนด้านงานวิจัย การพัฒนาวิธีการวัด และการออกแบบระบบที่เชื่อมโยงประโยชน์ของชุมชนเข้ากับการอนุรักษ์ทรัพยากร เพื่อนำองค์ความรู้เหล่านี้ไปแลกเปลี่ยนในเวทีระหว่างประเทศ และก้าวขึ้นเป็นผู้นำทางความคิดด้านการพัฒนา
“หากประเทศไทยยังเลือกจะรอให้ทุกอย่างชัดเจนก่อน วันนั้นจะมาถึงก็ต่อเมื่อกติกาทั้งหมดถูกกำหนดเสร็จแล้ว และบทบาทของเราก็จะเหลือเพียงการเป็นผู้รับและผู้ปฏิบัติตามเท่านั้น” วิสุทธิ์กล่าวทิ้งท้าย
การพัฒนาที่ยั่งยืนไม่ควรหยุดอยู่แค่ตัวชี้วัด แต่ต้องสร้างพื้นที่ร่วมของสังคม
รศ.ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เริ่มต้นด้วยการชวนถอยกลับไปตั้งคำถามพื้นฐานก่อนจะพูดถึงกลไกหรือเครื่องมือในการขับเคลื่อน SDGs ว่าแท้จริงแล้ว SDGs คืออะไร
สำหรับเขา SDGs ไม่ได้หมายถึงเพียงเรื่องพื้นที่หรือผู้คน หากแต่คือการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘พื้นที่ร่วมกันของสังคม’ (commons) โดยที่เขาเน้นย้ำว่า พื้นที่ร่วมกันของสังคมไม่ได้จำกัดอยู่แค่พื้นที่ทางกายภาพ แต่ครอบคลุมถึงพื้นที่ความรู้ ทรัพยากร และโครงสร้างต่างๆ ที่ผู้คนสามารถใช้ร่วมกันได้อย่างเป็นธรรม โดยไม่มีใครได้ประโยชน์มากกว่าคนอื่นอย่างไม่สมเหตุสมผล
“ในเชิงทฤษฎี ความเป็นธรรมไม่ได้แปลว่าทุกคนต้องได้เท่ากัน แต่ต้องมีความเป็นธรรมบางอย่างในการใช้พื้นที่ของสังคมร่วมกัน” อภิวัฒน์อธิบาย
อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญของสังคมร่วมสมัยคือ พื้นที่ร่วมกันของสังคมจำนวนมากที่เคยมีอยู่ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ถูกแปรรูปเป็นทรัพย์สินเอกชน (privatization) และตกอยู่ในมือของคนเพียงไม่กี่กลุ่ม บางกลุ่มใช้ทรัพยากรมากเกินกว่าที่ตนเองจะใช้ได้จริง มิหนำซ้ำยังเป็นการครอบครองเพื่อสะสมและส่งต่อไปถึงรุ่นลูกหลาน
สำหรับอภิวัฒน์ พื้นที่ร่วมกันของสังคมจึงไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบาย หากแต่เป็นประวัติศาสตร์เชิงปัญญาที่ควรถูกวางไว้เป็นหัวใจของ SDGs
เมื่ออ่าน SDGs ผ่านกรอบคิดเรื่องพื้นที่ร่วมกันของสังคม คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่าเราจะบรรลุตัวชี้วัดอะไรได้บ้าง แต่คือเราจะสร้างพื้นที่ร่วมกันของสังคมกลับคืนมาได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่สาธารณประโยชน์ ระบบโครงสร้างพื้นฐาน หรือทรัพยากรที่เคยเป็นของส่วนรวม แต่กลับถูกทำให้เป็นของเอกชนไปเป็นจำนวนมาก
อภิวัฒน์ชี้ว่า ปัญหาของประเทศไทยที่ผ่านมาคือแทบไม่เหลือพื้นที่ร่วมกันของสังคมอยู่แล้ว ด้วยเหตุนี้ กลไกสำคัญของ SDGs ในอนาคตจึงต้องมุ่งไปที่การ ‘สร้างพื้นที่ร่วมกันของสังคมใหม่’ ซึ่งเขาเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันอย่างน้อยสองประเด็นหลัก
ประเด็นแรกคือ บทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เขามองว่ารัฐส่วนกลางไม่เคยมองทรัพยากรในฐานะพื้นที่ร่วมกันของสังคม หากแต่มองเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมและปกครอง เช่น ที่ดิน ซึ่งรัฐมองว่าเป็นอำนาจการจัดการของตน มากกว่าการคิดว่าจะออกแบบพื้นที่ร่วมของสังคมอย่างไร ในทางตรงกันข้าม ท้องถิ่นกลับมีศักยภาพในการสร้างพื้นที่ร่วมกันของสังคมมากกว่า เพราะผู้คนอาศัยอยู่กับทรัพยากรเหล่านั้นโดยตรง และเมื่อใดที่ทรัพยากรถูกดึงไปใช้โดยไม่เป็นธรรม ชาวบ้านก็พร้อมจะลุกขึ้นต่อต้าน
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเสนอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง ‘กลไกเชิงสถาบัน’ ใหม่สำหรับการจัดการพื้นที่ร่วมกันของสังคม ตัวอย่างเช่น ระบบขนส่งสาธารณะในระดับท้องถิ่น ซึ่งเป็นทรัพยากรที่ควรถูกออกแบบให้ใช้ร่วมกัน แต่กลับถูกละเลย จนสุดท้ายต้องพึ่งพาเงินทุนจากบริษัทขนาดใหญ่หรือกลุ่มทุนในตลาดหลักทรัพย์ในการสร้างพื้นที่สาธารณะ แทนที่จะสร้างพื้นที่ร่วมกันของสังคมผ่านกรอบ SDGs ด้วยตัวเอง
“สำหรับผม SDGs เป็นเพียงเครื่องมือในการนำพาไปสู่เป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่า และ SDGs มีอะไรที่ยิ่งใหญ่กว่าการเป็นเพียงแค่ตัวชี้วัด” อภิวัฒน์กล่าวย้ำ
ดังนั้น การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อน SDGs จึงไม่ควรเป็นการวางแผนที่มุ่งมองผลลัพธ์จนมองไม่เห็นความซับซ้อนของพื้นที่สาธารณะและสังคมในเชิงระบบ การตั้งเป้าหมายที่เล็กเกินไป และการประเมินผลด้วยตัวชี้วัดเพียงไม่กี่ตัว อาจทำให้เรามองไม่เห็นผลกระทบเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นตามมา
ประเด็นสุดท้ายคือ เขาย้ำว่าสังคมไทยจำเป็นต้องฟื้นฟู ‘ความไว้วางใจ’ ไม่ใช่เพียงในความหมายของสัญญาทางสังคมระหว่างรัฐกับประชาชนเท่านั้น แต่รวมถึงความไว้วางใจระหว่างผู้คนด้วยกันเอง เพราะพื้นที่ร่วมกันของสังคมจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกฝ่ายเชื่อว่ากำลังร่วมกันสร้างพื้นที่ของส่วนรวม โดยที่เครื่องมือและกลไกของ SDGs ไม่ควรถูกออกแบบมาเพื่อควบคุม ตรวจสอบ หรือจับผิดเป็นหลัก แต่ควรเป็นเครื่องมือที่เปิดพื้นที่ให้เกิดความร่วมมือและการสร้างความไว้วางใจร่วมกัน
หากประเทศไทยสามารถสร้างกลไกเชิงสถาบันใหม่สำหรับการจัดการพื้นที่ร่วมกันของสังคมได้ พร้อมกับฟื้นฟูความไว้วางใจที่สึกกร่อนลงไป อภิวัฒน์เชื่อว่าประเทศไทยจะมีโอกาสสร้าง ‘พื้นที่ร่วมกันของสังคม’ รูปแบบใหม่ขึ้นมาอีกครั้ง และเปิดทางสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนซึ่งไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังอย่างแท้จริง