ถอดบทเรียน ‘ฟอกไตฟรี’: เพิ่มสิทธิบัตรทองอย่างไรให้ผู้ป่วยได้ประโยชน์สูงสุด

ประเด็นสำคัญ

  • รัฐบาลประยุทธ์ในปี 2022 ได้เปิดให้ผู้ป่วยเลือกวิธีฟอกไตโดยเสรี (Free choice) แต่ในรัฐบาลแพทองธารปี 2024 กลับถูกปรับประกาศให้การฟอกไตทางช่องท้อง (PD First) กลับมาเป็นทางเลือกแรกอีกครั้ง และในรัฐบาลอนุทินปี 2025 จะการประกาศจะนำสิทธิการฟอกไตฟรีทั้งหมดกลับมาภายใน 2 เดือน แต่ท้ายที่สุดมีการยุบสภาก่อนที่จะมีการผลักดันนโยบายดังกล่าว
  • จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายในช่วงปี 2022 ที่ไม่ได้มีการหารืออย่างรอบด้านของทุกภาคส่วน ทำให้ศูนย์เอกชนลดคุณภาพเพื่อเพิ่มกำไรภายใต้ความเสี่ยงของผู้ป่วย และทำให้ภาครัฐสูญเสียงบประมาณอย่างรวดเร็ว สร้างแรงกดดันต่อความยั่งยืนทางการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพในระยะยาว
  • ต้นทุนทางสังคมและความเสียหายที่ไม่คาดคิดเป็นบทเรียนสำคัญที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดซ้ำอีก โดยแนวทางควรผลักดัน เช่น เปลี่ยนสูตรการจ่ายเงินให้สะท้อนความคุ้มค่าของการรักษา ยกระดับระบบบริการสุขภาพควรปรับโครงสร้างการให้บริการเป็นการจัดตามปัญหาและวงจรการรักษาของผู้ป่วย ฯลฯ

วันเลือกตั้งใกล้ขึ้นมาทุกที หลายพรรคเริ่มเร่งจูงใจประชาชนด้วยนโยบายต่างๆ เนื่องจากสุขภาพถือเป็นความเสี่ยงสำคัญในชีวิตคนไทย ‘นโยบายด้านสุขภาพ’ จึงเป็นหนึ่งในนโยบายด้านคุณภาพชีวิตที่ผู้คนให้ความสำคัญเป็นลำดับแรกๆ

ก่อนมีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลเป็นสาเหตุหลักที่ประชาชนต้องกู้หนี้ยืมสิน หรือขายที่ดินเพื่อให้สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพโดยการเข้ามาของหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือสิทธิบัตรทอง 30 บาทรักษาทุกโรค ส่งผลให้อัตราอุบัติการณ์ของครัวเรือนล้มละลายจากการจ่ายค่ารักษาพยาบาล (catastrophic health expenditure) ลดลงอย่างต่อเนื่อง[1]NHSO, “Financial Protection: Catastrophic Health Expenditure,” National Health Security Office (NHSO), Last modified September 5, 2024, https://www.nhso.go.th/en/component/content/article/financial-protection-catastrophic-health-expenditure?catid=58&Itemid=344#:~:text=%20Home.%20%20News%20&%20Events.

สิทธิบัตรทองจึงอยู่คู่กับสังคมไทยมากว่าสองทศวรรษ และถูกดึงกลับมาใช้ในทุกการเลือกตั้งภายใต้การขยายขอบเขตสวัสดิการให้ครอบคลุมในโรคต่างๆ ตามบริบทของสังคมในแต่ละยุค

ปัจจุบันคนไทยเผชิญกับโรคไตในอัตราที่สูงขึ้นและเกิดในวัยที่เร็วกว่าเดิม ส่งผลให้ ‘สิทธิฟอกไตฟรี’ กลายเป็นนโยบายด้านสุขภาพที่มีความสำคัญมากขึ้น เนื่องจากการฟอกไตมีต้นทุนสูงจนถูกผลักดันให้เป็นสิทธิภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพ แต่กลับถูกปรับเปลี่ยนแนวทางมาแล้วหลายครั้งตามบริบททางการเมือง แรงกดดันทางสังคม และงบประมาณ โดยเฉพาะการนำสิทธิฟอกไตมาใช้เป็นนโยบายจูงใจในระยะสั้น ก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบและความสูญเสียที่ไม่ได้ถูกคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า

การเปิดให้ผู้ป่วย ‘เลือกเอง’ ภายใต้ข้อมูลและความเข้าใจที่ไม่ครบถ้วน ในบริบทที่ภาคเอกชนมีอำนาจเหนือกว่า กลับไม่ได้เพิ่มเสรีภาพในการตัดสินใจอย่างแท้จริง[2]ดูเพิ่มเติม: ฉัตร คำแสง, “นับหนึ่งระบบกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสุขภาพที่เป็นธรรม,” 101 Public Policy Think Tank, 6 มกราคม 2026, https://101pub.org/health-equity-by-private-hospital/ แต่ยิ่งซ้ำเติมความเสี่ยงของผู้ป่วยแทน เมื่อผู้ให้บริการถือครองข้อมูล ความเชี่ยวชาญ และแรงจูงใจทางกำไร การเลือกของผู้ป่วยจึงมักถูกชี้นำโดยคำแนะนำที่ไม่สมดุล มากกว่าความจำเป็นทางการแพทย์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการรักษาที่เกินจำเป็น ค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น และคุณภาพการดูแลที่อาจแย่ลงทั้งต่อผู้ป่วยและต่อระบบสุขภาพโดยรวม

101 PUB ชวนถอดบทเรียนจากนโยบายฟอกไตฟรี การขยายสิทธิรักษาฟรีภายใต้ระบบบัตรทองไม่อาจพิจารณาเพียงความครอบคลุมทางนโยบายเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงความยั่งยืนของระบบในระยะยาว เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ประชาชนตกอยู่ภายใต้นโยบายที่เน้นการ ‘เปิดสิทธิฟรีทั้งหมด’ โดยไม่ประเมินต้นทุน ความสมดุล และผลกระทบต่อระบบสุขภาพโดยรวม

‘ไต’ แลนด์: คนเป็นโรคไตมาก แต่สิทธิรักษาเปลี่ยนไปมา

‘โรคไตเรื้อรัง’ (chronic kidney disease; CKD) เป็นหนึ่งในโรคที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตคนไทยอย่างกว้างขวาง จากข้อมูลคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุขระบุว่ามีจำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มารับบริการที่โรงพยาบาลปีละกว่า 1 ล้านราย[3]HDC, “จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มารับบริการที่โรงพยาบาล จำแนกตาม Stage (Work Load),” ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC), 15 มกราคม … Continue reading โดยมีอัตราเพิ่มขึ้นในทุกปีและคาดการณ์ว่าอาจมีจำนวนผู้ป่วยมากกว่า 8 ล้านรายทั่วประเทศ นอกจากนี้แม้จะถูกนับว่าเป็นโรคเป็นโรคไม่ติดต่อ (NCDs) ที่ร้ายแรงอับดับ 3 ในปี 2021 แต่เมื่อสำรวจภาพรวมในรอบ 30 ปีที่ผ่านมาถือว่าไตเรื้อรังมีการสูญเสียปีสุขภาวะ[4]ปีสุขภาวะที่สูญเสีย (Disability adjusted life years: DALYs) เป็นดัชนีวัดสถานะสุขภาพของประชากร โดยวัดการสูญเสียทางสุขภาพจากความ เจ็บป่วย พิการ … Continue reading เพิ่มขึ้นมากที่สุด โดยสูงกว่าโรคมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ

โรคไตเรื้อรังสามารถแบ่งออกเป็น 5 ระยะ เมื่อผู้ป่วยเข้าสู่ระยะที่ 5 หรือเป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย (end-stage kidney disease; ESKD) จึงจำเป็นต้องใช้วิธีการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อให้ไตสามารถทำงานต่อไป โดยจากรายงานประจำปีของ The United States Renal Data System (USRDS) พบว่าประเทศไทยมีอัตราผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษา ESKD รายใหม่มากเป็นอันดับ 8 ของโลก[5]USRDS, “2025 Annual Report,” USRDS, Last modified 2025, https://usrds-adr.niddk.nih.gov/2025/end-stage-renal-disease/11-international-comparisons

ประเทศไทยเริ่มเปิดสิทธิในการบำบัดทดแทนไตครั้งแรกในปี 2008[6]มติชน, “มหากาพย์เรื่อง ‘ล้างไตฟรี’ ในระบบบัตรทอง (1),” มติชน, 3 พฤศจิกายน 2025, https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5439057 โดยเป็นการฟอกไตทางช่องท้อง (peritoneal dialysis; PD) ภายใต้หลักประกันสุขภาพแห่งชาติฟรีเป็นทางเลือกแรก (PD First) โดยกรณีที่มีข้อบ่งชี้ว่าไม่สามารถฟอกไตทางช่องท้องได้ จึงจะสามารถการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม[7]การฟอกไตประกอบด้วย 2 วิธีหลัก ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้องและการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม … Continue reading (hemodialysis: HD) ดังนั้นหากผู้ป่วยไม่สมัครใจฟอกไตทางช่องท้องและแพทย์ไม่เห็นถึงความจำเป็นในการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมแต่ต้องการเลือกทำ จึงต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้วยตนเอง

จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงนโยบายไปสู่ทางเลือกของผู้ป่วยมาจากเสียงเรียกร้องของประชาชน แม้ที่ผ่านมามีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งที่มีปัญหากับการฟอกไตทางช่องท้อง ไปจนถึงตั้งใจทำให้ตนเองติดเชื้อเพื่อให้เข้าเกณฑ์การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมได้ อย่างไรก็ตาม ปัญหาได้ถูกขับเคลื่อนอย่างรวดเร็วในปี 2020 จากการลงพื้นที่ในจังหวัดนครพนมของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้น โดยมีการยื่นหนังสื่อเรียกร้องจากกลุ่มผู้ป่วยที่เดือดร้อนจากการจ่ายค่าฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมด้วยตนเอง (HD Self pay) จำนวน 6,000 คน[8]ยศ ตีระวัฒนานนท์ และคณะ, การถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนานโยบายการบำบัดทดแทนไต ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Kidney Replacement Therapy … Continue reading)

นโยบายเปลี่ยนแปลงสู่การมอบทางเลือกให้แก่ผู้ป่วยในปี 2022 ด้วยการผลักดันของนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภายใต้รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชาโดยใช้เวลาจากการเตรียมการไม่ถึง 1 ปีและมีการตัดสินใจออกมาตรการอย่างรวดเร็วในการประกาศใช้ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยขยายสิทธิแก่ผู้ป่วยให้สามารถฟอกไตวิธีใดก็ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม[9]ThaiHealth Official, “เพิ่มสิทธิผู้ป่วยไต เลือกวิธีฟอกไตฟรี เริ่ม 1 ก.พ.,” สสส., 28 มกราคม 2565, … Continue reading ในปีถัดมานายอนุทินยังคงผลักดันประเด็นเรื่องสิทธิในการฟอกไตอย่างต่อเนื่องผ่านนโยบายของพรรคภูมิใจไทยในเรื่องการศูนย์ฟอกไตฟรีทุกอำเภอก่อนการเลือกตั้งปี 2023

นโยบายฟอกไตฟรีเกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง ในปี 2024 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ภายใต้รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ประกาศให้การฟอกไตทางช่องท้องกลับมาเป็นทางเลือกแรกอีกครั้ง จากผลกระทบด้านงบประมาณและอัตราการเสียชีวิตภายใน 2 ปีที่เกิดขึ้น จนกระทั่งในปี 2025 ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงมีการประกาศจะนำสิทธิการฟอกไตฟรีทั้งหมดกลับมาภายใน 2 เดือน[10]https://www.nhso.go.th/th/communicate-th/thnewsforperson/2025-11-08-10-21-17 แต่ท้ายที่สุดมีการยุบสภาก่อนที่จะมีการผลักดันนโยบายดังกล่าวจนถึงที่สุด

การปรับเปลี่ยนขอบเขตสิทธิการฟอกไตฟรีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ทั้งผู้ป่วยและบุคลากรทางการแพทย์ต้องปรับตัวตามนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปมา อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริงหรือไม่ และนโยบายในรูปแบบใดจึงจะถือว่าเหมาะสมที่สุด

ฟอกไตแต่ละแบบต้นทุนต่างกัน

การฟอกไตแบบไหนที่ดีกว่า? หนึ่งในข้อโต้เถียงสำคัญและมีอิทธิพลสำคัญต่อการเลือกรูปแบบวิธีการรักษาของผู้ป่วยที่เป็นโรคไตเรื้อรังระยะสุดท้าย โดยการทำงานของไตอยู่ในภาวะน้อยกว่าร้อยละ 15 ทำให้ต้องดำเนินการรักษาด้วยการบำบัดทดแทนไตเพื่อทำหน้าที่ขับของเสียในร่างกายแทนไตที่เสียไป[11]รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ, “ไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้ายควรเลือกรักษาอย่างไร,” RAMA Channel, 17 ตุลาคม 2023, … Continue reading

การบำบัดทดแทนไตแบ่งออกเป็น 4 วิธีหลัก ได้แก่ การฟอกไตผ่านช่องท้อง (PD) การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม (HD) การผ่าตัดปลูกถ่ายไต (kidney transplantation; KT) และการรักษาแบบประคับประคอง (palliative care) ในปัจจุบันการปลูกถ่ายไตจำเป็นต้องได้รับบริจาค ส่วนการรักษาแบบประคับประคอง คือดูแลการเน้นคุณภาพชีวิตผู้ป่วยเป็นหลักโดยไม่ได้เน้นการรักษาที่ไต ดังนั้นการฟอกไตจึงเป็นวิธีหลักที่ถูกใช้ในปัจจุบัน

การฟอกไตด้วยวิธีการล้างผ่านช่องท้อง (PD) เป็นการกรองของเสียออกจากเลือดผ่านการใช้สายท่อล้างไตใส่น้ำยาล้างไตเข้าไปผ่านเยื่อบุช่องท้อง โดยแพทย์จะเตรียมการผู้ป่วยด้วยสายท่อเข้าไปในช่องท้องก่อน เพื่อให้สามารถใส่น้ำยาเข้าไปในช่องท้องผ่านสายและปล่อยออก โดยจะมีการเปลี่ยนน้ำยาในแต่ละรอบ วิธีนี้ผู้ป่วยจะทำเอง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ แบบอัตโนมัติ (Automated Peritoneal Dialysis; APD) ทำในเวลากลางคืนใช้เครื่องล้างไตเชื่อมกับสายท่อล้างไตและมีการปล่อยน้ำยาเข้า-ออกอัตโนมัติทำให้ใช้ชีวิตได้ปกติในตอนกลางวัน และแบบต่อเนื่อง (Continuous Ambulatory Peritoneal Dialysis; CAPD) ที่ใช้แรงโน้มถ่วงในการเติมน้ำยาเข้า-ออกจากช่องท้อง ทำวันละ 3-4 ครั้ง[12]My Kidney Journey, “การล้างไตทางช่องท้อง (PD) ที่บ้าน,” My Kidney Journey, … Continue reading โดยค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณเดือนละ 20,000–30,000 บาท/คน[13]ทีมงาน The Medicative, “ฟอกไตคืออะไร? เจาะลึกทุกเรื่องที่ต้องรู้ พร้อมวิธีเลือกการฟอกไตที่เหมาะกับคุณ,” The Medicative, 14 กันยายน 2025, https://www.themedicative.co/kidney-health-care/dialysis-types-options-care/

การฟอกไตด้วยวิธีการฟอกเลือดด้วยเครื่องฟอกไตเทียม (HD) เป็นการขจัดของเสียและน้ำออกจากเลือดผ่านทางเส้นเลือด โดยจำเป็นต้องผ่าตัดเส้นฟอกเลือดหรือการเชื่อมเส้นเลือดดำเข้ากับเส้นเลือดแดงที่แขน ประกอบด้วยสองรูปแบบได้แก่ arteriovenous fistular (AVF) หรือ arteriovenous graft (AVG) หรือในกรณีฉุกเฉิน จะใช้สายสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางชนิดไม่ฝังใต้ผิวหนังในบริเวณคอ อกด้านบน หรือบริเวณขาหนีบ (non-tunneled CVC) โดยการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมนี้ผู้ป่วยต้องทำ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ทำครั้งละ 3-5 ชั่วโมง[14]My Kidney Journey, “การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่ศูนย์ไตเทียม,” My Kidney Journey, https://th.mykidneyjourney.com/th/in-centre-hemodialysis โดยค่าใช้จ่ายอยู่ที่ประมาณเดือนละ 36,000 – 39,000 บาท/คน[15]คำนวณจากค่าใช้จ่าย ครั้งละ 1,500–3,000 บาทต่อคน

การฟอกไตแต่ละแบบภาระตกอยู่ที่แต่ละฝ่าย เนื่องจากมีข้อจำกัดและวิธีที่แตกต่างกัน โดยการฟอกไตผ่านช่องท้องผู้ป่วยต้องทำเองที่บ้าน ส่วนการฟอกไตผ่านเครื่องไตเทียมผู้ป่วยต้องเดินทางไปสถานพยาบาลเพื่อให้บุคลากรจะเป็นผู้ทำให้

การฟอกไตผ่านช่องท้องภาระอาจตกอยู่กับผู้ป่วย เนื่องจากต้องทำด้วยตัวเองหรืออาจต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากญาติ และต้องมีห้องปลอดเชื้อรองรับ ก่อนฟอกไตผ่านช่องท้องด้วยตนเองจึงจำเป็นต้องได้รับการอบรมจากบุคลากรก่อน อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นวิธีการที่ราคาถูกกว่า และตามทฤษฎีจะเชื่อว่าบุคลากร 1 คนจะสามารถอบรมผู้ป่วยต่อ 30 รายได้ แต่ในความเป็นจริง บุคลากร 1 คน อาจใช้เวลากับผู้ป่วยเพียงคนเดียวในหนึ่งวัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีความเสี่ยงติดเชื้อหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้ต้องเปลี่ยนวิธีรักษามาสู่การฟอกไตด้วยเครื่องฟอกไตเทียมในท้ายที่สุด จึงอาจส่งผลต่องบประมาณที่ไม่สามารถวัดได้โดยตรง เช่น ค่าใช้จ่ายการขนส่งจ่ายน้ำยาล้าง[16]กัญจน์กมล พันธ์มาลี, การพยาบาลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้าย บำบัดทดแทนไตการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง โดยใช้ทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม: … Continue reading

การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมภาระอาจตกอยู่กับสถานพยาบาล ผู้ป่วยต้องเดินทางไปฟอกไตที่สถานพยาบาลและทำโดยบุคลากร เนื่องจากอยู่ในความดูแลของบุคลากรจึงสามารถควบคุมได้ง่ายกว่า แต่ทางทฤษฎีบุคลากร 1 คน จะสามารถให้บริการผู้ป่วย 4 ราย แต่ในทางปฏิบัติปัจจุบันบุคลากร 1 คนให้บริการผู้ป่วยถึง 6-7 ราย อย่างไรก็ตาม วิธีดังกล่าวอาจถูกมองว่าสะดวกสบาย แต่ก็มาพร้อมกับค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น โดยมีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่าต่อสถานพยาบาลและตัวผู้ป่วยในแง่ของค่าเดินทางเพิ่มเติมที่ถูกประเมินออกมาเฉลี่ยประมาณ 58,000 บาทต่อปี[17]Pornpen Sangthawan et al., “The Hidden Financial Catastrophe of Chronic Kidney Disease Under Universal Coverage and Thai ‘Peritoneal Dialysis First Policy’,” Frontiers in Public Health 10 (2022): 965808, https://doi.org/10.3389/fpubh.2022.965808.

การฟอกไตทั้งสองแบบมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน โดยหากได้รับการรักษาที่มีมาตรฐานจะมีผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน[18]พงศธร คชเสนี, “การบำบัดทดแทนไตในปัจจุบัน,” (กรุงเทพฯ: โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช, ม.ป.ป.) สุดท้ายแล้วจึงไม่มีวิธีที่ดีที่สุดแต่คือวิธีที่เหมาะสมและถูกออกแบบมาอย่างรอบคอบเพื่อประโยชน์ของตัวผู้ป่วยอย่างแท้จริง

การขยายสิทธิ ‘ไม่เท่ากับ’ ดีมีคุณภาพ

การเปิดนโยบายฟอกไตฟรีให้ผู้ป่วยเลือกวิธีฟอกไตโดยเสรี (Free choice) ทั้งวิธีการฟอกไตผ่านช่องท้องและด้วยเครื่องไตเทียม นโยบายที่มุ่งจะมอบทางเลือกให้แก่ผู้ป่วย แต่ปลายทางของผลลัพธ์กลับไม่ใช่เพียงสิทธิที่เพิ่มขึ้นแต่เป็นความเสียหายทั้งต่อผู้คนและระบบ

นโยบายไม่มีการเตรียมความพร้อมและไม่มีมาตรการรองรับ โดยนโยบายถูกประกาศโดยที่ไม่ได้มีการหารืออย่างรอบด้านของทุกภาคส่วน ไม่ได้มีการสื่อสารระหว่าง สปสช. และคณะกรรมการไตใหญ่ ภายหลังปรับนโยบายผู้ป่วยจำนวนมากเลือกวิธีการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน สปสช. จึงเปิดช่องว่างให้หน่วยบริการรับการส่งต่อเฉพาะด้านฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมไม่จำเป็นต้องได้รับมาตรฐานด้านการรักษาก่อนขึ้นทะเบียน

ในปี 2022 หลังเปลี่ยนนโยบาย พบว่ามีผู้ป่วยรายใหม่ถึงร้อยละ 85.6 เลือกวิธีการการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม ส่วนผู้ป่วยเดิมมีการขอเปลี่ยนจากวิธีการฟอกไตผ่านช่องท้องเป็นการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่าจากเดิมที่ส่วนมากใช้การฟอกไตผ่านช่องท้องและขอเปลี่ยนมาใช้เครื่องไตเทียมเพียงปีละประมาณ 1,400-1,800 ราย กลายมาเป็น 4,182 ราย[19]ช่วงเวลาการศึกษาคือตั้งแต่เดือนมกราคม 2018 ถึงธันวาคม 2022 จำนวนทั้งสิ้น 90,085 ราย โดยผู้ป่วยจะถูกติดตามตั้งแต่ … Continue reading

ผู้ป่วยจำนวนมากเข้ารับบริการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมจากศูนย์เอกชน โดยในปี 2024 มีผู้ป่วยถึงร้อยละ 81.5 ที่เข้ารับการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมโดยสถานพยาบาลที่ควบคุมโดยเอกชน แบ่งออกเป็นคลินิกเอกชน ร้อยละ 34.9 โรงพยาบาลรัฐที่มีเอกชนเป็นผู้ดำเนินการแบบเช่าช่วง ร้อยละ 25.7 และโรงพยาบาลเอกชน ร้อยละ 20.9[20]ยศ ตีระวัฒนานนท์ และคณะ, การถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนานโยบายการบำบัดทดแทนไต ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Kidney Replacement Therapy … Continue reading

แรงจูงใจทางการเงินของบุคลากร เป็นหนึ่งในเหตุผลที่ภายในช่วง 2 ปีที่ผ่านมายังคงมีผู้ป่วยเข้าสู่การฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมอย่างต่อเนื่อง โดยเจ้าหน้าที่อาจได้รับค่าธรรมเนียมจากศูนย์เอกชนในการส่งต่อให้ผู้ป่วยฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียม

เมื่อนำบันทึกเหตุผลมาวิเคราะห์พบว่าไม่ได้ระบุความจำเป็นทางการแพทย์ไว้ โดยมีการบันทึกสาเหตุเป็น “อื่นๆ” เพิ่มขึ้นจากประมาณร้อยละ 20 เป็นร้อยละ 40 รวมถึงมีการจำแนกเหตุผลในบันทึกเรื่องนโยบายใหม่ หรือเป็นความประสงค์ของผู้ป่วยหรือแพทย์เพิ่มขึ้นร้อยละ 25

ศูนย์เอกชนลดคุณภาพเพื่อเพิ่มกำไรภายใต้ความเสี่ยงของผู้ป่วย โดยเพิ่มรอบในการให้บริการจาก 3 เป็น 4 รอบต่อวัน ส่งผลให้ลดระยะเวลาในการให้บริการต่อผู้ป่วยและมีการใช้แนวทางการรักษาที่ไม่ได้มาตรฐานมากขึ้น โดยปกติจำเป็นต้องมีการเตรียมเส้นฟอกเลือดที่แขนตามมาตรฐาน แต่กลับมีอัตราการรักษาในรูปแบบฉุกเฉินผ่านสวนหลอดเลือดดำส่วนกลางชนิดไม่ฝังใต้ผิวหนังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากร้อยละ 43.2 สู่ร้อยละ 65 นอกจากนี้ผู้ป่วยยังมีการเข้ามารับการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมบ่อยขึ้น โดยมีอัตราของผู้ป่วยที่เริ่มฟอกสัปดาห์ละ 3 ครั้งเพิ่มขึ้น[21]ยศ ตีระวัฒนานนท์ และคณะ, การถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนานโยบายการบำบัดทดแทนไต ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Kidney Replacement Therapy … Continue reading สะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของระบบบริการไม่ได้เพียงเพิ่มการเข้าถึงเท่านั้น หากแต่ยังนำไปสู่ผลลัพธ์ด้านคุณภาพและความปลอดภัยของผู้ป่วยที่น่ากังวล

ผู้ป่วยฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมเสียชีวิตเกินกว่าที่คาดการณ์ไว้มากกว่าร้อยละ 50 ในปี 2023 โดยมีผู้ป่วยที่เสียชีวิตหลังรับการรักษาดังกล่าวเพิ่มขึ้นภายใน 90 วัน หรือคิดเป็นร้อยละ 30 ของผู้เสียชีวิตทั้งหมด โดยมีจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตส่วนเกินสะสมมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ถึง 5,500 รายหลังเปลี่ยนนโยบาย[22]ยศ ตีระวัฒนานนท์ และคณะ, การถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนานโยบายการบำบัดทดแทนไต ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Kidney Replacement Therapy … Continue reading

ภาครัฐสูญเสียงบประมาณอย่างรวดเร็ว จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เปิดให้ผู้ป่วยสามารถเลือกวิธีการฟอกไตได้อย่างเสรี ส่งผลให้จำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมเพิ่มขึ้นมากกว่า 24,000 ราย การขยายตัวดังกล่าวได้ก่อให้เกิดภาระทางการคลังต่อภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดย สปสช. ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาทต่อปี ผลจากการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยและต้นทุนต่อหัวที่สูงกว่า ทำให้งบประมาณค่าบริการรักษาทดแทนไตปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด คิดเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นร้อยละ 34.3 จากเดิมที่ใช้งบต่ำกว่า 10,000 ล้านบาทต่อปี มาอยู่ที่ 13,429 ล้านบาทในปี 2022 โดยสร้างแรงกดดันต่อความยั่งยืนทางการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพในระยะยาว[23]ยศ ตีระวัฒนานนท์ และคณะ, การถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนานโยบายการบำบัดทดแทนไต ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Kidney Replacement Therapy … Continue reading

ในระยะยาวหากผู้ป่วยยังคงเลือกการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมแทนการฟอกไตผ่านช่องท้อง โดยภายใต้นโยบายดังกล่าวอัตราส่วนอยู่ที่ร้อยละ 80 ต่อ 20 คือการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมและการฟอกไตผ่านช่องท้องตามลำดับ ทำให้การฟอกไตผ่านช่องท้อง มีจำนวนผู้รับบริการต่ำกว่าระดับที่เอื้อต่อการจัดบริการอย่างคุ้มค่า ส่งผลให้ขีดความสามารถในการคงอยู่ของบริการลดลง และมีความเสี่ยงที่จะถูกลดบทบาทหรือหายไปจากระบบบริการสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีการประเมินว่า หากนโยบายดังกล่าวยังดำเนินต่อไป ภายในปี 2029 จำนวน 1 ใน 3 ของผู้ป่วยใหม่ทั้งหมดจะเริ่มฟอกไตเร็วเกินความจำเป็นหรือไม่ได้รับทางเลือกที่เหมาะสมกับตัวผู้ป่วยเอง[24]Siobhan Botwright et al., “Balancing Patient Choice and Health System Capacity: A System Dynamics Model of Dialysis in Thailand,” BMC Medicine 23 (2025): 646, https://doi.org/10.1186/s12916-025-04522-z.

ถอดบทเรียนจากนโยบายฟอกไตฟรีสู่การขยายสิทธิบัตรทองในอนาคต

ในปัจจุบัน นโยบายถูกเปลี่ยนกลับมาเป็นการฟอกไตทางช่องท้องฟรีเป็นทางเลือกแรก (PD First) อีกครั้งโดยถูกนำกลับมาใช้อย่างชัดเจนภายใต้กรอบกำกับที่เข้มงวดมากขึ้น โดย สปสช. กำหนดให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายต้องผ่านการวินิจฉัยตามแนวทางสมาคมโรคไตแห่งประเทศไทย การลงทะเบียนในระบบ และกระบวนการตัดสินใจร่วมกับสหวิชาชีพก่อนเลือกวิธีบำบัดทดแทนไต

การเริ่มรักษาและการเลือกวิธีต้องผ่านกระบวนการ Pre-Authorization for Kidney (PAK) ซึ่งคณะกรรมการไตระดับเขตจะพิจารณาความเหมาะสมเป็นรายกรณี โดยกำหนดให้การฟอกไตผ่านช่องท้องเป็นทางเลือกแรก[25]สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ชี้แจงแนวทางการขออนุมัติก่อนการให้บริการ (Pre authorized For Kidney : PAK) สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง … Continue reading หากไม่มีข้อห้ามทางการแพทย์หรือข้อจำกัดด้านสังคมและครอบครัว จึงจะพิจารณาการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมพร้อมกันนี้ ผู้ป่วยทุกรายจะได้รับการประเมินความเหมาะสมในการปลูกถ่ายไตควบคู่ไปด้วย

ท้ายที่สุดนโยบายก็ได้รับการแก้ไข การกลับมาของนโยบาย PD First ถูกใช้เป็นกรณีศึกษาแนวทางในการออกแบบและปรับนโยบายการล้างไตผ่านช่องท้องให้มีความยั่งยืนในสรุปสถานการณ์นโยบายสุขภาพไตในปี 2025 ระดับโลก

แม้การศึกษาอัตราการเสียชีวิตที่เกิดขึ้นจากการฟอกไตด้วยเครื่องไตเทียมในนโยบายฟอกไตฟรีที่มอบทางเลือกการฟอกไตทั้งสองรูปแบบ อาจไม่สามารถสะท้อนกลุ่มประชากรทั้งหมดในประเทศ เนื่องจากการใช้ฐานข้อมูลหลักจากกลุ่มประชากรหลักภายใต้สิทธิบัตรทองใน สปสช. ทำให้ไม่ได้นำกลุ่มประชากรที่รักษาจากสิทธิอื่นๆ มาคำนวณด้วย อย่างไรก็ตาม ต้นทุนทางสังคมและความเสียหายที่ไม่คาดคิดซึ่งเกิดขึ้นจริงในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดเชิงนโยบายอย่างชัดเจน และเป็นบทเรียนสำคัญที่ไม่ควรปล่อยให้เกิดซ้ำอีก

ในอนาคต การขยายสิทธิด้านการรักษาพยาบาลไปสู่โรคอื่นเป็นแนวโน้มที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น การออกแบบนโยบายควรมีการแก้ไขอย่างรอบด้าน ทั้งในเชิงโครงสร้างและกระบวนการออกแบบนโยบาย

หนึ่งในแนวทางการเปลี่ยนแปลงที่ควรผลักดัน คือ เปลี่ยนสูตรการจ่ายเงินให้สะท้อนความคุ้มค่าของการรักษา (Value-based Health Care) จากการมุ่งวัดผลลัพธ์ทางสุขภาพและการจ่ายเงินผ่านการสะท้อนคุณภาพชีวิต[26]Harvard Business School, “Value-Based Health Care,” Harvard Business School, https://www.isc.hbs.edu/health-care/value-based-health-care/Pages/default.aspx

การยกระดับระบบบริการสุขภาพควรมุ่งวัดผลลัพธ์ทางสุขภาพจากการรักษาเป็นศูนย์กลาง และปรับโครงสร้างการให้บริการจากการจัดตามความเชี่ยวชาญของผู้ให้บริการ มาเป็นการจัดตามปัญหาและวงจรการรักษาของผู้ป่วยผ่านแนวคิด Integrated Practice Units (IPUs) ซึ่งเป็นการรวมทีมสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้องไว้ในหน่วยบริการเดียวกันหรือเชื่อมโยงผ่านเครือข่าย เพื่อลดความซ้ำซ้อน ความล่าช้า และต้นทุนการบริหาร พร้อมสร้างความรับผิดชอบร่วมกันต่อผลลัพธ์การรักษาตลอดทั้งกระบวนการ แนวทางนี้สามารถประยุกต์ใช้กับบริการปฐมภูมิและกลุ่มประชากรเฉพาะ เช่น ผู้ป่วยโรคเรื้อรังหรือผู้สูงอายุ และยังช่วยเพิ่มทั้งคุณภาพผลลัพธ์และประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจของระบบสุขภาพในระยะยาว

การกำหนดระบบการจ่ายเงินด้านสุขภาพควรมุ่งเน้นความคุ้มค่าโดยเปรียบเทียบผลลัพธ์การรักษากับต้นทุนต่อหน่วย มากกว่ารูปแบบการจ่ายเงินแบบเดิม เช่น Fee-for-service ซึ่งอาจกระตุ้นให้เกิดการรักษาเกินความจำเป็นที่อาจจูงใจให้ลดค่าใช้จ่ายจนกระทบคุณภาพบริการ ทางเลือกที่เหมาะสมกว่าคือระบบ Bundled Payment หรือการจ่ายเงินเป็นก้อนต่อผู้ป่วยหนึ่งรายต่อหนึ่งโรค โดยจ่ายให้หน่วยบริการตามคุณค่าที่สร้างให้แก่ผู้ป่วย (pay-for-value) ซึ่งช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยบริการที่เกี่ยวข้อง และสร้างแรงจูงใจร่วมกันในการยกระดับผลลัพธ์การรักษา

การกำหนดรายละเอียดนโยบายควรดำเนินการผ่านการปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบคอบ และตั้งอยู่บนหลักฐานเชิงประจักษ์ การประเมินความคุ้มค่าและผลกระทบเชิงระบบอย่างรอบด้าน ควบคู่กับการออกแบบกลไกกำกับ ติดตาม และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินนโยบายมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องกำหนดอัตราค่าตอบแทนของแพทย์ควรปรับให้มีความใกล้เคียงกันในแต่ละทางเลือกการรักษา เพื่อลดแรงจูงใจที่บิดเบือนการตัดสินใจทางคลินิก และส่งเสริมให้การเลือกวิธีรักษายึดประโยชน์และผลลัพธ์ของผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางมากกว่าปัจจัยด้านผลตอบแทนทางการเงิน

ภาครัฐต้องส่งเสริมการพัฒนาวิธีการรักษาที่มีความหลากหลายและมีมาตรฐานคุณภาพที่เท่าเทียมกัน เพื่อสนับสนุนให้ผู้ป่วยสามารถเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย บริบทชีวิต และความต้องการของผู้ป่วยได้อย่างแท้จริง โดยไม่ถูกจำกัดด้วยความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพบริการหรือโครงสร้างแรงจูงใจของระบบ ซึ่งจะนำไปสู่ผลลัพธ์ทางสุขภาพที่ดีขึ้นและความเป็นธรรมของระบบสุขภาพในระยะยาว

อีกทางหนึ่ง ควรมีการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับทางเลือกการรักษาในแต่ละโรคอย่างกว้างขวาง โดยเป็นองค์ประกอบสำคัญของระบบสุขภาพที่มีคุณภาพ เนื่องจากช่วยให้ผู้ป่วยและครอบครัวสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และเข้าใจง่าย เพื่อนำไปสู่การตัดสินใจร่วมกันอย่างมีเหตุผลระหว่างผู้ป่วยและผู้ให้บริการทางการแพทย์ ลดความเหลื่อมล้ำด้านข้อมูล และส่งเสริมการใช้บริการสุขภาพที่เหมาะสมกับความต้องการและบริบทของแต่ละบุคคล

บทส่งท้าย

บทเรียนจากนโยบายฟอกไตสะท้อนอย่างชัดเจนว่า ‘สิทธิที่ครอบคลุม’ ไม่ได้เท่ากับ ‘นโยบายที่ดี’ เสมอไป โดยเฉพาะเมื่อถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองในช่วงเลือกตั้งโดยขาดการประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน การตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้งจึงไม่ควรพิจารณาเพียงคำสัญญาเรื่องการขยายสิทธิหรือการเปิดบริการฟรีทั้งหมด แต่ควรมองลึกถึงความยั่งยืน คุณภาพ และผลลัพธ์ที่แท้จริงต่อชีวิตประชาชนและระบบสุขภาพในระยะยาว เพราะนโยบายสุขภาพที่ดีไม่ใช่นโยบายที่ให้มากที่สุด หากแต่เป็นนโยบายที่ออกแบบอย่างรอบคอบที่สุด เพื่อไม่ให้ต้นทุนที่ซ่อนอยู่กลายเป็นภาระและความสูญเสียของสังคมในอนาคต

References
1 NHSO, “Financial Protection: Catastrophic Health Expenditure,” National Health Security Office (NHSO), Last modified September 5, 2024, https://www.nhso.go.th/en/component/content/article/financial-protection-catastrophic-health-expenditure?catid=58&Itemid=344#:~:text=%20Home.%20%20News%20&%20Events.
2 ดูเพิ่มเติม: ฉัตร คำแสง, “นับหนึ่งระบบกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสุขภาพที่เป็นธรรม,” 101 Public Policy Think Tank, 6 มกราคม 2026, https://101pub.org/health-equity-by-private-hospital/
3 HDC, “จำนวนผู้ป่วยโรคไตเรื้อรังที่มารับบริการที่โรงพยาบาล จำแนกตาม Stage (Work Load),” ระบบคลังข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ (HDC), 15 มกราคม 2026, https://hdc.moph.go.th/center/public/standard-report-detail/47a33f6886e36962dec4bb578819ba64
4 ปีสุขภาวะที่สูญเสีย (Disability adjusted life years: DALYs) เป็นดัชนีวัดสถานะสุขภาพของประชากร โดยวัดการสูญเสียทางสุขภาพจากความ เจ็บป่วย พิการ และการตายในหน่วยนับเป็นปีซึ่งหนึ่งหน่วยปีสุขภาวะที่สูญเสีย (1 DALY) เท่ากับการสูญเสียเวลาของการมีสุขภาพที่สมบูรณ์ไปจำนวน 1 ปี (ปีที่สูญเสียสุขภาวะ = ปีที่สูญเสียจากการตายก่อนวัยอันควร + ปีที่สูญเสียจากความเจ็บป่วยหรือพิการ)
5 USRDS, “2025 Annual Report,” USRDS, Last modified 2025, https://usrds-adr.niddk.nih.gov/2025/end-stage-renal-disease/11-international-comparisons
6 มติชน, “มหากาพย์เรื่อง ‘ล้างไตฟรี’ ในระบบบัตรทอง (1),” มติชน, 3 พฤศจิกายน 2025, https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_5439057
7 การฟอกไตประกอบด้วย 2 วิธีหลัก ได้แก่ การล้างไตทางช่องท้องและการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนด้านคำศัพท์ระหว่างการฟอกเลือดและการฟอกไตจึงใช้คำว่า ‘การฟอกไต’ ทั้งหมด
8 ยศ ตีระวัฒนานนท์ และคณะ, การถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนานโยบายการบำบัดทดแทนไต ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Kidney Replacement Therapy Policy of Universal Care Scheme in Thailand: Lessons Learned and The Way Forward) (นนทบุรี: มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), 2025
9 ThaiHealth Official, “เพิ่มสิทธิผู้ป่วยไต เลือกวิธีฟอกไตฟรี เริ่ม 1 ก.พ.,” สสส., 28 มกราคม 2565, https://www.thaihealth.or.th/%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B8%9C%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%95-%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7/
10 https://www.nhso.go.th/th/communicate-th/thnewsforperson/2025-11-08-10-21-17
11 รศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ, “ไตวายเรื้อรัง ระยะสุดท้ายควรเลือกรักษาอย่างไร,” RAMA Channel, 17 ตุลาคม 2023, https://www.rama.mahidol.ac.th/ramachannel/article/%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%87/
12 My Kidney Journey, “การล้างไตทางช่องท้อง (PD) ที่บ้าน,” My Kidney Journey, https://th.mykidneyjourney.com/th/peritoneal-dialysis-home#:~:text=%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%95%E0%B8%97%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%97%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%87%20(PD)%20%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3%3F,%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%B7%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%A2%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99
13 ทีมงาน The Medicative, “ฟอกไตคืออะไร? เจาะลึกทุกเรื่องที่ต้องรู้ พร้อมวิธีเลือกการฟอกไตที่เหมาะกับคุณ,” The Medicative, 14 กันยายน 2025, https://www.themedicative.co/kidney-health-care/dialysis-types-options-care/
14 My Kidney Journey, “การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมที่ศูนย์ไตเทียม,” My Kidney Journey, https://th.mykidneyjourney.com/th/in-centre-hemodialysis
15 คำนวณจากค่าใช้จ่าย ครั้งละ 1,500–3,000 บาทต่อคน
16 กัญจน์กมล พันธ์มาลี, การพยาบาลผู้ป่วยไตเรื้อรังระยะสุดท้าย บำบัดทดแทนไตการล้างไตทางช่องท้องแบบต่อเนื่อง โดยใช้ทฤษฎีการพยาบาลของโอเร็ม: กรณีศึกษา (กรุงเทพฯ: โรงพยาบาลนพรัตนราชธานี กรมการแพทย์, 2567).
17 Pornpen Sangthawan et al., “The Hidden Financial Catastrophe of Chronic Kidney Disease Under Universal Coverage and Thai ‘Peritoneal Dialysis First Policy’,” Frontiers in Public Health 10 (2022): 965808, https://doi.org/10.3389/fpubh.2022.965808.
18 พงศธร คชเสนี, “การบำบัดทดแทนไตในปัจจุบัน,” (กรุงเทพฯ: โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช, ม.ป.ป.)
19 ช่วงเวลาการศึกษาคือตั้งแต่เดือนมกราคม 2018 ถึงธันวาคม 2022 จำนวนทั้งสิ้น 90,085 ราย โดยผู้ป่วยจะถูกติดตามตั้งแต่ วันที่เริ่มลงทะเบียนในระบบจนถึงวันที่เสียชีวิตหรือสิ้นสุดการติดตาม ณ วันที่ 1 มิถุนายน พ.ศ. 2567
20, 21, 22, 23 ยศ ตีระวัฒนานนท์ และคณะ, การถอดบทเรียนเพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนานโยบายการบำบัดทดแทนไต ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (Kidney Replacement Therapy Policy of Universal Care Scheme in Thailand: Lessons Learned and The Way Forward) (นนทบุรี: มูลนิธิเพื่อการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) และสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.), 2025)
24 Siobhan Botwright et al., “Balancing Patient Choice and Health System Capacity: A System Dynamics Model of Dialysis in Thailand,” BMC Medicine 23 (2025): 646, https://doi.org/10.1186/s12916-025-04522-z.
25 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, ชี้แจงแนวทางการขออนุมัติก่อนการให้บริการ (Pre authorized For Kidney : PAK) สำหรับผู้ป่วยโรคไตวายเรื้อรัง ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปีงบประมาณ 2569 (กรุงเทพฯ: สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ, 2568).
26 Harvard Business School, “Value-Based Health Care,” Harvard Business School, https://www.isc.hbs.edu/health-care/value-based-health-care/Pages/default.aspx

อินโฟกราฟิก

วิจัย/เขียน

วศินี สุขเสมอ

สร้างสรรค์ภาพ

วนา ภูษิตาศัย

บทความที่เกี่ยวข้อง

นับหนึ่งระบบกำกับดูแลโรงพยาบาลเอกชน เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางสุขภาพที่เป็นธรรม

ภาคเอกชนกลายเป็นผู้ให้บริการหลักในระบบสาธารณสุขของไทย ทว่ามาพร้อมกับอำนาจและการบริการที่หรูหราราคาแพง จนสังคมเริ่มตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้วเป็น ‘ตัวช่วยปิดช่องว่างในระบบสุขภาพ’ หรือกลายเป็น ‘ตัวถ่างความเหลื่อมล้ำให้สูงยิ่งขึ้น’

“ถึงเวลาสั่งการรักษาทางสังคม” บทสังเคราะห์ชุดนโยบายสุขภาพจิตของประชากรชาวไทยภายใต้บริบทหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า

101 PUB ชวนมองหาชุดนโยบายสุขภาพจิตฉบับ ‘คิดใหม่ ทำใหม่’ ที่มุ่งถอดรหัสอุปสรรคในการดูแลสุขภาพใจของประชากรไทย และมอบวิธีแก้ไขที่ตรงจุด ผ่านงานวิจัย ‘การสังเคราะห์ชุดนโยบายสุขภาพจิตของประชากรชาวไทยภายใต้บริบทหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า’

20 August 2024

101 Public Policy Think Tank
ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะไทยในบริบทโลกใหม่ สร้างสรรค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มพลังให้ประชาชนสามารถตัดสินใจอย่างดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในเรื่องสำคัญที่มีความหมายต่อชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และสังคม

Copyright © 2026 101pub.org | All rights reserved.