10 ปี SDGs: เหลียวหลัง แลหน้า สำรวจโจทย์ค้างคาก่อนถึงเส้นชัยการพัฒนาอย่างยั่งยืน

101 PUB

21 January 2026

ท่ามกลางโลกที่กำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มลพิษ การขาดแคลนทรัพยากร ตลอดจนความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่ซับซ้อนและยากจะแก้ไข จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่การพัฒนาที่ยั่งยืนกลายเป็นประเด็นที่หลายฝ่ายเห็นพ้องว่าเป็นกุญแจสำคัญต่ออนาคตของโลกและมนุษยชาติ รวมถึงเป็นแนวทางในการรับมือกับวิกฤตเหล่านี้และสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับคนรุ่นต่อไป

ด้วยเหตุนี้ ประเทศสมาชิกสหประชาชาติรวม 193 ประเทศ จึงได้ร่วมลงนามรับรองการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ.2030 (2030 Agenda for Sustainable Development) เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2015 เพื่อเป็นพันธสัญญาร่วมกันในการบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ทั้ง 17 เป้าหมาย ภายในปี 2030

จนถึงวันนี้ ความตกลงดังกล่าวได้ผ่านพ้นมากว่าหนึ่งทศวรรษ และกำลังก้าวเข้าสู่โค้งสุดท้ายของช่วงเวลาอีก 5 ปีที่เหลือก่อนถึงเส้นตายของการบรรลุเป้าหมาย แม้ที่ผ่านมาหลายประเทศจะสามารถบรรลุเป้าหมายได้แล้วในแต่ละด้านที่แตกต่างกัน แต่ในวันนี้หลายประเทศกลับต้องเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนยิ่งกว่าในอดีต การขับเคลื่อนที่เคยใช้แล้วได้ผลกลับไม่เป็นเช่นนั้นอีกต่อไป ทั้งจากบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและข้อจำกัดเชิงโครงสร้างในหลากหลายมิติ ส่งผลให้การขับเคลื่อน SDGs ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คาดหวังไว้

หาก SDGs เปรียบเสมือนพิมพ์เขียวของการพัฒนาโลกให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างยั่งยืนและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และในฐานะโจทย์ใหญ่ที่ประชาคมโลกต้องร่วมกันไปให้ถึง การหันกลับมาทบทวนบทเรียน ปัญหา และความท้าทายตลอดทศวรรษที่ผ่านมาจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

วันโอวัน ชวนตีโจทย์และสำรวจการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืนในแต่ละมิติ ผ่านบทสนทนากับผู้คนจากหลากหลายวงการประกอบด้วย ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ นักวิจัยโครงการ, ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย, วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ, วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) และ รศ.ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

บทสนทนาเหล่านี้หวังมุ่งสะท้อนมุมมองและวิพากษ์ภาพรวมของการพัฒนาที่ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และ ‘ยั่งยืน’ ในบริบทประเทศไทยตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงจุดแข็ง-จุดอ่อน ตลอดจนปัญหาและความท้าทายสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาในอดีต ปัจจุบัน และทิศทางในระยะข้างหน้า

หมายเหตุ: เก็บความส่วนหนึ่งจากการนำเสนอ ‘ความก้าวหน้าการขับเคลื่อน SDGs ปี 2016-2025 : ข้อมูลเชิงลึกจากตัวชี้วัด’ และวงเสวนาเรื่อง ‘เส้นทางการพัฒนาไทยที่ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และ ‘ยั่งยืน’?’ ในการประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘Jump Start Workshop 10 ปี SDGs : เหลียวหลัง แลหน้าเพื่อรายงาน-วางแผนการพัฒนาสู่อนาคต’ โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และ บริษัท ดิ วันโอวัน เปอร์เซนต์ จำกัด ในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568

เหลียวหลัง : ประเทศไทยอยู่จุดใดของการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย SDGs

ผศ.ดร.เฉลิมพงษ์ คงเจริญ นักวิจัยโครงการ เริ่มต้นด้วยการชวนมองย้อนกลับไปยังเส้นทางการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยเขาชี้ว่าหากนับตั้งแต่ปี 2015 ซึ่งเป็นปีที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติร่วมกันเห็นชอบกรอบเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาของโลกภายใต้หลักการ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และ ‘ความยั่งยืน’ พร้อมวางกรอบเวลาการบรรลุเป้าหมายภายในปี 2030 ปัจจุบันโลกก็เหลือเวลาเพียงห้าปี ก่อนถึงเส้นตายของเป้าหมายดังกล่าว

ทว่าในบริบทของประเทศไทย หลายเป้าหมายยังไม่สามารถบรรลุได้ตามที่คาดหวังไว้ ขณะเดียวกันตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา บริบทโลกก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วและรุนแรง ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว หรือการเปลี่ยนผ่านจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล (digital disruption) สถานการณ์เหล่านี้ทำให้การแก้ปัญหาด้วยแนวทางเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไปต่อการบรรลุเป้าหมาย SDGs

อย่างไรก็ตาม แม้ SDGs ทั้ง 17 เป้าหมายจะถูกกำหนดขึ้นเมื่อกว่าทศวรรษก่อน แต่เฉลิมพงษ์มองว่าเป้าหมายเหล่านี้ยังคงทำหน้าที่เสมือน ‘เข็มทิศ’ ที่ช่วยชี้นำทิศทางการพัฒนาของประเทศไทย โดยเป็นกรอบให้แต่ละประเทศนำไปปรับใช้และขับเคลื่อนอย่างบูรณาการให้เหมาะสมกับบริบทของตนเอง หากพิจารณา SDGs ทั้ง 17 เป้าหมายจะพบว่าหน่วยงานต่างๆ ของประเทศไทยพยายามพัฒนาวิธีการวัดความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องว่า ประเทศอยู่ในจุดใดของแต่ละเป้าหมาย โดยที่ผ่านมาได้มีการจัดกลุ่มเป้าหมายตามความเชื่อมโยงออกเป็น 5 มิติ หรือที่เรียกว่า 5P ได้แก่ People, Prosperity, Planet, Peace และ Partnership

1. People : มิติด้านการพัฒนาคนและคุณภาพชีวิต หากอ้างอิงจาก SDG Index ซึ่งเป็นดัชนีที่ใช้ประเมินความก้าวหน้าในแต่ละเป้าหมาย จะพบว่าเป้าหมายด้านการยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกพื้นที่ ประเทศไทยถูกจัดว่า ‘บรรลุเป้าหมายแล้ว’ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในระดับเป้าหมายย่อยและรายละเอียดเชิงลึก กลับพบว่ายังมีปัญหาความยากจนหลากมิติที่ยังห่างไกลจากสภาพที่ควรจะเป็น

ในทำนองเดียวกัน เป้าหมายด้านการสร้างหลักประกันว่าทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม รวมถึงการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประเทศไทยถูกประเมินว่าบรรลุเป้าหมายในเชิงการเข้าถึง กล่าวคือประชากรสามารถเข้าสู่ระบบการศึกษาได้มากขึ้น แต่ในทางปฏิบัติ คุณภาพของการศึกษาโดยรวมกลับยังไม่อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้

2. Planet : มิติด้านการปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เฉลิมพงษ์ชี้ว่าประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ทั้งจากผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลพิษที่ทวีความรุนแรง ตลอดจนการเสื่อมถอยของทรัพยากรป่าไม้ ซึ่งสะท้อนว่าประเทศยังอยู่ห่างไกลจากเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน

3. Prosperity : มิติด้านเศรษฐกิจและความมั่งคั่ง มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างชะลอตัว ส่งผลให้หลายเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ไม่สามารถบรรลุได้ตามแผน และยังส่งผลกระทบต่อเป้าหมายอื่นๆ ที่เชื่อมโยงกัน ขณะเดียวกันยังมีประชากรบางกลุ่ม เช่น แรงงานนอกระบบ ที่ยังเผชิญความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิต

4. Peace : มิติด้านสันติภาพ ความยุติธรรม และสถาบันที่เข้มแข็ง เฉลิมพงษ์มองว่ายังมีประชาชนบางกลุ่มที่ไม่สามารถเข้าถึงสิทธิ ความยุติธรรม และความเท่าเทียมได้อย่างแท้จริง ส่งผลต่อระดับความเชื่อมั่นต่อสถาบันและการทำงานของภาครัฐ ซึ่งกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการขับเคลื่อนการพัฒนาในมิติอื่นๆ

5. Partnership : มิติด้านความร่วมมือเพื่อการพัฒนา ประเทศไทยยังเผชิญข้อจำกัดหลายประการ ทั้งการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การทำงานแบบต่างคนต่างทำ และการขาดกลไกบูรณาการที่มีประสิทธิภาพในการขับเคลื่อน SDGs ร่วมกัน

เฉลิมพงษ์ยังตั้งข้อสังเกตว่า การประเมินความก้าวหน้าของ SDGs มักอาศัยตัวเลขภาพรวม ซึ่งอาจไม่สะท้อนสถานการณ์จริงในระดับพื้นที่หรือในรายละเอียดของตัวชี้วัด อีกทั้งการที่หลายเป้าหมายถูกประเมินว่าบรรลุแล้วก็ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะรู้สึกว่าชีวิตของตนดีขึ้นจริง ตัวอย่างเช่น การเข้าถึงการศึกษาที่เพิ่มขึ้น แต่อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนที่สูงจนสร้างภาระให้กับครัวเรือน

“หลายครั้งการมองภาพใหญ่เพียงอย่างเดียวทำให้เราไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างได้ และอาจบดบังกลุ่มคนบางกลุ่มที่ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะเป็นผู้พิการ แรงงานนอกระบบ คนไร้สัญชาติ หรือเด็กที่ไม่อยู่ในระบบการศึกษาและไม่ได้ทำงาน กลุ่มเหล่านี้คือกลุ่มที่ตัวชี้วัดของเป้าหมายไม่สะท้อนความเป็นจริงที่พวกเขากำลังเผชิญอยู่” เฉลิมพงษ์กล่าว

ในช่วงห้าปีสุดท้ายก่อนถึงปี 2030 เฉลิมพงษ์เสนอว่าประเทศไทยจำเป็นต้องกลับมาทบทวนทั้งเป้าหมายและตัวชี้วัดอย่างจริงจัง เนื่องจากหลายเป้าหมายมีความเชื่อมโยงกัน การพัฒนาในมิติหนึ่งสามารถส่งผลเชิงบวกต่ออีกมิติหนึ่งได้ เช่น การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องอาจช่วยลดความยากจนและความหิวโหย

ในขณะเดียวกันบางเป้าหมายก็อาจขัดแย้งกัน เช่น การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เขาจึงเสนอว่าประเทศไทยต้องวางแผนการพัฒนาให้เป้าหมายต่างๆ สามารถบรรลุไปพร้อมกันได้ ผ่านการมองหา ‘leverage point’ หรือจุดคานงัดสำคัญที่การดำเนินการเพียงเรื่องเดียวสามารถส่งผลต่อหลายเป้าหมายในเวลาเดียวกัน

“ในเวลาที่เหลือไม่มาก การขับเคลื่อนเป้าหมายแบบแยกส่วนอาจไม่ทันการณ์ แต่ถ้าเรามีโครงการหรือระบบที่สามารถขยับหลายเป้าหมายไปพร้อมกันได้ ก็อาจทำให้ประเทศไทยเข้าใกล้ SDGs มากขึ้นในช่วงห้าปีสุดท้ายนี้” เขากล่าว

เฉลิมพงษ์ยกตัวอย่างการออกแบบระบบสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งไม่เพียงช่วยบรรลุเป้าหมายด้านการสร้างหลักประกันสุขภาวะที่ดีสำหรับทุกคนในทุกช่วงวัยเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการลดความเหลื่อมล้ำและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมอีกด้วย

ประเทศไทยขับเคลื่อนการพัฒนาในลักษณะที่ ‘ทิ้งแล้ว ทิ้งอยู่ ทิ้งต่อ’

ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัยด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เริ่มต้นการมองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในฐานะพิมพ์เขียวที่กำหนดทิศทางการพัฒนาของโลก ภายใต้หลักการสำคัญคือ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และ ‘ความยั่งยืน’ โดยเขาหยิบยกประเด็น ‘การพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ มาเป็นจุดตั้งต้นของการวิพากษ์สถานการณ์การพัฒนาของประเทศไทย

สมชัยมองว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ประเทศไทยขับเคลื่อนการพัฒนาในลักษณะที่ ‘ทิ้งคนไว้ข้างหลัง’ และน่ากังวลว่าสถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงไม่ดีขึ้น แต่ยังมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและขยายวงกว้างออกไปเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานนอกระบบที่ประสบปัญหาในการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการขั้นพื้นฐาน ผู้สูงอายุที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นแต่ยังขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือเยาวชนที่เกิดในครอบครัวที่ไม่พร้อมดูแลส่งผลให้ไม่สามารถเติบโตและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

“ผมเคยลองนับดูว่าคนไทยที่ถูกทิ้งแล้วและมีแนวโน้มจะถูกทิ้งต่อไปคิดเป็นสัดส่วนเท่าไหร่ของประชากรทั้งประเทศ ปรากฏว่าประมาณ 40% หรือเกือบครึ่งประเทศเลย ยิ่งเทคโนโลยีมาเร็ว คนกลุ่มนี้ตามไม่ทันก็ยิ่งมีโอกาสถูกทิ้งมากขึ้นเรื่อยๆ นี่จึงเป็นประเด็นสำคัญที่ประเทศไทยต้องหันกลับมาให้ความสำคัญอย่างจริงจัง” สมชัยกล่าว

ในมุมของตัวชี้วัด SDGs สมชัยตั้งข้อสังเกตว่ามีข้อจำกัดสำคัญ เนื่องจาก SDGs เป็นกรอบเป้าหมายที่ใช้วัดผลในระดับโลก ตัวชี้วัดจำนวนมากจึงถูกออกแบบมาโดยมุ่งตอบโจทย์ประเทศที่มีความยากจนสูง ส่งผลให้เกณฑ์การประเมินไม่ได้ตั้งอยู่บนมาตรฐานที่สูงนัก สำหรับประเทศอย่างประเทศไทย จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หลายเป้าหมายจะผ่านได้ง่าย

ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเป้าหมายด้านการยุติความยากจนทุกรูปแบบในทุกพื้นที่ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว แต่เป็นผลจากการใช้นิยามความยากจนแบบแคบ หากขยับนิยามไปมองความยากจนในมิติของศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หรือการที่บุคคลสามารถใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพและมีศักดิ์ศรี จะพบว่าประเทศไทยยังไม่สามารถยุติความยากจนได้จริง และจำนวนประชากรที่ควรถูกนับว่ายากจนก็อาจเพิ่มขึ้นมากกว่าที่ปรากฏในตัวเลขทางการ

จากคำถามว่าเหตุใดตลอดระยะเวลาเกือบสิบปี ประเทศไทยจึงยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังได้อย่างแท้จริง สมชัยเสนอว่ามีปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญ 5 ประการที่เป็นอุปสรรคหลัก ได้แก่

ประการแรก เศรษฐกิจไทยเติบโตช้า ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนไม่ดีขึ้นอย่างที่ควรจะเป็น ขณะเดียวกัน รายได้ของรัฐบาลก็ลดลงตามไปด้วย จนอาจนำไปสู่วิกฤตทางการคลัง เมื่อฐานะการคลังอ่อนแอลง ความสามารถของรัฐในการดูแลประชาชนก็ลดลง ซึ่งในอนาคตมีแนวโน้มจะรุนแรงยิ่งขึ้น หากไม่มีการปฏิรูปการคลังอย่างจริงจัง

ประการที่สอง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประชาชนจำนวนมากถูกทิ้งไว้ข้างหลัง และไม่สามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาได้อย่างเท่าเทียม

ประการที่สาม วิกฤตทางการเมือง สมชัยมองว่าประเทศไทยยังขาดผู้นำที่สามารถขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนในระยะยาว และผลักดันนโยบายให้บรรลุเป้าหมาย SDGs ได้อย่างจริงจัง

ประการที่สี่ การขาดกลไกที่เปิดโอกาสให้เสียงของประชาชนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายได้ โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการที่ชุมชนยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ สมชัยมองว่าหากชุมชนมีความเข้มแข็งมากขึ้น การแก้ปัญหาจะมีความตรงจุดและสอดคล้องกับบริบทพื้นที่มากขึ้น

และประการสุดท้าย ปัญหาของระบบราชการซึ่งเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนการพัฒนาคนเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ประเทศตั้งไว้ แต่ในทางปฏิบัติ การทำงานของภาครัฐยังมีข้อจำกัด ทั้งในเชิงประสิทธิภาพและการจัดสรรงบประมาณ โดยงบประมาณส่วนใหญ่ยังถูกใช้ไปกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน มากกว่าการลงทุนเพื่อพัฒนาคน สมชัยเชื่อว่าหากรัฐปรับทิศทางการใช้จ่ายมาสู่การพัฒนาทุนมนุษย์ จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีนัยสำคัญ

สำหรับสมชัย หากประเทศไทยต้องการพัฒนาคนให้ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและเดินไปสู่ความยั่งยืน การปฏิรูป ‘การคุ้มครองทางสังคม’ (social protection) คือหัวใจสำคัญ เนื่องจากเป็นหลักประกันขั้นพื้นฐานที่ประชาชนทุกคนพึงมี และต้องดำเนินการให้มีคุณภาพและครอบคลุมอย่างถ้วนหน้าอย่างแท้จริง

เขาอธิบายว่า การปฏิรูปการคุ้มครองทางสังคมไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล หากออกแบบและขับเคลื่อนอย่างชาญฉลาดภายใต้ข้อจำกัดที่มีอยู่ ยกตัวอย่างเช่น ระบบประกันสังคมควรได้รับการปรับให้ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มอย่างแท้จริง แม้ในระยะเริ่มต้นสิทธิประโยชน์ต่อหัวอาจยังไม่สูงนัก แต่สิ่งสำคัญคือ ‘ต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ โดยภาคประชาชนต้องร่วมกันผลักดัน และภาครัฐต้องพร้อมรับและดำเนินการต่อ

“ถ้าขอได้เยอะก็ดี แต่ในช่วงที่งบประมาณยังจำกัด เฟสแรกเอาน้อยก่อนก็ได้ แต่ขอให้ทั่วถึงก่อน เพราะสำหรับคนที่ไม่เคยได้ประโยชน์หรือถูกทิ้งไว้ข้างหลังจริงๆ เงินบาทแรกที่เขาได้มีมูลค่าสูงมาก และเมื่อเศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นในอนาคต ก็ค่อยเพิ่มสิทธิประโยชน์ต่อหัวก็ยังไม่สาย” สมชัยกล่าว

นอกจากนี้ สมชัยยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการยกระดับทักษะ (upskill) และการปรับทักษะใหม่ (reskill) ของแรงงานไทย แม้ปัจจุบันจะมีการดำเนินการในประเด็นนี้อยู่แล้ว แต่ยังเป็นลักษณะ ‘เบี้ยหัวแตก’ และมีขนาดเล็กเกินไปเมื่อเทียบกับความต้องการที่แท้จริง เนื่องจากแรงงานไทยและประชากรที่ต้องการการยกระดับทักษะ–การปรับทักษะใหม่มีจำนวนมหาศาล ขณะที่งบประมาณและการลงทุนในปัจจุบันยังน้อยกว่าที่ควรจะเป็นอย่างมาก

“ถ้าดูภาพรวม ผมคิดว่าสิ่งที่เราทำอยู่ตอนนี้ใช้ทรัพยากรน้อยกว่าที่ควรจะเป็น อาจต้องเพิ่มขึ้นอย่างน้อยเป็นสิบเท่า จึงจะตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยีได้จริง” สมชัยกล่าวทิ้งท้าย

การพัฒนาสิทธิมนุษยชนท่ามกลางวิกฤตการเมืองและกฎหมาย

วสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตั้งข้อสังเกตว่าการพัฒนาของประเทศไทยในช่วงที่ผ่านมาเผชิญปัญหาหลากหลายมิติ แม้ตัวชี้วัดหรือดัชนีในหลายด้านจะออกมาดูดีในเชิงตัวเลข ไม่ว่าจะเป็นดัชนีการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) ที่หลายหน่วยงานของภาครัฐได้คะแนนสูง หรือสถิติที่สะท้อนว่าเยาวชนในวัยเรียนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้ในสัดส่วนที่มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาลึกลงไปในรายละเอียด ตัวเลขเหล่านี้กลับไม่สะท้อนความเป็นจริงทั้งหมด วสันต์ยกตัวอย่างกรณีการศึกษา เมื่อเปรียบเทียบจำนวนเยาวชนในวัยที่ควรอยู่ในระบบการศึกษากับข้อมูลทะเบียนราษฎร์ พบว่ามีเด็กที่หลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมากถึงหลักล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ทำให้เขารู้สึกตกใจไม่น้อยและสะท้อนช่องว่างสำคัญระหว่าง ‘ตัวชี้วัด’ กับ ‘ชีวิตจริง’

ขณะเดียวกัน ปัญหาความยากจนยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างเป็นรูปธรรม วสันต์ชี้ว่าความเหลื่อมล้ำเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก ทำให้จำนวนผู้ยากจนยังคงมีอยู่มาก และอธิบายได้ว่าทำไมทุกครั้งที่รัฐมีนโยบายแจกเงินหรือมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นจะมีประชาชนจำนวนมหาศาลที่ต้องการพึ่งพานโยบายเหล่านี้

สถานการณ์ดังกล่าวยิ่งน่ากังวลเมื่อพิจารณาควบคู่กับปัญหาหนี้ครัวเรือน ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าหนี้เฉลี่ยต่อครัวเรือนอยู่ที่ราว 740,000 บาท นอกจากนี้ ตัวเลขที่ถูกพูดถึงบ่อยครั้งยังชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำเชิงทรัพย์สินอย่างชัดเจน กล่าวคือประชาชนราว 90% มีเงินฝากในบัญชีธนาคารไม่ถึง 50,000 บาท ภาพดังกล่าวสะท้อนสภาวะ ‘คนรวยกระจุก คนจนกระจาย’ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของปัญหาที่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) พยายามจะเข้าไปแก้ไข

เมื่อย้อนถามถึงต้นตอของปัญหา วสันต์มองว่าส่วนหนึ่งเกิดจากภาคการเมืองที่ขาดเจตจำนงอย่างแท้จริงในการขับเคลื่อนสังคมไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้น นักการเมืองบางส่วนเข้าสู่สนามการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจ และใช้งบประมาณของรัฐเป็นเครื่องมือในการสร้างคะแนนนิยม มากกว่าการลงทุนเพื่อการพัฒนาระยะยาว

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาเสถียรภาพทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง ดังจะเห็นได้จากช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาที่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลบ่อยครั้งถึงขั้น ‘สองปี สี่รัฐบาล’ ความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย การเปลี่ยนทิศทางการบริหารอยู่ตลอดเวลา รวมถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหาหลายด้านของประเทศไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังและยั่งยืน

“เราจะเห็นว่ามีโครงการ มีนโยบายจำนวนมากที่เป็นการให้เปล่า เป็นนโยบายที่อาจไม่ก่อให้เกิดดอกผลในระยะยาว ผมมองว่านโยบายบางอย่างก็เหมือนขนมหวาน กินแล้วอร่อย แต่ชั่วคราว เดี๋ยวก็อยากได้อีก เดี๋ยวก็ยกหนี้ เดี๋ยวก็แจกเงิน แต่ไม่ได้สอนให้คนสร้างผลผลิต ไม่ได้สอนให้คนคิด ไม่ได้สอนให้คนสร้างงาน หรือสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง ครอบครัว และสังคมอย่างแท้จริง” วสันต์กล่าว

ในมิติด้านกฎหมาย วสันต์มองว่าเป็นอีกหนึ่งอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนา ประเทศไทยมีกฎหมายจำนวนมากที่อาจถึงเวลาต้องทบทวน ปรับปรุง หรือยกเลิก โดยเฉพาะกฎหมายที่กลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา หรือเปิดช่องให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิทธิของประชาชนและการเติบโตของประเทศ

ขณะเดียวกัน เขายอมรับว่าในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีกฎหมายใหม่ๆ ที่มีความก้าวหน้าออกมาจำนวนไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายด้านความเสมอภาคทางเพศ หรือกฎหมายที่คุ้มครองวิถีชีวิตและสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ อย่างไรก็ตาม ปัญหาใหญ่ที่ยังคงค้างคาคือ ‘การบังคับใช้กฎหมาย’ รวมถึงประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม ซึ่งยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างเพียงพอ

สำหรับวสันต์แล้ว หากประเทศไทยต้องการขับเคลื่อนการพัฒนาให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน การแก้ปัญหาไม่อาจหยุดอยู่เพียงการมีตัวชี้วัดที่สวยงาม แต่ต้องลงไปแตะถึงโครงสร้างทางการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมาย เพื่อให้การพัฒนาไม่ใช่เพียงภาพลวงตาบนกระดาษ หากแต่เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ประชาชนสามารถรับรู้และสัมผัสได้จริงในชีวิตประจำวัน

ปัญหาสิ่งแวดล้อม โจทย์ใหญ่ที่ไร้ทางออก

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) ชี้ว่าประเด็นสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในมิติการพัฒนาที่ที่ผ่านมาไม่ได้รับความสำคัญอย่างจริงจังจากทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ เห็นได้ชัดจากกรณีร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด ซึ่งเป็นกฎหมายที่ภาคประชาชนร่วมกันผลักดัน แต่กลับถูกคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) รวมถึงภาคอุตสาหกรรมออกมาแสดงจุดยืนคัดค้าน และเรียกร้องให้วุฒิสภายับยั้งร่างกฎหมายดังกล่าว

จากกรณีนี้ วิฑูรย์มองว่าสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างของระบบนิเวศการพัฒนาในประเทศไทย โดยปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากมีรากเหง้ามาจากภาคอุตสาหกรรมและระบบทุนที่มีอิทธิพลเหนือรัฐ ในขณะที่สังคมยังขาดกลไกที่มีประสิทธิภาพในการกำกับควบคุมทุนให้ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ขณะเดียวกัน ภาครัฐเองก็อ่อนแอเกินกว่าจะทำหน้าที่เป็นผู้กำกับดูแลได้อย่างแท้จริง

สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ในหลายกรณี ประชาชนต้องลุกขึ้นมาปกป้องตนเองและทรัพยากรในพื้นที่ของตน จนนำไปสู่การเผชิญหน้ากับทุนขนาดใหญ่ และในบางกรณีก็ต้องเผชิญกับการคุกคาม ทั้งในเชิงกฎหมายและนอกระบบ

วิฑูรย์ยังยกตัวอย่างกรณีการยกระดับ ‘เศรษฐกิจสีเขียว’ หรือโมเดล BCG (Bio–Circular–Green Economy) ให้เป็นวาระแห่งชาติในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งในเชิงแนวคิดถือเป็นโมเดลการพัฒนาที่มีศักยภาพ เนื่องจากประเทศไทยมีจุดแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพและความหลากหลายทางวัฒนธรรม ที่สามารถนำมาต่อยอดเพื่อการแข่งขันในโลกยุคใหม่ที่ต้องเผชิญความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม

อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาไปถึงโครงสร้างการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าว วิฑูรย์ตั้งข้อสังเกตว่าคณะกรรมการและกลไกสำคัญส่วนใหญ่กลับมาจากภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มทุนที่มีบทบาทในระบบการผลิตอาหารแบบอุตสาหกรรม ซึ่งในหลายกรณีกลับเป็นปัจจัยที่ทำให้ประเทศไทยเผชิญความไม่มั่นคงทางอาหาร มากกว่าจะเป็นการสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

นอกจากภาคธุรกิจแล้ว วิฑูรย์ยังชี้ว่าภาครัฐเองก็เป็น ‘ตัวละครสำคัญ’ ที่มีส่วนก่อให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อม เขายกตัวอย่างกรณีปัญหาขยะพิษและมลพิษในพื้นที่ภาคตะวันออก ซึ่งมีรากมาจากนโยบายของรัฐที่ใช้อำนาจแบบรวมศูนย์และสุดขั้ว ขณะเดียวกัน ระบบราชการก็มีความอ่อนแอจนไม่สามารถจัดการหรือแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างทันท่วงที ส่งผลให้ความเสียหายขยายตัวและสะสมจนยากต่อการฟื้นฟู

“ในบริบทแบบนี้ ไม่ว่าจะเป็นฝั่งภาคธุรกิจหรือภาครัฐ ถ้าประชาชนไม่เข้มแข็งพอ และไม่สามารถสร้างพลังร่วม หรือทำงานเชื่อมโยงกับปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุคแต่ละสมัยได้ การผลักดันเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืนก็คงเป็นไปได้ยาก” วิฑูรย์กล่าว

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าแม้เงื่อนไขจะเต็มไปด้วยข้อจำกัด แต่ก็ยังมี ‘ช่องทาง’ และ ‘องค์ประกอบ’ ที่เอื้อต่อการเปลี่ยนแปลง หากสังคมสามารถเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชน เปิดพื้นที่ให้เกิดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และสร้างดุลอำนาจใหม่ในการกำหนดทิศทางการพัฒนา ประเทศไทยก็ยังมีโอกาสขยับเข้าใกล้การพัฒนาที่เคารพทั้งสิ่งแวดล้อม สิทธิของประชาชน และความยั่งยืนในระยะยาวได้

การพัฒนาเศรษฐกิจในวันที่โลกเปลี่ยนแต่ไทยไม่ขยับ

รศ.ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ กรรมการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบายว่า รูปแบบการพัฒนาของประเทศไทยตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมาตั้งอยู่บนแนวคิดการ ‘สร้างผู้ชนะ’ และยอมรับโดยปริยายว่าต้องมีคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง โดยคาดหวังให้รัฐทำหน้าที่เป็น ‘ผู้ใจดี’ ในการนำทรัพยากรจากกลุ่มที่เติบโตแล้วไปกระจายสู่คนรากหญ้า แต่ในทางปฏิบัติ แนวคิดดังกล่าวกลับไม่เคยเกิดขึ้นจริง

สมประวิณชี้ว่า ปัญหาสำคัญคือประเทศไทยกำลังใช้ ‘แว่นตาเดิม’ ในการมองโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว โดยเฉพาะเมื่อภูมิทัศน์ของโลกกำลังเคลื่อนจาก ‘3 มาก’ ไปสู่ ‘3 น้อย’

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ในช่วงหลังสงครามโลก โลกอยู่ในยุคที่ประชากรเพิ่มขึ้น ความร่วมมือระหว่างประเทศสูง และเทคโนโลยีพัฒนาอย่างรวดเร็ว นำไปสู่ระบบการผลิตแบบแบ่งงานกันทำและสายพานการผลิตระดับโลก ประเทศไทยจึงเติบโตภายใต้ยุทธศาสตร์การผลิต ‘มาก ถูก และเร็ว’ ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในบริบทของเวลานั้น

อย่างไรก็ตาม โลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ประชากรโลกเติบโตช้าลง ความร่วมมือระหว่างประเทศลดลง และเทคโนโลยีทำให้แต่ละประเทศสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้น ภายใต้บริบทใหม่นี้ การพยายามกลับไปเป็นเพียงฟันเฟืองในสายพานการผลิตโลกจึงเป็นเรื่องยาก และกลยุทธ์ ‘มาก ถูก เร็ว’ กำลังกลายเป็นประเด็นรองในอนาคต

สมประวิณอธิบายว่า โมเดลการพัฒนาเดิมของไทยมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ คือ การเติบโตแบบ outside-in ด้วยการดึงการลงทุนจากต่างประเทศ การผลิตแบบ top-down ที่เน้นความเร็วโดยไม่เปิดพื้นที่ให้เกิดการเรียนรู้หรือคิดเอง และการพัฒนาแบบ exclusive ที่เลือก ‘ผู้ชนะ’ เพียงไม่กี่รายให้เติบโตเพื่อสร้างขนาดและความได้เปรียบด้านต้นทุน

แม้โมเดลดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศเติบโตมาได้ในช่วงหนึ่ง แต่ปัญหาคือมันไม่ยั่งยืน และยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยแวดล้อมของโลกในวันนี้ก็ไม่เอื้อให้โมเดลเดิมเดินต่อได้อีก

เขาเสนอว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่ ‘3 เปลี่ยน’ ได้แก่ (1) เปลี่ยนจาก outside-in สู่ inside-out โดยยึดฐานทรัพยากรในประเทศ ทั้งทรัพยากรกายภาพ ความหลากหลายทางชีวภาพ และองค์ความรู้ เป็นจุดตั้งต้น (2) เปลี่ยนจากการตัดสินใจแบบ top-down สู่ bottom-up ที่เปิดให้ผู้คนมีส่วนร่วมในกระบวนการผลิต และ (3) เปลี่ยนจากการพัฒนาแบบ exclusive สู่ inclusive ที่ทุกคนสามารถเข้ามามีบทบาทได้โดยไม่ต้องผ่านตัวแทน

ในทางเศรษฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านนี้คือการปฏิรูปด้านอุปทาน หรือการ ‘เปลี่ยนที่ตัวเรา’ แทนที่จะมุ่งแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนพฤติกรรมของคนอื่น เช่น การแข่งขันแย่งดึงนักลงทุนหรือแข่งกันที่ราคาเพียงอย่างเดียว

สมประวิณชี้ว่า ความเหลื่อมล้ำไม่ใช่ปัญหาในตัวมันเอง แต่เป็นผลลัพธ์ของโอกาสที่ไม่เท่ากันตั้งแต่ต้น ซึ่งประกอบด้วยอย่างน้อย 3 มิติ ได้แก่ โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากรพื้นฐาน เช่น การศึกษา ข้อมูลข่าวสาร และแหล่งทุน โอกาสในการเข้าสู่ตลาด และโอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรมเมื่อเข้าสู่ตลาดแล้ว หากทั้งสามเงื่อนไขนี้เกิดขึ้น ผู้คนจะสามารถพัฒนาศักยภาพและมีส่วนร่วมในกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริง

อย่างไรก็ตาม กลไกของรัฐไทยในปัจจุบันยังมุ่งเน้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานเชิงกายภาพ (hard infrastructure) เป็นหลัก ขณะที่สิ่งที่ประเทศต้องการมากขึ้นคือโครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจ (soft infrastructure) เช่น การกระจายอำนาจ การมีส่วนร่วมในการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ และความโปร่งใส

นอกจากนี้ ในขณะที่สังคมพูดถึงการเพิ่มผลิตภาพของภาคเอกชนและการอัปสกิลแรงงานอยู่เสมอ กลับแทบไม่มีการตั้งคำถามถึงผลิตภาพของภาครัฐเอง ทั้งในแง่ทักษะ นวัตกรรม และประสิทธิภาพการทำงาน ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของไทยตกลง

สุดท้าย สมประวิณเห็นว่าปัญหาของประเทศไทยไม่ใช่ ‘ไม่รู้’ ว่าควรปฏิรูปอะไร แต่คือ ‘รู้แล้วทำไม่ได้’ โดยประเทศที่สามารถปฏิรูปได้จริงต้องมีองค์ประกอบสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความมุ่งมั่นของผู้นำ เครื่องมือและกลไกที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการปฏิรูป และการมีส่วนร่วมของสังคมอย่างแท้จริง ไม่ใช่เพียงการมีส่วนร่วมเชิงพิธีกรรม

แลหน้า : 5 ปีสุดท้ายก่อนถึงเส้นตายของ SDGs

เมื่อมองหนทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศไทยในช่วง 5 ปีสุดท้ายก่อนถึงเส้นตายของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ในปี 2030 สิ่งสำคัญที่ต้องเร่งหาคำตอบไม่ใช่เพียง ‘ประเทศไทยจะทำอะไร’ แต่คือ ‘ประเทศไทยจะทำอย่างไร’ ให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจริง

สมชัยชี้ว่า ประเทศไทยต้องพัฒนาศักยภาพของแรงงาน โดยที่ผ่านมาปัญหาสำคัญของการพัฒนาศักยภาพแรงงานไทย โดยเฉพาะในภาครัฐคือการออกแบบนโยบายแบบ supply-driven กล่าวคือภาครัฐมักกำหนดคอร์สอบรมจากมุมมองของตนเอง แล้วเปิดให้ประชาชนเข้าร่วม ทั้งที่ในความเป็นจริงควรเปลี่ยนไปสู่แนวทาง demand-driven โดยเริ่มจากการทำความเข้าใจว่าแรงงานต้องการทักษะอะไร ผู้ประกอบการต้องการอะไร และประเทศต้องการกำลังคนแบบใด จากนั้นจึงออกแบบโปรแกรมให้ตอบโจทย์ความต้องการเหล่านั้นอย่างแท้จริง

ด้านวสันต์เสนอว่า หากมองในเชิงเป้าหมาย SDGs กลุ่มที่ไม่อาจละเลยได้คือกลุ่มเปราะบาง ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนพิการ ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองทางสังคม (social protection) อย่างจริงจัง แม้ในทางนโยบายจะมีมติคณะรัฐมนตรีหรือการประกาศหลักการเรื่องความถ้วนหน้าและการเพิ่มอัตราการดูแลออกมาแล้วหลายครั้ง แต่ในทางปฏิบัติมักติดขัดด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้จริง

อย่างไรก็ตาม วสันต์เห็นว่าการดูแลกลุ่มเปราะบางให้ยั่งยืนไม่อาจแก้ไขเป็นรายเรื่องได้ แต่จำเป็นต้องปฏิรูประบบทั้งระบบ เพราะหากไม่เปลี่ยนโครงสร้าง คำถามเรื่องความยั่งยืนก็จะย้อนกลับมาเสมอ เห็นได้จากกรณีที่สังคมกำลังตั้งคำถามต่อระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าว่าจะสามารถดำรงอยู่ได้อีกนานเพียงใด แม้จะเป็นระบบที่ได้รับการยอมรับว่าสามารถตอบโจทย์หลายมิติพร้อมกันก็ตาม

วสันต์ยังชี้ว่า แม้ภาพรวมตัวเลขเศรษฐกิจหรือคะแนน SDGs ของประเทศไทยในระดับประเทศจะดูดี และอยู่ในอันดับต้นของอาเซียนต่อเนื่องหลายปี แต่สิ่งที่ต้องพิจารณาคือ การกระจายผลลัพธ์เหล่านั้นไปสู่ระดับพื้นที่เป็นอย่างไร ตัวเลขที่ดีเป็นเพียงภาพรวม หรือสะท้อนคุณภาพชีวิตของผู้คนในจังหวัดต่างๆ อย่างแท้จริงแล้วหรือไม่

ขณะที่วิฑูรย์เห็นว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากสังคมไม่สามารถกำกับบริษัทขนาดใหญ่ให้อยู่ภายใต้กติกาที่เป็นธรรมได้ เขามองว่ากฎหมายการแข่งขันทางการค้าเป็น ‘บันไดขั้นสำคัญ’ ในการสร้างระบบเศรษฐกิจที่เอื้อต่อความยั่งยืนในระยะยาว

นอกจากนี้ วิฑูรย์ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการกระจายอำนาจด้านการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรม โดยยกตัวอย่างกรณีการพัฒนาพันธุ์ข้าวในประเทศไทยที่แม้ทั้งหน่วยงานรัฐและเกษตรกรในพื้นที่จะมีศักยภาพในการคิดค้นและพัฒนาสายพันธุ์ใหม่ แต่กลับติดขัดกับระบบรวมศูนย์ เช่น การขึ้นทะเบียนพันธุ์ข้าวที่ยังถูกผูกไว้กับส่วนกลาง โดยเขามองว่าระบบรวมศูนย์ดังกล่าวมีความแตกต่างจากญี่ปุ่นที่มีกฎหมายเปิดทางให้จังหวัดพัฒนาพันธุ์พืชของตนเองมานานกว่า 30 ปี จนเกิดความหลากหลายจากฐานท้องถิ่นอย่างแท้จริง

วิฑูรย์ยังชี้ว่า หากต้องการเห็นระบบเศรษฐกิจสีเขียวที่ตอบโจทย์โลกไม่ควรมองเพียงโมเดล BCG ของภาคธุรกิจขนาดใหญ่เท่านั้น แต่ควรมองไปยังข้อเสนอและการปฏิบัติจริงของขบวนการภาคประชาชน เช่น สมัชชาคนจน พีมูฟ หรือเครือข่ายเกษตรกรรมยั่งยืน ซึ่งหลายมาตรฐานด้านเกษตรอินทรีย์ของไทยที่ใช้ในการส่งออกในปัจจุบัน ล้วนมีจุดกำเนิดจากกระบวนการที่ภาคประชาสังคมพัฒนาขึ้นเมื่อกว่า 30 ปีก่อน ทว่ากลุ่มเหล่านี้กลับไม่เคยได้รับพื้นที่ในกระบวนการพัฒนาอย่างเป็นธรรม

ปิดท้ายด้วยมุมมองของสมประวิณที่ย้ำอีกครั้งว่า หัวใจสำคัญที่สุดคือการปฏิรูปการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะอย่างเป็นระบบ และต้องตั้งอยู่บนการมีส่วนร่วมของสังคมอย่างแท้จริง เพราะทรัพยากรสาธารณะเป็นของทุกคน ไม่ใช่ของคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

สมประวิณอธิบายว่า การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ดีต้องประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ คือ หลักการหรือเหตุผล (logic) และข้อมูล (data) ซึ่งในความเป็นจริง หลายครั้งผู้มีอำนาจตัดสินใจมีเหตุผลของตนเอง แต่กลับขาดข้อมูลที่รอบด้านโดยที่มักเข้าใจผิดว่าตนมีข้อมูลครบถ้วนแล้ว ส่งผลให้การตัดสินใจทางนโยบายที่ผิดพลาด

ดังนั้น การมีส่วนร่วมจึงไม่ใช่เพียงพิธีกรรมของการตัดสินใจทางนโยบาย แต่เป็นกลไกสำคัญในการทำให้รัฐเข้าถึงข้อมูลจริงจากผู้คนในพื้นที่ เข้าใจข้อจำกัดโดยปราศจากอคติ และนำไปสู่การจัดสรรทรัพยากรสาธารณะที่ตอบโจทย์สังคมได้อย่างแท้จริง

บทความที่เกี่ยวข้อง

10 ปี SDGs: ทำไม ‘การพัฒนาไทย’ ไม่ยั่งยืนได้จริงเสียที?

10 ปี SDGs: ทำไม ‘การพัฒนาไทย’ ไม่ยั่งยืนได้จริงเสียที?

10 ปีหลังไทยและทุกประเทศทั่วโลกเห็นชอบ ‘เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)’ ร่วมกัน การพัฒนาประเทศไทยยังห่างไกลจากคำว่า ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และ ‘ยั่งยืน’ ถึงเวลาที่สังคมไทยต้องมาร่วมกันตั้งคำถามกับวิธีขับเคลื่อนการพัฒนาแบบเดิม แล้ววางหลัก-ปรับกระบวนวิธีขับเคลื่อนการพัฒนาเสียใหม่ ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาได้ดีกว่าเดิม

The Resources: SDG เป้าหมายใหญ่ แต่ไม่เห็นหัวใคร และไม่มีใครเห็นหัว

ชวนตั้งคำถามกับวิธีขับเคลื่อนการพัฒนาแบบเดิม และวางหลัก-ปรับกระบวนวิธีขับเคลื่อนการพัฒนาเสียใหม่ ให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาได้ดีกว่าเดิม

The Resources: ทำ SDG ให้มีความหมาย ต้องทลายเพดานกระจกการพัฒนา

ชวนจินตนาการถึงแนวทางการพัฒนาใหม่ เพื่อเปิดเส้นทางให้ประเทศไทยพัฒนาเข้าใกล้สังคมที่ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และ ‘ยั่งยืน’ ได้ดีกว่าเดิม

101 Public Policy Think Tank
ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะไทยในบริบทโลกใหม่ สร้างสรรค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มพลังให้ประชาชนสามารถตัดสินใจอย่างดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในเรื่องสำคัญที่มีความหมายต่อชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และสังคม

Copyright © 2026 101pub.org | All rights reserved.