ประเด็นสำคัญ
- ปัญหาฝุ่นควันในภาคเหนือไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ตามฤดูกาลหรือผลจากไฟป่าเท่านั้น หากแต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งภูมิประเทศ สภาพอากาศ ภาคการผลิต นโยบายภาครัฐที่ยังมุ่งแก้ไขแบบแยกส่วน มาตรการห้ามเผาแบบเหมารวมจึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสะท้อนความไม่เป็นธรรมในการกระจายภาระ เมื่อบางกลุ่มโดยเฉพาะชุมชนที่พึ่งพาป่าต้องรับต้นทุนมากกว่าภาคส่วนอื่นที่ก่อมลพิษเช่นกัน
- ขณะเดียวกัน ชุมชนท้องถิ่นจำนวนมากมีองค์ความรู้และวิธีการจัดการไฟที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เช่น การเผาแบบควบคุมเพื่อลดเชื้อเพลิงสะสมและป้องกันไฟป่าขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม นโยบายจากส่วนกลางที่ขาดความยืดหยุ่นและไม่สอดคล้องกับสภาพจริง กลับจำกัดบทบาทของชุมชน ทำให้การจัดการไฟต้องดำเนินไปอย่างไม่เป็นทางการหรือหลบเลี่ยงกฎหมาย ส่งผลให้ไฟป่าควบคุมได้ยากขึ้นและยืดระยะเวลาของปัญหาฝุ่นในระยะยาว
- ดังนั้น การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดเชิงนโยบาย จากการสั่งห้ามแบบรวมศูนย์ ไปสู่การกระจายอำนาจและเปิดพื้นที่ให้ท้องถิ่นมีบทบาทในการกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง โดยรัฐส่วนกลางควรทำหน้าที่สนับสนุนด้านทรัพยากร กฎหมาย และกลไกความร่วมมือระหว่างภาคส่วน พร้อมทั้งยึดหลักการพัฒนาที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อให้การจัดการฝุ่นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมในระยะยาว
ปัญหาฝุ่นไม่ได้เป็นเพียงปรากฏการณ์ตามฤดูกาล แต่เป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เกิดซ้ำทุกปี เมื่อสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงและอุณหภูมิลดลง ฝุ่นละอองขนาดเล็กทั้ง PM2.5 และ PM10 มักกลับมาปกคลุมหลายพื้นที่ของประเทศไทย โดยเฉพาะบริเวณภาคเหนือที่มีระดับมลพิษทางอากาศติดอันดับต้นๆของโลกอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมาและยังคงเผชิญกับปัญหาเดิมอยู่[1]CMU CCDC, “ค่าฝุ่นรายวัน,” CMU CCDC, 11 มีนาคม 2026, https://www.cmuccdc.org/
หนึ่งในปัจจัยที่ถูกจับตามองมากที่สุดจากปัญหาฝุ่นภาคเหนือ คือ การเผาป่าในช่วง ‘ฤดูเผา’ เนื่องจากตรงกับช่วงเวลาที่มีฝุ่นเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็วในต้นปี อย่างไรก็ตาม สาเหตุของฝุ่นในภาคเหนือมีความซับซ้อนและเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งสาเหตุทางภูมิศาสตร์ที่เป็นแอ่งกระทะ สภาพอากาศที่นิ่งในฤดูหนาว การจราจร ภาคอุตสาหกรรม และกิจกรรมทางการเกษตร โดยรัฐมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยมาตรการห้ามเผาเด็ดขาดในหลายจังหวัดของภาคเหนือ
นโยบายห้ามเผาแบบเด็ดขาดไม่ได้ช่วยให้การเผาลดลงอย่างมีนัยสำคัญ การเผายังคงเกิดขึ้นแม้จะมีมาตรการทางกฎหมายและการบังคับใช้ที่เข้มงวด เนื่องจากการเผาไม่ได้มีความหมายเพียงกิจกรรมทางเศรษฐกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและระบบการจัดการทรัพยากรของชุมชนที่อาศัยอยู่กับป่ามาอย่างยาวนาน การกำหนดนโยบายโดยไม่เข้าใจวิธีคิดและการจัดการของคนในพื้นที่ จึงไม่เพียงไม่สามารถแก้ปัญหาได้ แต่ยังสร้างข้อจำกัดให้ชุมชนในการดูแลพื้นที่ของตนเอง
101 PUB ชวนสำรวจแนวทางการแก้ปัญหาฝุ่นและไฟป่าอย่างยั่งยืน เริ่มจากการรับฟังและทำความเข้าใจการจัดการของชุมชนท้องถิ่น ไฟป่าไม่ได้เป็นไปเพื่อมุ่งทำลายป่าทั้งหมด และชาวบ้านก็ไม่ได้เป็นผู้ร้ายของปัญหานี้เสมอไป ในหลายพื้นที่ ชุมชนมีวิธีจัดการไฟและทรัพยากรป่าที่ช่วยลดความรุนแรงของไฟและดูแลระบบนิเวศได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้น การเปิดพื้นที่ให้ความรู้และประสบการณ์จากชุมชนเข้ามามีบทบาทในกระบวนการกำหนดนโยบาย อาจเป็นกุญแจสำคัญของการแก้ปัญหาฝุ่นในระยะยาว
ไฟป่าไม่ใช่แค่ควัน แต่คือปากท้องที่ยั่งยืนของชุมชน

ไฟป่ายังไม่เคยหายไปและมีสาเหตุสำคัญคือการเผา
แม้มีการรณรงค์ห้ามเผามาอย่างยาวนานแต่ไฟป่าในภาคเหนือ (9 จังหวัด) ยังไม่เคยหายไป จากสถิติพื้นที่เผาไหม้ในป่าภาคเหนือพบว่าตั้งแต่ปี 2017 ภาคเหนือแนวโน้มพื้นที่เผาไหม้ที่เพิ่มขึ้น จาก 42,927.1 ไร่ ไปสู่ 103,752.1 ไร่ในปี 2020 แม้จะค่อยๆ ลดลงในปีถัดมา แต่ก็ยังคงมีแนวโน้มกลับเพิ่มมาอีกครั้งในปี 2023[2]สำนักงานสถิติแห่งชาติ, “ชุดข้อมูลการเกิดไฟไหม้ป่า,” สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 13 กรกฎาคม 2024, … Continue readingโดยนโยบายการห้ามเผามีความเข้มงวดที่แตกต่างกันในแต่ละปี การห้ามเผาที่รุนแรงจะลดการเผาได้ลงเพียงแค่ในระยะสั้นแต่ไม่ยั่งยืนและจะมีการกลับมาเผาอยู่ดีในรูปแบบที่ควบคุมยากกว่าเดิม
เมื่อการเผาตามวิถีชีวิตผิดกฎหมาย ชุมชนท้องถิ่นกลับไม่เลิกแต่เลือกแอบเผา สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการกำหนดนโยบายห้ามเผาอย่างเข้มงวด คือการพยายามเผาเพื่อหลบดาวเทียม เมื่อเกิดไฟป่าขึ้นจะลุกลามอย่างรวดเร็วและเข้าควบคุมไม่ทัน หรือการขยายการเผามาสู่นอกฤดูกาล โดยมีกรณีศึกษาในอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ที่ประกาศห้ามเผาใน 60 วัน พอเข้าวันที่ 61 กลับนำมาสู่ปรากฏการณ์การเผาในทั่วทุกพื้นที่ตั้งแต่เช้าจนค่ำ[3]มติชนสุดสัปดาห์, “ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี : นโยบายห้ามเผาเด็ดขาด หวังลดฝุ่นควัน ผลลัพธ์อาจตรงกันข้าม,” มติชนสุดสัปดาห์, 27 มีนาคม 2025, … Continue reading ในระยะยาวจึงส่งผลให้ฤดูฝุ่นขยายมากเพิ่มขึ้น 2 – 3 เดือน[4]Karuna Jainontee et al., “Strategy Design of PM2.5 Controlling for Northern Thailand,” Aerosol and Air Quality Research 23, no. 6 (2023): 220432, https://doi.org/10.4209/aaqr.220432. การดำเนินนโยบายจึงเป็นไปในรูปแบบเชิงตั้งรับเพียงแค่ในระยะสั้น แม้มีการลดการเผาได้อย่างรวดเร็ว แต่สุดท้ายชุมชนจะกลับมาเผาอีกครั้ง
ชาวบ้านเผาเพื่อเก็บของป่า โดยมากกว่าครึ่งของสาเหตุการเกิดไฟป่ามาจาก ‘การเก็บของป่า’ การเกิดไฟป่าในประเทศไทยที่มีลักษณะเป็นเขตร้อนมีสาเหตุมาจากกิจกรรมมนุษย์แทบทั้งสิ้น โดยในช่วง 14 ปี มีไฟป่าที่เกิดจากสาเหตุทางธรรมชาติเพียงแค่ 4 ครั้งเท่านั้น[5]ส่วนควบคุมไฟป่า, องค์ความรู้เกี่ยวกับไฟป่า (กรุงเทพฯ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, [ม.ป.ป.] จากข้อมูลการเข้าดับไฟป่าในปีงบประมาณ 2564 – 2567[6]สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า, “การเข้าดับไฟป่า,” กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, 13 มกราคม 2026, https://www.pongtalong.go.th/pdf/15910035151.pdf พบว่าร้อยละ 57.4 ของไฟป่ามาจากการเก็บของป่า รองลงมาจะเป็นสาเหตุอื่นๆ เช่น อุบัติเหตุ, การลักลอบทำไม้, เลี้ยงสัตว์ และจากนักท่องเที่ยว ร้อยละ 33.5 นอกจากนี้อาจมาจากการจุดไฟไล่สัตว์ ร้อยละ 6.8 และการเผาไร่ร้อยละ 2.2 โดยไฟป่าที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากภาคเหนือ โดยพื้นที่ป่าถูกไฟไหม้ของภาคเหนือระหว่างปี 2021 – 2023 คิดเป็นร้อยละ 76.3 ของพื้นที่ป่าทั้งหมดที่ถูกไฟไหม้ในประเทศไทย[7]สำนักงานสถิติแห่งชาติ, “ชุดข้อมูลการเกิดไฟไหม้ป่า,” สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 13 กรกฎาคม 2024, … Continue reading
ชุมชนต้องพึ่งพาป่า จึงหาวิธีใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
ชุมชนมีความผูกพันกับป่าอย่างลึกซึ้ง ป่าไม่ใช่เพียงทรัพยากรแต่เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตและความเชื่อ ทั้งความเคารพต่อผีเจ้าป่าเจ้าเขา และการขอขมาทุกครั้งก่อนเข้าใช้ประโยชน์จากป่า ความสัมพันธ์นี้จึงไม่ใช่การทำลาย หากแต่เป็นการพึ่งพาและดูแลกันมาอย่างยาวนาน ดังนั้น ชุมชนแต่ละแห่งย่อมเข้าใจบริบทและโครงสร้างในการแก้ปัญหาเชิงพื้นที่ได้ดีที่สุด
หนึ่งในแนวคิดแนวทางการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ[8]United Nations Development Programme (UNDP), Ecosystem-Based Adaptation Mapping Analysis Report (New York: UNDP, 2015 (Ecosystem-based Adaptation) เป็นวิธีการแก้ไขปัญหาจากระบบนิเวศและการใช้องค์ความรู้ชุมชนเพื่อแก้ปัญหามีประสิทธิภาพมากกว่าการใช้นโยบายเดียวเพื่อแก้ไขปัญหาทุกพื้นที่ (One size fits all) ปัจจุบันแนวทางการขับเคลื่อนเพื่อลดไฟป่าจึงไม่ใช่แค่การห้ามเผา แต่คือแนวทางการบริหารจัดการไฟ (Fire Management)
ตัวอย่างหนึ่งในแผนการจัดการไฟของหมู่บ้านหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ภาคเหนือ คือการชิงเผา (Early burning) หรือการเผาแบบควบคุม (Prescribed burning) ผ่านการร่วมวางแผนในระดับชุมชน ด้วยแนวทางการเผาบางส่วนด้วยการที่ชุมชนเลือกบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพียงประมาณ 200 ไร่ จากพื้นที่ป่าทั้งหมด 2,400 ไร่ โดยใช้วิธี การชิงเผาในช่วงเวลาที่เหมาะสม เพื่อลดปริมาณใบไม้แห้งและเชื้อเพลิงที่สะสมอยู่ในป่า วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงของไฟป่าขนาดใหญ่ และรักษาป่าส่วนใหญ่ไว้ได้ โดยเทคนิคบล็อกใยแมงมุมในการทำแนวกันไฟแบ่งพื้นที่ป่าออกเป็นบล็อกสี่เหลี่ยมคล้ายตารางถนน เมื่อเกิดไฟไหม้ในจุดใดจุดหนึ่ง ไฟจะถูกจำกัดให้อยู่เฉพาะในบล็อกนั้น ไม่สามารถลุกลามไปยังพื้นที่อื่นได้ง่าย ทำให้สามารถควบคุมไฟได้รวดเร็วและลดความเสียหายของป่า โดยทำแนวกันไฟด้วยการเผาจากสองฝั่งเข้าหากันเพื่อให้เกิดพื้นที่ว่างที่ไม่มีเชื้อเพลิง เมื่อไฟป่ามาถึงก็จะหยุดลง ความกว้างของแนวกันไฟที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 4–8 เมตร เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลอยข้ามไปยังพื้นที่อีกฝั่งหนึ่งได้
วิธีการบริหารจัดการไฟสามารถควบคุมไฟและได้รับการร่วมมือจากชุมชน เนื่องจากสอดคล้องกับวิถีดั้งเดิมและแรงจูงใจในการอนุรักษ์ป่าและสร้างรายได้
ที่มีป่าให้อนุรักษ์อยู่ได้ทุกวันนี้ เพราะชุมชนดูแลมาก่อน
งานวิจัยพบว่าการเผาแบบควบคุมลดคามรุนแรงของไฟป่าและฝุ่นได้จริง ศึกษาข้อมูลไฟป่าในรัฐแคลิฟอร์เนียย้อนหลังกว่า 20 ปี พบว่า การจุดไฟความรุนแรงต่ำ เช่น การเผาควบคุม การปล่อยให้ไฟป่าที่ควบคุมได้เผาเอง หรือการเผาตามภูมิปัญญาชนพื้นเมือง สามารถลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่ารุนแรงได้ถึงประมาณร้อยละ 60 เนื่องจากไฟลักษณะนี้ช่วยกำจัดเชื้อเพลิงสะสม เช่น ใบไม้แห้ง พุ่มไม้ และต้นไม้ขนาดเล็ก ทำให้ไฟในอนาคตไม่ลุกลามรุนแรงหรือพุ่งขึ้นเรือนยอดไม้ โดยผลการลดความเสี่ยงนี้สามารถคงอยู่ได้อย่างน้อย 6 ปี แม้จะค่อย ๆ ลดลงเมื่อเชื้อเพลิงสะสมใหม่เพิ่มขึ้น[9]Stanford University, “Low-intensity fires reduce wildfire risk by 60%,” ScienceDaily, November 10, 2023, https://www.sciencedaily.com/releases/2023/11/231110141358.htm นอกจากนี้อีกงานวิจัยหนึ่งยังพบว่าการเผาแบบควบคุมเพื่อจัดการเชื้อเพลิงในป่า ยังลดมลพิษควันไฟรวมได้ประมาณร้อยละ 14 เมื่อเทียบกับพื้นที่ที่ไม่ได้จัดการเชื้อเพลิงล่วงหน้า โดยควัน PM2.5 จากการเผาแบบควบคุมมีเพียงประมาณร้อยละ 17 ของควันที่จะเกิดจากไฟป่าขนาดใหญ่ ในพื้นที่เดียวกัน[10]Rob Jordan, “Study shows controlled burns can reduce wildfire intensity and smoke pollution,” Sandford University, 26 June 2025, https://woods.stanford.edu/news/study-shows-controlled-burns-can-reduce-wildfire-intensity-and-smoke-pollution?utm_source=chatgpt.com
การเผาป่าจะทำให้ป่ามีความอุดสมบูรณ์ขึ้น โดยหมู่บ้านที่มีการเผาเพื่อทำไร่หมุนเวียน งานวิจัยพบว่า ฟอสฟอรัสซึ่งเป็นธาตุอาหารสำคัญของพืชเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังการเผา[11]ยศธร ไตรยศ, “Zero Burning” เมื่อไฟไม่ใช่ปีศาจเหตุใดผู้มีอำนาจจึงไม่อนุญาตให้เผา?,” ประชาไท, 3 กุมภาพันธ์ 2021, https://prachatai.com/journal/2021/02/91500 ทำให้ดินมีความอุดมสมบูรณ์และเหมาะต่อการเพาะปลูกมากขึ้น ชาวบ้านอธิบายว่า เดิมทีระบบไร่หมุนเวียนจะปล่อยให้ดินพักฟื้นเป็นเวลานาน แต่เมื่อมีการประกาศพื้นที่ป่าอนุรักษ์ พื้นที่ทำกินจึงลดลง ทำให้ระยะการพักดินต้องสั้นลง จากเดิมที่อาจพักได้ 10 –12 ปีจึงไม่สามารถทำได้อีก เมื่อพักดินไม่นาน หญ้าและวัชพืชจำนวนมากยังคงอยู่ในพื้นที่ ไฟจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือช่วยกำจัดเมล็ดวัชพืชที่สะสมอยู่ รวมถึงช่วยลดเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืชที่อาจทำให้ปลูกข้าวไม่ได้
ป่าคือแหล่งปากท้องของชาวบ้าน
การเผาป่าสร้างรายได้บางส่วนให้แก่ชุมชน โดยใน 1 ฤดูการเผา สามารถสร้างรายได้ตั้งแต่ตั้งแต่ 2,000 – 10,000 บาท/ครัวเรือน แตกต่างกันไปตามพื้นที่ ในบางหมู่บ้านอาจสร้างรายได้สูงไปจนถึงวันละ 10,000 บาท โดยมีมูลค่าจากของที่หาได้ในพื้นที่เห็ดเผาะลิตรละ 200-300 บาท, ผักหวานป่าขีดละ 100 บาทขึ้นไป และไข่มดแดง กิโลกรัมละ 300-500 บาท โดยเป็นรายได้พิเศษในฤดูที่ไม่ได้ทำเกษตรกรรม
สุดท้ายการจัดการภายในชุมชนอาจตอบโจทย์และแก้ปัญหาได้ดีกว่าการใช้กรอบจากส่วนกลางมามุ่งแก้ปัญหา นโยบายการเผาเป็นศูนย์ในปัจจุบันกลับสร้างข้อจำกัดในการแก้ปัญหาของชุมชน การเหมารวมว่าไฟทุกชนิดเป็นปัญหาทำให้การใช้ไฟตามวิถีของชุมชนถูกมองว่าเป็นสิ่งผิดทั้งหมด ส่งผลให้ชุมชนไม่สามารถจัดการเชื้อเพลิงในป่าด้วยการเผาควบคุมในช่วงเวลาที่เหมาะสมได้ เมื่อเชื้อเพลิงเหล่านี้สะสมมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็ยิ่งเพิ่มโอกาสให้เกิดไฟป่าที่ลุกลามรุนแรงและควบคุมยาก
นโยบายห้ามเผาป่า: หลักการขัดกัน ผลลัพธ์ขัดแย้ง

ภาครัฐออกนโยบายห้ามเผาเด็ดขาดไม่เคยแก้ปัญหามลพิษในระยะยาว นโยบายห้ามเผาเด็ดขาด (Zero burning) เป็นแนวทางในการจัดการฝุ่น PM 2.5 โดยห้ามกิจกรรมการเผาทั้งสิ้น โดยเฉพาะพื้นที่ป่าและภาคเกษตรกรรม พ.ร.บ. ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 ได้มอบอำนาจท้องถิ่นในการประกาศมาตรการห้ามเผากรณีเกิดหรือใกล้จะเกิดสาธารณภัยขึ้นในพื้นที่ โดยมีทิศทางและความเข้มงวดด้านการบังคับใช้แตกต่างกันในแต่ละช่วงเวลา ล่าสุดในปี 2025 นายอนุทิน ชาญวีรกูล สมัยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ประกาศห้ามเผาทุกประเภทเป็นเวลา 3 เดือน กดดันไปสู่ผู้ว่าในแต่ละจังหวัด ปัจจุบันยังคงมีทิศทางการกำหนดนโยบายห้ามเผาที่เข้มงวด โดยมีโทษสูงสุด[12]รัฐบาลไทย, “คุมเข้มห้ามเผา แก้ปัญหา PM2.5 ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 2 ล้านบาท จำคุก 20 ปี,” รัฐบาลไทย, 23 มกราคม 2026, https://www.thaigov.go.th/th/media/infographic/9019 ถึง 2 ล้านบาทหรือจำคุก 20 ปี[13]เผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า : จำคุกไม่เกิน 4 – 20 ปี ปรับตั้งแต่ 400,000–2,000,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ … Continue reading) รวมถึงรายละเอียดแตกต่างกันแต่ละพื้นที่ เช่น จังหวัดเชียงใหม่ออกมาตรการห้ามเผาในที่โล่งแจ้งทุกชนิดถึง 5 เดือน ตั้งแต่ 1 มกราคม – 31 พฤษภาคม 2026
แม้มีกฎหมายที่รัดกุมและพยายามบังคับใช้อย่างรุนแรงมากขึ้นแต่ไม่สามารถลดการเผาได้จริง หลายฝ่ายอาจอธิบายว่าเกิดจากการบังคับใช้กฎหมายที่ไม่เข้มงวด ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นความจริงเนื่องจากการควบคุมทำได้ยาก แต่แท้จริงแล้วปัญหาไฟป่าในภาคเหนือมีความซับซ้อนมากกว่าแค่ทางเลือกเผาหรือไม่เผา และเกี่ยวข้องกับวิถีผู้คนที่มีบริบทแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ การดำเนินนโยบายเพื่อหวังผลทางตรงด้านเดียวจึงไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้
วิธีการมองปัญหาและวิธีคิดของภาครัฐแตกต่างจากชุมชนท้องถิ่น ภาครัฐมองผลลัพธ์ในระยะสั้นและมองปัญหาแยกส่วนจากกัน โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบและปัจจัยอย่างรอบด้านจากการกำหนดนโยบาย ออกมาเป็นรูปแบบการสั่งห้ามเผาเด็ดขาดในทุกพื้นที่ ในขณะที่การแก้ปัญหาจากชุมชนที่อยู่หน้างานตอบโจทย์ปัญหาที่เจอในพื้นที่ ต้องการแก้ปัญหาในระยะยาวผ่านการอนุมัติการเผาบางส่วนเพื่อควบคุมไฟในภาพรวม
การเผาของชาวบ้านไม่ได้ยึดตามช่วงเวลาตายตัวแบบที่รัฐกำหนด แต่พิจารณาจากสภาพอากาศ ความชื้นของใบไม้ และจังหวะของฤดูกาล ผู้เฒ่าหลายคนสามารถสังเกตเฉดสีของใบไม้เพื่อประเมินความชื้นและรู้ว่าควรเผาเมื่อใดเพื่อให้ไฟอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎระเบียบหรือระบบอนุญาตจากส่วนกลาง เช่น ตัวอย่างหมู่บ้านหนึ่งในภาคเหนือใช้วิธีการบริหารจัดการไฟ จึงจำเป็นต้องเผาก่อนตามช่วงเวลาที่เห็นว่าเหมาะสมและยื่นคำขอลงไปในแอปพลิเคชัน FireD แต่ภาครัฐกลับไม่อนุมัติการเผาในช่วงเวลาดังกล่าว ท้ายที่สุดชาวบ้านบางส่วนจึงตัดสินใจเผาเองโดยไม่รออนุญาต ส่งผลให้การควบคุมไฟทำได้ยากขึ้นและก่อให้เกิดความขัดแย้งกับเจ้าหน้าที่รัฐ
การบริหารจัดการไฟเป็นไปได้ยาก เนื่องจากชุมชนส่วนมากในพื้นที่ภาคเหนือไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ป่าได้ ความทับซ้อนของกฎหมายระหว่างพื้นที่ทับซ้อนกันระหว่างพื้นที่อุทยานแห่งชาติ, ป่าสงวนแห่งชาติ, ป่าอนุรักษ์, สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (สปก.) และป่าชุมชน อาจนำมาสู่การทำผิดกฎหมาย กฎหมายที่เขียนขึ้นมาใหม่เข้ามาตีกรอบพื้นที่ดั้งเดิมของชาวบ้าน เช่น พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ 2562 มีการกำหนดโทษสำหรับผู้ที่เข้าไปอยู่อาศัยและหาของป่าในแนวเขตอุทยาน[14]พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล, “เสียงสะท้อนจาก ‘บ้านแม่หมี’ : พื้นที่ทับซ้อนบนวิถีปกาเกอะญอ,” The 101.World, https://www.the101.world/karens-on-overlapping-area/ รวมถึงในพื้นที่อื่นที่ยังไม่ให้สิทธิคนเก่าแก่ในพื้นที่แต่กลับเอื้อให้กลุ่มทุนเข้ามาใช้ประโยชน์ การมีพื้นที่ทับซ้อนและการใช้แผนที่แตกต่างกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้อาสาดับไฟไม่กล้าเข้าพื้นที่บางส่วน หรือแม้จะอาศัยอยู่มานานแต่ชาวบ้านไม่สามารถเข้าถึงพื้นที่ได้
ทรัพยากรที่รัฐส่วนกลางมอบให้ไม่สอดคล้องกับพื้นที่และหน้างานจริง งบประมาณจากกรมป่าไม้ที่มอบให้โดยจัดสรรในลักษณะ ‘บล็อก’ ที่มอบอุปกรณ์แบบเดียวกัน ได้แก่ อุปกรณ์การสร้างเสวียนและไม้ตบไฟ ตัวอย่างหมู่บ้านในอำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ที่ชาวบ้านนิยมเข้าไปหาของป่าเนื่องจากมีทรัพยากรที่ราคาสูง เป็นพื้นที่ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณที่มีลักษณะการผลัดใบพร้อมกันทั้งป่าในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายน ทำให้จำเป็นต้องทำแนวกันไฟและเผาก่อนเพื่อลดความรุนแรง สิ่งที่ต้องใช้ส่วนมากคือเครื่องเป่าลม การที่รัฐให้อุปกรณ์ดังกล่าวจึงไม่ตอบโจทย์ความต้องการในชุมชน
กำลังคนส่วนมากที่เข้าดับไฟป่าคือชาวบ้านแต่รัฐกลับไม่สนับสนุน ชาวบ้านอาสาที่เข้าดับไฟหรือการสร้างแนวกันไฟกลับมีค่าตอบแทนที่มีอัตราต่ำ อาสาสมัครดับไฟตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560 เพียงแค่ 100 บาท ต่อ 4 ชั่งโมง[15]“ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560,” ราชกิจจานุเบกษา … Continue reading ซึ่งไม่เพียงพอต่อค่าเสียเวลาและความเสี่ยงภัยที่ต้องเจอ หรือในบางหมู่บ้านที่ไม่นิยมเก็บของป่าและเกิดไฟป่าน้อย ในช่วงที่พักจากทำเกษตรเจ้าหน้าที่จะจ้างชาวบ้านในการลาดตระเวนหาไฟและดับไฟ โดยถ้าไม่พบไฟชาวบ้านจะไม่ได้ค่าตอบแทน ทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นคือชาวบ้านจุดไฟเองและดับเองเพื่อให้ได้ค่าตอบแทน
ปัญหาเชิงโครงสร้างที่เป็นอุปสรรคสำคัญในการดำเนินงานคือความทับซ้อนของอำนาจระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่น โดยให้งบประมาณลงไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แต่การตัดสินใจใช้งบและการดำเนินการจริงกลับอยู่ในอำนาจของผู้ใหญ่บ้านหรือฝ่ายปกครองในพื้นที่ ทำให้การบริหารจัดการขาดความสอดคล้องกัน และท้องถิ่นไม่สามารถใช้ทรัพยากรที่มีได้อย่างเต็มที่ในการจัดการกับปัญหา
ดังนั้น จะแก้ปัญหารัฐต้องเข้าใจปัญหาจากต้นตอและบริบทจากพื้นที่ของคนข้างล่าง ปัจจุบันการดำเนินนโยบายของรัฐกลับไม่ตอบโจทย์ทำให้การดำเนินงานของชุมชนยากขึ้น ในการจะแก้ปัญหาอย่างตรงจุด รัฐจึงควรสร้างบทบาทใหม่ในการสนับสนุนเชิงทรัพยากรและให้ชุมชนเป็นผู้บริหารจัดการเอง
จะแก้ปัญหาไฟป่าได้ดีที่สุด ต้องให้ท้องถิ่นนำ รัฐส่วนกลางสนับสนุน

จะแก้ปัญหาไฟป่ารัฐต้องเปลี่ยนบทบาท รัฐและท้องถิ่นควรร่วมกันกำหนดเป้าหมายหรือผลลัพธ์ที่ต้องการ เพราะนโยบายห้ามเผาเด็ดขาดแบบรัฐส่วนกลางอาจยังไม่ใช่แนวทางแก้ไขที่ตอบโจทย์ ทั้งไม่ใช่ทางออกของประเด็นการเผาป่าในภาพรวมและไม่เคยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม รัฐต้องเปิดโอกาสให้ท้องถิ่นเป็นผู้ตัดสินใจเลือกวิธีดำเนินการที่เหมาะสมกับพื้นที่ ขณะที่รัฐส่วนกลางทำหน้าที่สนับสนุนทรัพยากร งบประมาณ และองค์ความรู้ เพื่อให้การแก้ปัญหาเกิดประสิทธิภาพและสอดคล้องกับสภาพจริงของพื้นที่
จะทำได้รัฐต้องปลดล็อกเชิงโครงสร้าง แก้ไขกฎหมายให้ประชาชนเข้าถึง มีสิทธิในการมีส่วนร่วมกำหนดในประเด็นสำคัญทั้งสิทธิการเข้าถึงพื้นที่ป่าและสิทธิในเรื่องอากาศ ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วน และกระจายอำนาจในการจัดการปัญหาสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอำนาจในการจัดการปัญหาไฟป่าในพื้นที่
รัฐต้องแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อน ป่าชุมชนที่ชาวบ้านอาศัยอยู่มานานไม่ได้ถูกรับรองสิทธิหลังจากการประกาศเป็นเขตอุทยานฯหรือเขตป่าสงวนฯ ส่งผลให้ชาวบ้านอยู่อย่างผิดกฎหมายหรือกลายเป็นผู้รุกล้ำและไม่สามารถเข้าไปบริหารจัดการได้ โดยปัจจุบันหน่วยงานภาครัฐเองก็มีแผนที่แตกต่างกัน จึงจำเป็นต้องผลักดันนโยบาย One map หรือการทำแผนที่รัฐให้เป็นฉบับเดียว สร้างความเข้าใจในทุกหน่วยงาน และแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่มีช่องโหว่ เช่น พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ 2562 ที่มีการกำหนดโทษสำหรับผู้ที่เข้าไปอยู่อาศัยและหาของป่าในแนวเขตอุทยาน และพระราชกฤษฎีกาที่เป็นกฎหมายลำดับรองที่ยังคงขาดความยึดโยงกับประชาชน[16]กองบรรณาธิการ The Active, “ครม.ไฟเขียว กฎหมายลำดับรอง ป่าอนุรักษ์ ให้สิทธิ์ หรือ ละเมิดคนอยู่กับป่า ?,” The Active, 12 พฤศจิกายน 2024, https://theactive.thaipbs.or.th/news/lawrights-20241112
เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีสิทธิในอากาศที่ตนหายใจ ผ่านการผลักดันพระราชบัญญัติอากาศสะอาดซึ่งยังค้างอยู่ระหว่างการพิจารณาในสภา เพื่อเป็นกลไกระยะยาวในการแก้ปัญหาฝุ่นควัน โดยกฎหมายดังกล่าวกำหนดให้กลุ่มเปราะบางได้รับการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิในการหายใจอากาศสะอาด พร้อมทั้งรับรองสิทธิของประชาชนในการมีส่วนร่วมกับภาครัฐในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบาย เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ แผน และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการอากาศสะอาด
รัฐในฐานะเจ้าภาพต้องสนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาคส่วน โดยการทำงานร่วมกันระหว่างองค์การบริหารส่วนจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถเป็นกลไกสำคัญในการจัดสรรงบประมาณสนับสนุนการทำงานของชุมชน ขณะเดียวกันภาควิชาการสามารถจัดตั้งศูนย์สนับสนุนการแก้ไขปัญหาฝุ่นควัน พัฒนาเครื่องมือและแอปพลิเคชันเพื่อช่วยจัดการไฟ รวมถึงวิเคราะห์พื้นที่เสี่ยงที่เกิดไฟมากกว่าเพียงการติดตามจุดความร้อน ส่วนภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทเสริมในด้านการจัดหาอุปกรณ์และทรัพยากรที่จำเป็น ที่สำคัญคือการตื่นตัวของประชาชนซึ่งช่วยลดอคติต่อชาวบ้านในประเด็นการเผาป่า และทำให้สังคมเข้าถึงข้อมูลคุณภาพอากาศมากขึ้น จนสามารถร่วมกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงผ่านเครือข่ายภาคประชาสังคมได้
ทุกครั้งที่เกิดไฟป่ารุนแรง ปัญหาสำคัญคือจำนวนเจ้าหน้าที่มีไม่เพียงพอ เนื่องจากเจ้าหน้าที่หนึ่งคนต้องดูแลพื้นที่ป่าหลายพันถึงหลายหมื่นไร่ ทำให้ไม่สามารถเฝ้าระวังหรือจัดการป่าได้อย่างทั่วถึง ดังนั้นหากชุมชนได้รับสิทธิและความไว้วางใจในการจัดการพื้นที่ของตนเอง ก็จะเกิดเครือข่ายผู้ดูแลป่าที่เพิ่มขึ้นทันที เพราะคนในพื้นที่ย่อมรู้จักภูมิประเทศ ฤดูกาล และวิธีจัดการเชื้อเพลิงในป่าเป็นอย่างดี การมีส่วนร่วมของชุมชนจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มกำลังคนในการดูแลป่า แต่ยังเป็นการใช้ศักยภาพของคนในพื้นที่โดยไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณภาครัฐเพิ่มเติมในการจ้างบุคลากรใหม่
สุดท้ายเมื่อการตัดสินใจต้องมาจากท้องถิ่น รัฐจึงควรกระจายอำนาจให้ชุมชน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และจังหวัดเป็นแกนหลักในการบริหารจัดการปัญหาฝุ่น เนื่องจากแต่ละพื้นที่มีสภาพภูมิประเทศ วิถีการทำกิน และแหล่งกำเนิดมลพิษที่แตกต่างกัน การกำหนดแนวทางแก้ไขจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียวจึงมักไม่สอดคล้องกับสภาพปัญหาจริง การให้พื้นที่มีอำนาจกำหนดแผน มาตรการ และวิธีการจัดการที่เหมาะสมกับตนเอง จะช่วยให้การแก้ปัญหามีความยืดหยุ่น ตอบโจทย์สถานการณ์เฉพาะพื้นที่ และสามารถดึงความร่วมมือจากชุมชนในพื้นที่ได้มากขึ้น ขณะเดียวกันรัฐส่วนกลางควรทำหน้าที่สนับสนุนด้านงบประมาณและทรัพยากรเพื่อเสริมศักยภาพให้ท้องถิ่นสามารถจัดการปัญหาฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันการกระจายอำนาจของรัฐยังไปได้ยาก เพราะท้องถิ่นยังขาดอิสระด้านงบประมาณ บุคลากร และการตัดสินใจ เนื่องจากถูกควบคุมด้วยกฎหมาย งบประมาณ และการกำกับดูแลจากส่วนกลางอย่างเข้มงวด[17]ดูเพิ่มเติม: สรวิศ มา, “ประเมินสถานะการกระจายอำนาจ: 2 ทศวรรษที่ยังไปไม่ถึงเป้า,” 101 Public Policy Think Tank, 3 พฤศจิกายน 2022, https://101pub.org/two-decades-decentralization/
บทส่งท้าย
ปัญหาฝุ่นควันไม่ได้มีสาเหตุจากไฟป่าเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับโครงสร้างการผลิตและการใช้ทรัพยากรในหลายภาคส่วน ทั้งการเผาในภาคเกษตร การผลิตอุตสาหกรรม การใช้พลังงานฟอสซิล การคมนาคม ตลอดจนปัจจัยทางภูมิศาสตร์และมลพิษข้ามพรมแดน หากรัฐเลือกใช้มาตรการห้ามเผาแบบเหมารวมโดยไม่แยกแยะ ย่อมทำให้ชุมชนที่พึ่งพาป่าและทรัพยากรธรรมชาติต้องแบกรับต้นทุนของปัญหา ขณะที่การเผาในรูปแบบอื่น เช่น การผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ การเกษตรเชิงอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นสำคัญ กลับยังขาดมาตรการกำกับตรวจสอบอย่างจริงจัง
สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนข้อจำกัดของการพัฒนาที่มุ่งแก้ปัญหาเป็นส่วน ๆ โดยไม่มองความเชื่อมโยงระหว่างเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ตรงข้ามกับหลักคิดของเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ที่เน้นการพัฒนาที่ ‘ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง’ และคำนึงถึงความสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวอย่างสะท้อนของปัญหาด้านการพัฒนาของไทยที่ยังไม่ไปถึงเป้าหมายหรือกำลังชนเข้ากับ ‘เพดานกระจก’[18]ดูเพิ่มเติม: วรดร เลิศรัตน์, “10 ปี SDGs: ทำไม ‘การพัฒนาไทย’ ไม่ยั่งยืนได้จริงเสียที?,” 101 Public Policy Think Tank, 25 กันยายน 2025, https://101pub.org/rethink-development-approach-at-a-decade-of-sdgs/ (Glass ceiling) หากสังคมยังมองปัญหาฝุ่นเพียงผ่านการควบคุมชาวบ้านหรือการดับไฟในป่า ก็อาจยิ่งตอกย้ำความไม่เป็นธรรม และทำให้เรามองไม่เห็นต้นตอเชิงโครงสร้างของปัญหา
การแก้ไขปัญหาฝุ่นอย่างแท้จริงจึงต้องก้าวข้ามวิธีคิดแบบเดิม กล้าทบทวนโครงสร้างการผลิต การจัดสรรต้นทุนและผลประโยชน์ของการพัฒนา รวมถึงเปิดพื้นที่ให้ชุมชนและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการกำหนดทางออกใหม่ การจัดการฝุ่นจึงไม่ใช่เพียงการลดควันในระยะสั้น แต่คือการทั้งทบทวนระบบให้แก้
| ↑1 | CMU CCDC, “ค่าฝุ่นรายวัน,” CMU CCDC, 11 มีนาคม 2026, https://www.cmuccdc.org/ |
|---|---|
| ↑2 | สำนักงานสถิติแห่งชาติ, “ชุดข้อมูลการเกิดไฟไหม้ป่า,” สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 13 กรกฎาคม 2024, https://stathub.nso.go.th/vis?fs[0]=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%2C0%7C%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%2321ENV%23&pg=0&fc=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4&bp=true&snb=28&df[ds]=ds-stathub-release&df[id]=DF_21F_FIRE&df[ag]=TNSO&df[vs]=1.1&dq=AB..50%2B51%2B52%2B53%2B54%2B55%2B56%2B57%2B58%2B62%2B63%2B64%2B65%2B67..A&pd=%2C&to[TIME_PERIOD]=false&ly[cl]=CWT&ly[rw]=TIME_PERIOD&vw=tb |
| ↑3 | มติชนสุดสัปดาห์, “ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี : นโยบายห้ามเผาเด็ดขาด หวังลดฝุ่นควัน ผลลัพธ์อาจตรงกันข้าม,” มติชนสุดสัปดาห์, 27 มีนาคม 2025, https://www.matichon.co.th/weekly/special/article_835355 |
| ↑4 | Karuna Jainontee et al., “Strategy Design of PM2.5 Controlling for Northern Thailand,” Aerosol and Air Quality Research 23, no. 6 (2023): 220432, https://doi.org/10.4209/aaqr.220432. |
| ↑5 | ส่วนควบคุมไฟป่า, องค์ความรู้เกี่ยวกับไฟป่า (กรุงเทพฯ: กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, [ม.ป.ป.] |
| ↑6 | สำนักป้องกัน ปราบปราม และควบคุมไฟป่า, “การเข้าดับไฟป่า,” กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช, 13 มกราคม 2026, https://www.pongtalong.go.th/pdf/15910035151.pdf |
| ↑7 | สำนักงานสถิติแห่งชาติ, “ชุดข้อมูลการเกิดไฟไหม้ป่า,” สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 13 กรกฎาคม 2024, https://stathub.nso.go.th/vis?fs[0]=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4%2C0%7C%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%98%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B9%81%E0%B8%A7%E0%B8%94%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%A1%2321ENV%23&pg=0&fc=%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B8%82%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B4&bp=true&snb=28&df[ds]=ds-stathub-release&df[id]=DF_21F_FIRE&df[ag]=TNSO&df[vs]=1.1&dq=AB.TH5%2BTH4%2BTH3%2BTH2._T..A&pd=%2C&to[TIME_PERIOD]=false&ly[cl]=AREA&ly[rw]=TIME_PERIOD&vw=tb |
| ↑8 | United Nations Development Programme (UNDP), Ecosystem-Based Adaptation Mapping Analysis Report (New York: UNDP, 2015 |
| ↑9 | Stanford University, “Low-intensity fires reduce wildfire risk by 60%,” ScienceDaily, November 10, 2023, https://www.sciencedaily.com/releases/2023/11/231110141358.htm |
| ↑10 | Rob Jordan, “Study shows controlled burns can reduce wildfire intensity and smoke pollution,” Sandford University, 26 June 2025, https://woods.stanford.edu/news/study-shows-controlled-burns-can-reduce-wildfire-intensity-and-smoke-pollution?utm_source=chatgpt.com |
| ↑11 | ยศธร ไตรยศ, “Zero Burning” เมื่อไฟไม่ใช่ปีศาจเหตุใดผู้มีอำนาจจึงไม่อนุญาตให้เผา?,” ประชาไท, 3 กุมภาพันธ์ 2021, https://prachatai.com/journal/2021/02/91500 |
| ↑12 | รัฐบาลไทย, “คุมเข้มห้ามเผา แก้ปัญหา PM2.5 ฝ่าฝืนปรับสูงสุด 2 ล้านบาท จำคุก 20 ปี,” รัฐบาลไทย, 23 มกราคม 2026, https://www.thaigov.go.th/th/media/infographic/9019 |
| ↑13 | เผาป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติหรือในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า : จำคุกไม่เกิน 4 – 20 ปี ปรับตั้งแต่ 400,000–2,000,000 บาทหรือทั้งจำทั้งปรับ เผาป่าในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ : จำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000–200,000 บาท (หากเผาเกิน 25 ไร่ โทษจำคุก 4–20 ปี ปรับตั้งแต่ 200,000–2,000,000 บาท |
| ↑14 | พันธวัฒน์ เศรษฐวิไล, “เสียงสะท้อนจาก ‘บ้านแม่หมี’ : พื้นที่ทับซ้อนบนวิถีปกาเกอะญอ,” The 101.World, https://www.the101.world/karens-on-overlapping-area/ |
| ↑15 | “ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2560,” ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 134, ตอนพิเศษ 311 ง (19 ธันวาคม 2560 |
| ↑16 | กองบรรณาธิการ The Active, “ครม.ไฟเขียว กฎหมายลำดับรอง ป่าอนุรักษ์ ให้สิทธิ์ หรือ ละเมิดคนอยู่กับป่า ?,” The Active, 12 พฤศจิกายน 2024, https://theactive.thaipbs.or.th/news/lawrights-20241112 |
| ↑17 | ดูเพิ่มเติม: สรวิศ มา, “ประเมินสถานะการกระจายอำนาจ: 2 ทศวรรษที่ยังไปไม่ถึงเป้า,” 101 Public Policy Think Tank, 3 พฤศจิกายน 2022, https://101pub.org/two-decades-decentralization/ |
| ↑18 | ดูเพิ่มเติม: วรดร เลิศรัตน์, “10 ปี SDGs: ทำไม ‘การพัฒนาไทย’ ไม่ยั่งยืนได้จริงเสียที?,” 101 Public Policy Think Tank, 25 กันยายน 2025, https://101pub.org/rethink-development-approach-at-a-decade-of-sdgs/ |