Yes, Tax. But Tax the Rich! ส่องความเห็นประชาชนว่าด้วย ‘ภาษี’

Yes, Tax. But Tax the Rich! ส่องความเห็นประชาชนว่าด้วย ‘ภาษี’

ท่ามกลางสถานการณ์ที่รัฐบาล ‘ชักหน้าไม่ถึงหลัง’ รายจ่ายเกินรายได้ต่อเนื่องมานานปี ต้องก่อหนี้พอกพูนจนกำลังจะชนเพดานที่ตั้งไว้ ไทยยังคงต้องการเม็ดเงินภาครัฐมาลงทุนขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ซึ่งถูกถาโถมด้วยความท้าทายเชิงโครงสร้างและวิกฤตสารพัด ข้อเสนอเพิ่มภาษีเดิม-เก็บภาษีใหม่จึงถูกองคาพยพของรัฐบาลหยิบยกขึ้นมาผลักดัน ก่อให้เกิดข้อถกเถียงร้อนแรงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า ไทยควรขึ้นภาษีหรือไม่ กับใคร อย่างไร?

ข้อเสนอที่ดูจะเป็นประเด็นถกเถียงใหญ่คือ ‘การขึ้นอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)’ ซึ่งเก็บจากการจับจ่ายใช้สอยเพื่อบริโภคของทุกคนในอัตราเดียวกันที่ 7% แผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบประมาณ 2027-2030) ระบุว่าจะทยอยปรับอัตราขึ้นเป็น 8.5% ในปี 2028 และ 10.0% ในปี 2030 ข้อเสนออื่นที่ถูกพูดถึงเยอะก็เช่นการจัดเก็บภาษีจากคนไทยที่เดินทางออกนอกประเทศ

ที่จริง การถกเถียงประเด็นนี้นับว่าสำคัญมาก จนถือเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญที่สุดในหลายประเทศ ซึ่งพรรคการเมืองและสังคมถกเถียงกันในห้วงการเลือกตั้งแต่ละครั้ง ส่วนหนึ่งเพราะการถกเถียงนี้ยึดโยงกับคำถาม-เป้าหมายใหญ่ ซึ่ง ‘พวกเรา’ ต้องตกลงร่วมกันในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของชุมชนทางการเมืองเดียวกัน เช่น เราอยากเห็นรัฐบาลใช้ภาษีเป็นเครื่องมือทำอะไร-เพื่อบรรลุเป้าหมายอะไร? ถ้าเป้าหมายนั้นคือ ‘การพัฒนาประเทศ’ ‘ความเป็นธรรม’ หรือ ‘ประสิทธิภาพ’ แล้วคำเหล่านี้แปลว่าอะไร?

101 PUB ชวนเติมมุมมองต่อข้อถกเถียงเรื่องภาษีด้วย ‘เสียงของพวกเราในชุมชนนี้’ จากผลสำรวจความเห็นของผู้มีสิทธิเลือกตั้งภาคสนาม 19 จังหวัดในทุกภูมิภาค และออนไลน์ จำนวนรวมทั้งสิ้น 6,890 ตัวอย่าง เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา[1]โดย วรดร เลิศรัตน์, สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์, ฉัตร คำแสง, และ ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์; 101 PUB จะเผยแพร่ชุดข้อมูลฉบับเต็มต่อไป

ผลสำรวจพบว่า เสียงส่วนใหญ่ ‘หนุนการขึ้นภาษี’ เพียงแต่มิใช่ในแนวทางที่รัฐบาลวางแผนไว้ การขึ้นภาษีควรทำในรูปแบบอัตราก้าวหน้า โดยมุ่งเป้าที่ ‘ธุรกิจใหญ่และผู้มั่งคั่ง-มีรายได้สูง’ เป็นสำคัญ

คนไทย 63% เลือกให้รัฐขยายบทบาท-บริการสาธารณะ แม้ตนต้อง ‘จ่ายภาษีเพิ่ม’

คนไทย 63% เลือกให้รัฐขยายบทบาท-บริการสาธารณะ แม้ตนต้อง ‘จ่ายภาษีเพิ่ม’

ภาษีเป็นเครื่องมือการทำงานของรัฐบาลในการหาเงินมาเพื่อจัดสินค้าและบริการสาธารณะ เช่น ถนนหนทาง สวัสดิการ อากาศสะอาด หรือความมั่นคงปลอดภัย เพื่อใช้กระจายทรัพยากร-สร้างความเป็นธรรมในสังคม รวมถึงเพื่อใช้ปรับราคาสินค้าและพฤติกรรมของประชาชน ก่อนคุยกันเรื่อง ‘เครื่องมือ’ อย่างภาษี คำถามสำคัญคือ เราคาดหวังให้รัฐบาลมี ‘บทบาท’ ทำงานข้างต้นมากน้อยเพียงใดและอย่างไร?

จากผลสำรวจ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกือบสองในสามหรือ 62.6% อยากเห็นรัฐบาลทำงานมากขึ้น-คุณภาพดีขึ้นกว่าในปัจจุบัน แม้ ‘ตนเอง’ ต้องแบกรับภาระภาษีมากขึ้นก็ตาม อีก 37.5% มีจุดยืนตรงข้าม คือมองว่ารัฐบาลควรทำงานและเก็บภาษีตนเองลดลง

กลุ่มผู้มีรายได้และการศึกษาสูงกว่ามีแนวโน้มเลือกให้รัฐบาลเพิ่มบทบาทและภาษีมากกว่า โดยในกลุ่มรายได้ครัวเรือนเกินกว่า 50,000 บาท/เดือน มีผู้สนับสนุนจุดยืนดังกล่าวถึง 77.1% เป็นสัดส่วนมากกว่ากลุ่มรายได้ไม่เกิน 10,000 บาท/เดือนที่เพียง 53.6% ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปมีสัดส่วนผู้สนับสนุน 76.2% มากกว่ากลุ่มไม่เกินประถมศึกษาที่เพียง 49.3%

จุดยืนต่อประเด็นนี้ยังแตกต่างกันตามสถานะการทำงาน กลุ่มนิสิตนักศึกษาเห็นว่ารัฐบาลควรเพิ่มบทบาทและภาษีเป็นสัดส่วนสูงสุดที่ 74.0% รองลงมาได้แก่ลูกจ้างภาครัฐและภาคเอกชนที่ 67.6% และ 66.1% ตามลำดับ ส่วนผู้ประกอบอาชีพอิสระและคนทำงานให้ครอบครัวโดยไม่ได้รับค่าจ้างอยู่ที่ 59.8% และ 57.0% ตามลำดับ รั้งท้ายคือกลุ่มผู้ว่างงานและเกษียณที่ 54.3% ซึ่งไม่ว่าจะอาชีพใดก็มีผู้ต้องการให้รัฐมีบทบาทเพิ่มขึ้นเกินกว่าครึ่งหนึ่ง

หากแยกตามพรรคการเมืองที่ลงคะแนนเลือกในระบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด กลุ่มผู้เลือกพรรคประชาชนมากถึง 73.1% สนับสนุนเพิ่มบทบาทรัฐและภาษี ขณะที่สัดส่วนของกลุ่มพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยต่อจุดยืนใกล้เคียงกันที่ 60.1% และ 58.2% ตามลำดับ

‘เก็บภาษีก้าวหน้า-จัดสวัสดิการให้ผู้ที่จำเป็น’ เป็นหลักกระจายทรัพยากรที่ถูกยอมรับมากที่สุด

‘เก็บภาษีก้าวหน้า-จัดสวัสดิการให้ผู้ที่จำเป็น’ เป็นหลักกระจายทรัพยากรที่ถูกยอมรับมากที่สุด

ในฐานะเครื่องมือกระจายทรัพยากร ภาษีทำงานโดยดึงเงินของคนกลุ่มหนึ่ง ถ่ายโอนไปให้คนอีกกลุ่มผ่านการจัดสวัสดิการ สินค้า และบริการสาธารณะ ฉะนั้น คำถามสำคัญถัดมาคือ การถ่ายโอนควรเกิดขึ้นภายใต้ ‘หลักการ’ อะไร? ใครควรต้องจ่าย? และใครควรได้รับ?

การสำรวจวางทางเลือกต่อคำถามว่า ‘ใครควรต้องจ่าย/เก็บภาษีอย่างไร?’ ไว้สองทาง ได้แก่ (1) เก็บภาษีคนรวยในอัตราสูงกว่าคนจน หรือที่เรียกว่า ‘อัตราภาษีก้าวหน้า’ กับ (2) เก็บภาษีทุกคนในอัตราเดียวกัน สำหรับคำถาม ‘ใครควรได้รับ?’ ก็กำหนดทางเลือกให้สองทางเช่นกัน ระหว่าง (1) จัดสวัสดิการให้ผู้ที่จำเป็นมากกว่า (เช่น คนจน) กับ (2) จัดสวัสดิการให้ทุกคนเท่ากัน

ผลสำรวจพบว่า ‘เก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า แล้วจัดสวัสดิการให้ผู้ที่จำเป็นมากกว่า’ เป็นหลักการกระจายทรัพยากรที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ‘ยอมรับในวงกว้างที่สุด’ คือมีสัดส่วนผู้เห็นด้วยมากกว่าผู้ไม่เห็นด้วยสูงสุด (11.9 จุดร้อยละ (p.p.))[2]ผู้ตอบแบบสำรวจเลือกทางเลือกที่เห็นด้วยที่สุด 1 ทางเลือก และไม่เห็นด้วยที่สุด 1 ทางเลือก … Continue reading หากแยกผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นกลุ่มย่อยตามลักษณะประชากร หลักการนี้ยังได้รับการยอมรับมากที่สุดในทุกกลุ่มระดับการศึกษาและสถานะการจ้างงาน รวมถึงทุกกลุ่มรายได้ครัวเรือนที่ไม่เกิน 50,000 บาท/เดือน

รองลงมาคือ ‘เก็บภาษีก้าวหน้า-จัดสวัสดิการให้ทุกคนเท่ากัน’ (7.1 p.p.) ซึ่งทุกกลุ่มข้างต้นยอมรับเป็นอันดับสอง กลุ่มรายได้เกินกว่า 50,000 บาท/เดือนเป็นกลุ่มเดียวที่ยอมรับหลักการนี้เป็นอันดับหนึ่งเหนือ ‘เก็บภาษีก้าวหน้า-จัดสวัสดิการให้ผู้ที่จำเป็น’ อย่างชัดเจน ขณะที่กลุ่มผู้สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปยอมรับสองหลักการนี้ในสัดส่วนเกือบเท่ากัน

อีกสองทางเลือกที่เหลือ กล่าวคือ เก็บภาษีทุกคนในอัตราเดียวกัน+จัดสวัสดิการให้ผู้ที่จำเป็น และ เก็บภาษีอัตราเดียว+จัดสวัสดิการเท่ากัน มีสัดส่วนผู้เห็นด้วย ‘น้อยกว่า’ ผู้ไม่เห็นด้วย (-4.3 p.p. และ -14.8 p.p. ตามลำดับ) ซึ่งรวมถึงในกลุ่มรายได้เกินกว่า 50,000 บาท/เดือน (-17.8 p.p. และ -15.7 p.p. ตามลำดับ) และกลุ่มสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป (-11.9 p.p. และ -21.6 p.p.)

หมายความว่า ไม่ว่าการนำเงินภาษีมาจัดเป็นสวัสดิการจะมีเงื่อนไขอย่างไร การเก็บภาษีในอัตรา ‘ก้าวหน้า’ ก็ยังเป็นที่ยอมรับมากกว่าการเก็บภาษีในอัตราเดียว

ส่วนใหญ่หนุนขึ้นภาษี ‘ธุรกิจใหญ่-คนรายได้สูง’

ส่วนใหญ่หนุนขึ้นภาษี ‘ธุรกิจใหญ่-คนรายได้สูง’

แล้วภาษีก้าวหน้านี้ควรก้าวไปเก็บจากใคร?

กลุ่มคนหรือสถาบันที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นว่าควรถูกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นมากที่สุด คือ ‘ธุรกิจใหญ่ข้ามชาติ’ โดยมีสัดส่วนผู้สนับสนุนสูงถึง 71.2% รองลงมาได้แก่ ธุรกิจใหญ่ของไทย (58.9%), ผู้มั่งคั่งสูง-ถือครองทรัพย์สินมาก (เช่น ที่ดิน หุ้น สินทรัพย์ดิจิทัล) (52.3%), และผู้มีรายได้สูง (52.1%) กลุ่มที่เหลือมีสัดส่วนผู้สนับสนุนไม่ถึงครึ่ง ได้แก่ คนนอกระบบภาษีเงินได้ (32.3%), คนต่างด้าว (27.5%), วัดและองค์กรศาสนา (17.9%), และองค์กรการกุศล (13.5%)

การขึ้นภาษีธุรกิจใหญ่ข้ามชาตินับว่าเป็น ‘ฉันทมติ’ ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทุกกลุ่มรายได้ครัวเรือนและระดับการศึกษาสูงสุด

ความเห็นต่างอยู่ที่กลุ่มรายได้-การศึกษาสูงมีแนวโน้มสนับสนุนการรีดภาษีจาก ‘ผู้มั่งคั่งสูง’ มากกว่าผู้มีรายได้สูง โดยกลุ่มรายได้ครัวเรือนเกินกว่า 50,000 บาท/เดือน เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีผู้มั่งคั่งสูงและผู้มีรายได้สูง 61.3% และ 46.4% ตามลำดับ ตรงข้าม กลุ่มรายได้-การศึกษาต่ำจะให้ความสำคัญกับการรีดภาษีจากผู้มีรายได้สูงเหนือกว่าเล็กน้อย โดยกลุ่มรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 10,000 บาท/เดือน เห็นด้วยกับการขึ้นภาษีคนสองกลุ่มดังกล่าวที่ 46.3% และ 52.3% ตามลำดับ

นอกจากนี้ กลุ่มรายได้-การศึกษาสูงยังสนับสนุนการเก็บภาษีจากคนนอกระบบภาษี และวัด-องค์กรศาสนาในสัดส่วนสูงกว่ามาก โดยกลุ่มรายได้ครัวเรือนเกินกว่า 50,000 บาท/เดือน เห็นด้วย 42.5% และ 38.6% ตามลำดับ ถือเป็นระดับใกล้เคียงกับสัดส่วนผู้สนับสนุนการขึ้นภาษีจากผู้มีรายได้สูง (46.4%) ขณะที่กลุ่มรายได้ครัวเรือนไม่เกิน 10,000 บาท/เดือนเห็นด้วยกับการเก็บภาษีคนสองกลุ่มนี้เพียง 23.3% และ 9.5% เท่านั้น

เชื่อมช่องว่าง-สร้างฉันทมติเรื่องภาษีของมวลชน

ผลสำรวจ 101 PUB ชี้ให้เห็นว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังอยากเห็นรัฐบาลทำงานมากขึ้น-คุณภาพดีขึ้น แม้ต้องแลกมาด้วยภาระภาษีที่เพิ่มขึ้น ในการจัดเก็บและกระจายเม็ดเงินภาษีนี้ หลักการที่ได้รับการยอมรับกว้างขวางที่สุดคือ ‘เก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า แล้วจัดสวัสดิการให้ผู้ที่จำเป็นมากกว่า’ โดยกลุ่มคนที่คนไทยสนับสนุนให้ขึ้นภาษีเพิ่มมากที่สุดได้แก่ ‘ธุรกิจใหญ่และคนรวย’

ผลเช่นนี้นับว่าน่าสนใจ เพราะการถกเถียงประเด็นนี้หลายครั้งดูจะเป็นการปะทะกันระหว่างผลประโยชน์ของชนชั้นกลางผู้แบกรับภาระภาษี (?) กับกลุ่มเปราะบาง แต่ที่จริง คนตั้งแต่ชนชั้นกลางจรดกลุ่มเปราะบางที่สุดอาจเห็นใกล้เคียงกันในหลักการใหญ่ๆ ซึ่งคาดหวังให้เก็บภาษีก้าวหน้าจากคนรวยที่สุด มากระจายใหม่สู่สังคมมากขึ้น

จริงอยู่และไม่น่าแปลกใจว่า คนต่างกลุ่มรายได้-การศึกษายังคงมีผลประโยชน์และความต้องการนโยบายแตกต่างกันบ้าง ข้อสำคัญคือจะประนีประนอมอย่างไร เพื่อตกลงให้เกิดชุดข้อเสนอและสร้างแนวร่วมผลักดันการปฏิรูประบบภาษีที่ตอบโจทย์ สมประโยชน์ เป็นที่ยอมรับ เป็นธรรม และชอบธรรมสำหรับมวลชนทุกฝ่ายอย่างยั่งยืน

References
1 โดย วรดร เลิศรัตน์, สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์, ฉัตร คำแสง, และ ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์; 101 PUB จะเผยแพร่ชุดข้อมูลฉบับเต็มต่อไป
2 ผู้ตอบแบบสำรวจเลือกทางเลือกที่เห็นด้วยที่สุด 1 ทางเลือก และไม่เห็นด้วยที่สุด 1 ทางเลือก ค่าตัวเลขที่แสดงเป็นส่วนต่างระหว่างสัดส่วนผู้เห็นด้วยที่สุดกับผู้ไม่เห็นด้วยที่สุดในแต่ละทางเลือก หน่วยเป็นจุดร้อยละ (percentage point, p.p.)

อินโฟกราฟฟิก

วิจัย/เขียน

วรดร เลิศรัตน์

สร้างสรรค์ภาพ

วนา ภูษิตาศัย

บทความที่เกี่ยวข้อง

รัฐไทยรายได้ภาษีน้อย เก็บเพิ่มไม่ได้แปลว่าเศรษฐกิจจะพัง

101 PUB ชวนสำรวจสถานะรายได้ภาษีของรัฐบาลประเทศไทย

8 ประเด็นสำคัญจาก ‘ร่างงบปี 68’: คิดใหญ่ ใช้เงินเป็น เห็นอนาคต?

8 ประเด็นสำคัญจาก ‘ร่างงบปี 68’: คิดใหญ่ ใช้เงินเป็น เห็นอนาคต?

101 PUB ชวนสำรวจ 8 ประเด็นสำคัญจาก ‘ร่างงบปี 68’ (2025) เพื่อเข้าใจว่า รัฐบาลกำลังจะใช้เงินของคนไทยอย่างไร? วางอนาคตแบบไหนไว้ให้พวกเรา?

งบประมาณยิ่งถูกล็อค รัฐบาลยิ่งส่งมอบนโยบายยาก

ระหว่างที่งบปี 67 กำลังถูกพิจารณา 101 PUB ชวนสำรวจ “ความไม่ยืดหยุ่นของงบปี 67” อันเป็นอุปสรรคสำคัญที่ไม่ว่าพรรคใดจะชนะการเลือกตั้งก็ต้องเผชิญ

101 Public Policy Think Tank
ศูนย์ความรู้นโยบายสาธารณะเพื่อการเปลี่ยนแปลง

ศูนย์วิจัยนโยบายสาธารณะไทยในบริบทโลกใหม่ สร้างสรรค์ความรู้ด้านนโยบายสาธารณะที่มีคุณภาพ เพื่อเพิ่มพลังให้ประชาชนสามารถตัดสินใจอย่างดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ ในเรื่องสำคัญที่มีความหมายต่อชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และสังคม

Copyright © 2026 101pub.org | All rights reserved.