ประเด็นสำคัญ
- ผลสำรวจความต้องการนโยบายสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหน อายุเท่าไหร่ สนับสนุนพรรคใด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนมากก็เห็นว่าการสู้รบไม่ใช่คำตอบของความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ทว่าสองฝ่ายที่มีความเห็นต่อการสู้รบขัดกันก็ยังเห็นว่าความมั่นคงทางทหารเป็นประเด็นสำคัญ
เมื่อข้อพิพาทเขตแดนลุกลามกลายเป็นการใช้กำลังทางทหารสู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาสองระลอกในเดือนกรกฎาคมและธันวาคม 2025 ความบาดหมางขัดแย้งก็กัดกินความสัมพันธ์เพื่อนบ้านจนอยู่ในจุดตกต่ำที่สุดในรอบหลายปี
แม้ภาวะหยุดยิงจะยังไม่ถูกทำลาย แต่สันติภาพชั่วคราวก็เปราะบางและไม่มีอะไรประกันว่าการปะทะจะไม่เกิดขึ้นอีก จนกว่าข้อพิพาทเขตแดนจะได้รับการแก้ไข
ประชาชนในฐานะผู้ได้รับผลกระทบทางตรงมีจุดยืนอย่างไรต่อการสู้รบ? ให้เหตุผลว่าอย่างไร? 101 Public Policy Think Tank – 101 PUB ชวนสำรวจความเห็นของประชาชนต่อความขัดแย้งไทย-กัมพูชา ผ่านผลสำรวจแนวคิดและความต้องการนโยบายสาธารณะของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จากกลุ่มตัวอย่างภาคสนาม 6,146 คนใน 19 จังหวัดในทุกภูมิภาค และการสำรวจออนไลน์ 744 คน ระหว่างวันที่ 8-18 มกราคม 2026[1]โดย วรดร เลิศรัตน์, สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์, ฉัตร คำแสง, และ ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์; 101 PUB จะเผยแพร่ชุดข้อมูลฉบับเต็มต่อไป
‘จัดการความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน’ คือนโยบายการต่างประเทศที่สำคัญที่สุด
‘การจัดการความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน’ ถือเป็นประเด็นนโยบายการต่างประเทศที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมองว่าสำคัญมากที่สุด จากผลสำรวจที่ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ‘เรียงลำดับประเด็นนโยบายการต่างประเทศที่เห็นว่าสำคัญที่สุด’ พบว่า ‘จัดการความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน’ เป็นประเด็นที่ถูกจัดวางลำดับความสำคัญเป็นอันดับที่ 1 สูงที่สุด โดยมีสัดส่วนผู้ตอบอยู่ที่ 39.6% รองลงมาคือ ‘จัดการอาชญากรรมข้ามพรมแดน’ และ ‘ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติและขยายโอกาสการทำธุรกิจ/ทำงานของคนไทย’ ที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 21.6% และ 12.1% เลือกให้ความสำคัญเป็นอันดับแรกตามลำดับ
สัดส่วนประเด็นนโยบายการต่างประเทศที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกให้ความสำคัญเป็นอันดับ 1 เรียงลำดับจากมากไปน้อย
| ประเด็น | สัดส่วนผู้ที่เลือกเป็นอันดับ 1 |
| จัดการความขัดแย้งกับเพื่อนบ้าน | 39.6% |
| จัดการอาชญากรรมข้ามพรมแดน | 21.2% |
| ดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติและขยายโอกาสการทำธุรกิจ/ทำงานของคนไทย | 12.1% |
| จัดการต่างชาติที่ทำธุรกิจในไทยอย่างเอารัดเอาเปรียบ | 9.7% |
| จัดการมลพิษข้ามพรมแดน | 8.3% |
| ส่งเสริมสันติภาพและความร่วมมือในภูมิภาคและโลก | 6.8% |
| เพิ่มจำนวนประเทศที่ยอมให้คนไทยเข้าได้โดยไม่ต้องขอวีซ่า | 2.3% |
เกือบ 70% เห็นพ้องควรยุติการสู้รบกัมพูชา มอง ‘หยุดความสูญเสีย’ เป็นเหตุผลหลัก
เมื่อข้อพิพาทเขตแดนไทย-กัมพูชาที่ค้างคามาเป็นเวลาหลายปีกลายเป็นชนวนการใช้กำลังทางทหารปะทะกันบริเวณชายแดนในรอบกว่าทศวรรษ และยังคงเป็นเงื่อนไขที่เอื้อให้การสู้รบอาจเกิดขึ้นได้อีกในอนาคต[2]ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, “‘ทำให้จบๆ’ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาแบบไหนให้จบจริงและไม่เจ็บ,” 101 Public Policy Think Tank, 5 ก.พ. 2026, https://101pub.org/thai-cambodia-conflict-resolution/ คำถามที่ตามมาคือ ประชาชนมีความเห็นต่อทิศทางการสู้รบอย่างไรกันแน่?

จากการสำรวจที่ถามว่า ‘รัฐบาลควรพยายามยุติการสู้รบกับกัมพูชาในทันทีหรือไม่’ พบว่าผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 68.5% หรือประมาณสองในสามต้องการให้รัฐบาลยุติการสู้รบทันที โดยเหตุผลรองรับที่เห็นควรให้ยุติการสู้รบสูงที่สุดคือ ‘เพื่อหยุดความสูญเสียเดือดร้อนต่อประชาชนในพื้นที่สู้รบของทั้งสองชาติ’ (39.5%) รองลงมาคือ ‘เพราะไม่มีเหตุผลให้สู้รบกันตั้งแต่ต้น’ (14.0%), ‘เพื่อเลี่ยงผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศ’ (10.2%) และ ‘เพื่อรักษาภาพลักษณ์และพันธมิตรในเวทีระหว่างประเทศ’ (2.4%)
ส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอีก 30.9% ที่เหลือมองว่ารัฐบาลยังไม่ควรยุติการสู้รบ โดยตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่ว่า ‘จนกว่าจะสามารถยึดครองดินแดนอ้างสิทธิ์ทับซ้อนได้ทั้งหมด’ (14.3%) และ ‘จนกว่าจะทำลายความสามารถของกัมพูชาในการโจมตีไทยในอนาคต’ (15.%)
หากพิจารณาตามกลุ่มอายุ จะพบว่าทุกกลุ่มช่วงวัยสนับสนุนให้รัฐบาล ‘ยุติการสู้รบ’ เกินครึ่งทุกช่วงวัย โดยคนรุ่นใหม่เป็นกลุ่มที่มีแนวโน้มต้องการให้การสู้รบยุติลงสูงสุดที่ 70.5% ตามมาด้วยกลุ่มอายุ 45-59 ปี (69.5%) และกลุ่มอายุ 60 ปีขึ้นไป (67.6%) อย่างไรก็ดี กลุ่มอายุ 30-44 ปีที่ผู้สนับสนุนให้ยุติการสู้รบและผู้สนับสนุนให้รบต่อค่อนข้างใกล้เคียงกันเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มอายุอื่น โดยมีสัดส่วนอยู่ที่ 59.1% ต่อ 40.9%
แนวโน้มที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นควรว่ารัฐบาลต้องยุติการสู้รบกับกัมพูชาเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ยังเป็นไปในทิศทางเดียวกันแทบทั้งหมดเมื่อแยกตามพรรคการเมืองที่ลงคะแนนเลือกในระบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งปี 2026 หากพิจารณาเพียงแค่สามพรรคหลัก กลุ่มผู้สนับสนุนพรรคประชาชนเห็นควรยุติการสู้รบสูงสุดที่ 74.7% ถัดมาคือผู้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยที่ 69.5% ส่วนพรรคภูมิใจไทยมีสัดส่วนต่ำที่สุดในบรรดาสามพรรคหลักที่ 61.8% และในกลุ่มผู้สนับสนุนพรรคภูมิใจไทยที่เห็นควรว่าต้องสู้รบต่อ 22.2% มองว่าเงื่อนไขที่จะทำให้การสู้รบยุติลงได้คือ ไทยต้องทำลายความสามารถของกัมพูชาในการโจมตีไทยในอนาคต
ที่น่าสนใจคือ พรรคเดียวที่ผู้สนับสนุนมองว่าไทยไม่ควรหยุดสู้รบกับกัมพูชาเกินกว่าครึ่งคือ พรรครวมไทยสร้างชาติที่ 51.9% ซึ่งค่อนข้างสูสีกับสัดส่วนผู้สนับสนุนที่เห็นควรยุติการสู้รบที่ 48.1%
สัดส่วนความเห็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับการยุติการสู้รบกับกัมพูชา แยกตามพรรคการเมืองที่ลงคะแนนเลือกในระบบบัญชีรายชื่อในการเลือกตั้งปี 2026 เรียงตามลำดับการออกความเห็นว่าควรให้ยุติการสู้รบจากมากไปน้อย

จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชาต้องการให้ยุติการสู้รบเหมือนจังหวัดส่วนใหญ่ แม้ไม่ใช่อันดับต้นๆ

หากแยกความเห็นตามจังหวัดที่มีการสำรวจภาคสนาม จะพบว่าจังหวัดส่วนใหญ่เห็นพ้องว่ารัฐบาลควรยุติการสู้รบกับกัมพูชาเกินครึ่ง รวมถึงจังหวัดที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้งสองระลอกล่าสุดอย่างอุบลราชธานี-บุรีรัมย์ และสระแก้วเช่นกัน โดยมีสัดส่วนผู้ต้องการให้รัฐบาลยุติการสู้รบที่ 71.8% และ 80.9% ซึ่งถือว่าสูงกว่าสัดส่วนผู้เห็นควรให้ยุติในภาพรวม (68.5%)
ทว่าจังหวัดที่มีชายแดนติดกัมพูชายังไม่ใช่จังหวัดที่เห็นควรยุติการสู้รบสูงสุด สามจังหวัดแรกที่มีสัดส่วนผู้ตอบสูงสุดได้แก่ นราธิวาส (92.2%) สมุทรปรากร (86.1%) และขอนแก่น (82.7%) ตามลำดับ
ส่วนจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้ตอบว่าไม่เห็นควรให้ยุติการสู้รบสูงกว่า 50% มีทั้งหมด 3 จังหวัด ได้แก่ สุพรรณบุรี (66.9%) โคราช (63.0%) และอยุธยา (58.5%)
ไม่ว่าจะต้องการให้ยุติการสู้รบหรือไม่ ก็เห็นพ้องว่าความมั่นคงทหารสำคัญ
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าความมั่นคง ‘ทางทหาร’ กลายเป็นประเด็นที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งให้น้ำหนัก ไม่ว่าจะต้องการให้การสู้รบกับกัมพูชายุติลงทันที หรือต้องการให้ไทยรบต่อจนกว่าจะบรรลุเงื่อนไขบางประการ สวนทางกับกระแสสังคมในช่วงไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ที่ต้องการให้ลดบทบาทกองทัพ
ผลสำรวจที่อาจพอเป็นภาพสะท้อนได้ระดับหนึ่งคือคำตอบของคำถามที่ว่า ‘รัฐบาลควรเพิ่มงบประมาณจัดซื้ออาวุธให้กองทัพหรือไม่’ เพราะไม่ว่าจะเห็นควรให้ยุติการสู้รบหรือหรือยังไม่ต้องการให้ยุติ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งส่วนใหญ่ก็ต้องการให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณด้านอาวุธให้กองทัพ โดยสัดส่วนผู้เห็นควรว่าต้องยุติการสู้รบที่ตอบว่าต้องการให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณการทหารอยู่ที่ 72.5% ขณะที่สัดส่วนผู้เห็นควรว่าต้องรบต่อที่ตอบว่าต้องการให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณการทหารอยู่ที่ 84.9%
อย่างไรก็ดี หากแบ่งตามเหตุผลที่รองรับการเพิ่มงบประมาณด้านอาวุธ แม้คำตอบที่ว่า ‘ควร เพราะจำเป็นต้องรักษาความมั่นคง’ จะเป็นเหตุผลยอดนิยมอันดับสองสำหรับทั้งผู้เห็นควร (32.1%) และไม่เห็นควรยุติการสู้รบ (39.5%) แต่ส่วนใหญ่ยังให้น้ำหนักว่าการเพิ่มงบประมาณด้านอาวุธต้องมาพร้อมเงื่อนไขว่ากองทัพต้องพัฒนาประสิทธิภาพในการบริหารงานภายในเช่นกัน (เห็นควรยุติ 37.7%; ไม่เห็นควรยุติ 41.6%)
สัดส่วนความเห็นผู้มีสิทธิเลือกตั้งเกี่ยวกับการเพิ่มงบประมาณด้านอาวุธให้แก่กองทัพ แยกตามความเห็นต่อการสู้รบกับกัมพูชา

ความสัมพันธ์เพื่อนบ้านแบบใดที่สังคมไทยแสวงหา?
แม้ขณะนี้ความตึงเครียดบริเวณชายแดนจะดูเหมือนผ่อนคลายลงหลังบรรลุข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปลายปี 2025 ทั้งความสนใจก็เปลี่ยนไปยังประเด็นข้อพิพาทพื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนและทรัพยากรธรรมชาติบริเวณอ่าวไทย แต่ก็ไม่มีอะไรประกันว่าการปะทะบริเวณชายแดนจะไม่เกิดขึ้นอีก หากต้นตอความขัดแย้งอย่างข้อพิพาทเขตแดนยังไม่คลี่คลาย
จุดยืนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งต่อการสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามจังหวะสถานการณ์และกาลเวลา แต่ผลสำรวจก็พอสะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะอยู่ในพื้นที่ไหน อายุเท่าไหร่ สนับสนุนพรรคใด ส่วนมากก็เห็นว่าการสู้รบไม่ใช่คำตอบ ทว่าสองฝ่ายที่มีความเห็นต่อการสู้รบขัดกันก็ยังเห็นว่าความมั่นคงทางทหารเป็นประเด็นสำคัญ
ผลสำรวจได้ตั้งคำถามต่อไปที่รัฐบาลต้องตอบคือ จะดำเนินนโยบายความสัมพันธ์เพื่อนบ้าน-ความมั่นคงให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างแท้จริงได้อย่างไรกันแน่?
| ↑1 | โดย วรดร เลิศรัตน์, สรงกรณ์ เตชวณิชย์พงศ์, ฉัตร คำแสง, และ ชานนทร์ เตชะสุนทรวัฒน์; 101 PUB จะเผยแพร่ชุดข้อมูลฉบับเต็มต่อไป |
|---|---|
| ↑2 | ณรจญา ตัญจพัฒน์กุล, “‘ทำให้จบๆ’ แก้ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาแบบไหนให้จบจริงและไม่เจ็บ,” 101 Public Policy Think Tank, 5 ก.พ. 2026, https://101pub.org/thai-cambodia-conflict-resolution/ |