ประเด็นสำคัญ
- เสรีภาพสื่อเป็นปัญหาสำคัญของไทย แต่เสรีภาพสื่อเป็น ‘สิทธิเชิงบวก’ ซึ่งต้องมาควบคู่กันกับประโยชน์สาธารณะ ดังนั้น สื่อจึงควรจะได้รับการคุ้มครองเสรีภาพภายใต้เงื่อนไขที่สังคมตกลงร่วมกัน เพื่อให้สื่อสามารถทำหน้าที่แสวงหาความจริงและนำเสนอข้อมูลต่อสังคมอย่างมีจริยธรรมและมีความรับผิดชอบ
- อย่างไรก็ตาม กลไกการกำกับดูแลสื่อในปัจจุบันไม่อาจนำไปสู่เสรีภาพสื่อและรับประกันประโยชน์สาธารณะได้ เพราะการกำกับดูแลโดยรัฐมักนำไปสู่การแทรกแซงและลิดรอนเสรีภาพสื่อ ขณะที่การกำกับดูแลกันเองโดยสภาสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อก็ขาดประสิทธิภาพ
- เพื่อสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพสื่อและประโยชน์สาธารณะ การกำกับดูแลร่วมจึงเป็นแนวทางที่ควรพิจารณา โดยในกรณีการกำกับดูแลมาตรฐานจริยธรรมสื่อนั้น รัฐอาจมีบทบาทในการวางกรอบทางกฎหมายหรือการรับรองสถานะองค์กรกำกับดูแล แต่สภาสื่อและองค์กรวิชาชีพสื่อต้องเป็นผู้กำกับดูแลจริยธรรมกันเอง

มาตรา 35 แห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 บัญญัติว่า “บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพ” อย่างไรก็ตาม แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้และฉบับอื่น ๆ ที่ผ่านมาจะมีบทบัญญัติที่คุ้มครองเสรีภาพสื่อ แต่จากดัชนีเสรีภาพสื่อมวลชนโลก (World Press Freedom Index) ซึ่งจัดทำโดยองค์กรนักข่าวไร้พรมแดน (Reporters Without Borders (Reporters Sans Frontières: RSF)) กลับพบว่า สถานการณ์เสรีภาพสื่อไทยนั้นยังคงน่ากังวล ในปี ค.ศ. 2025 เสรีภาพสื่อมวลชนไทยอยู่อันดับที่ 85 จาก 180 ประเทศที่มีการจัดอันดับซึ่งดีขึ้นจากปี ค.ศ. 2024 เล็กน้อย แต่ดัชนีกลับลดลงเหลือ 56.72 จากเดิม 58.12 ในทำนองเดียวกัน ในปี ค.ศ. 2025 ฟรีดอมเฮาส์ (Freedom House) จัดไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่เสรี โดยได้คะแนนด้านสื่อที่เสรีและเป็นอิสระเพียง 1 คะแนนจากคะแนนเต็ม 4 คะแนน
ระดับเสรีภาพสื่อมีความสัมพันธ์กับกลไกหลักในการกำกับดูแลสื่อ เช่น ในทวีปแอฟริกานั้น การกำกับดูแลกันเอง (self-regulation) มักเกิดขึ้นในประเทศที่มีระดับเสรีภาพสื่อสูง ตรงกันข้ามกับประเทศที่มีลักษณะอำนาจนิยมที่มักใช้การกำกับดูแลแบบผสมซึ่งมีการกำกับดูแลโดยรัฐ (statutory regulation) อยู่ด้วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการกำกับดูแลโดยรัฐจะสร้างข้อกังวลเกี่ยวกับเสรีภาพสื่อ แต่ภูมิทัศน์สื่อใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และเทคโนโลยีนั้นทำให้การกำกับดูแลกันเองอาจไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ยิ่งไปกว่านั้น การกำกับดูแลกันเองมิอาจรับประกันได้ว่า เสรีภาพสื่อจะนำไปสู่ประโยชน์สาธารณะเสมอไป เพราะมีแนวโน้มที่จะนำไปสู่การปกป้องผลประโยชน์ภายในอุตสาหกรรมสื่อเอง โดยเฉพาะหากองค์กรสื่อขนาดใหญ่มีอิทธิพลสูงในกลไกการกำกับดูแล ด้วยเหตุนี้ การกำกับดูแลร่วม (co-regulation) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างการกำกับดูแลโดยรัฐกับการกำกับดูแลกันเองจึงเป็นทางเลือกที่ถูกนำมาพิจารณามากขึ้น แต่ประเด็นท้าทายคือ ควรออกแบบการกำกับดูแลร่วมอย่างไรเพื่อสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพสื่อกับประโยชน์สาธารณะ โจทย์ดังกล่าวจึงเป็นคำถามวิจัยหลักของรายงานฉบับนี้
ในกรณีของไทยนั้น รัฐไทยมีบทบาทสำคัญในการกำกับดูแลสื่อมายาวนาน ซึ่งมักส่งผลกระทบทางลบต่อเสรีภาพสื่อ บทบาทของรัฐนี้รวมถึงความพยายามในการออกกฎหมายที่กล่าวอ้างว่าเป็นการกำกับดูแลร่วม เช่น ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมจริยธรรมและมาตรฐานวิชาชีพสื่อมวลชน พ.ศ. …. หรือที่รู้จักกันในชื่อร่าง พ.ร.บ.จริยธรรมสื่อฯ แต่ร่างกฎหมายดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลายประเด็น รวมถึงบทบาทนำของรัฐในการกำกับดูแลแทนที่จะเป็นองค์กรวิชาชีพสื่อ ผลกระทบทางลบต่อเสรีภาพสื่อที่อาจเกิดขึ้น เช่น คำว่า “ศีลธรรมอันดีของประชาชน” ในร่างกฎหมายซึ่งจำกัดเสรีภาพเกินกว่าที่บัญญัติไว้ภายใต้รัฐธรรมนูญ และความเสี่ยงที่จะถูกครอบงำโดย ‘มาเฟียสื่อ’
อย่างไรก็ตาม กลไกการกำกับดูแลกันเองที่มีอยู่ในปัจจุบันก็ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ ทั้งการเข้าร่วมโดยสมัครใจที่ทำให้ผู้ผลิตสื่อบางรายสามารถลาออกจากการเป็นสมาชิกองค์กรวิชาชีพสื่อได้โดยไม่มีเงื่อนไขใด ๆ การเกิดขึ้นของสื่อใหม่ ๆ ทางออนไลน์และโซเชียลมีเดียที่มิได้อยู่ภายใต้องค์กรวิชาชีพสื่อและอาจมีจริยธรรมแห่งวิชาชีพที่ไม่ได้มาตรฐาน รวมถึงปัญหาเชิงเนื้อหาที่มีอยู่เดิมแต่สามารถแพร่กระจายในวงกว้างได้รวดเร็วขึ้นมากทางออนไลน์และโซเชียลมีเดีย เช่น ข่าวปลอม (fake news) และเนื้อหาที่สร้างความเกลียดชัง (hate speech) เมื่อกลไกการกำกับดูแลขาดประสิทธิภาพ ความรับผิดชอบของสื่อก็ลดลง ผลเสียจึงตกแก่สังคม และรัฐอาจใช้เป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความชอบธรรมในการเพิ่มบทบาทในการกำกับดูแล ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นต้องปฏิรูปกลไกการกำกับดูแลสื่อที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างเสรีภาพสื่อกับประโยชน์สาธารณะ
โครงการวิจัยนี้เป็นความร่วมมือระหว่าง 101 PUB ร่วมกับมูลนิธิฟรีดริค เอแบร์ท ประเทศไทย